"หากเราพอเพียง เราก็จะเดินทางเข้าสู่ความสมดุลของชีวิต วิถีแบบนี้เองเป็นความสุขที่เราสัมผัสได้จากตัวเอง ไม่ว่าอยู่ท่ามกลางวิกฤตใดๆก็ตาม"

คำถามกับการเดินทางไปหาคำตอบ : บ้านริมแม่น้ำป่าสัก

 

ถ้าให้ผมเลือก ผมอยากจะกลับถิ่นเกิดที่ผมเดินจากมา ที่นั่นมีภูเขา มีต้นไม้และมีเรื่องราวในอดีตที่ผมยังประทับใจเสมอในวัยเด็ก แต่ด้วยเงื่อนไขที่มีไม่มากเท่าไหร่ รวมถึงแรงผลักในการกระหายอยากเรียนรู้โลกข้างนอก ผมจึงกระโดดออกมาสู่สังคมเมืองแบบจงใจ

 

สถานีวิทยุ จส.๑๐๐ ที่ผมฟังทุกวี่วันนั่นคือ "ความสวยงามของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม" ผมมองเห็นไมตรี ความเอื้อเฟื้ออันเป็นรากฐานสังคมของคนไทยในสังคมเมืองผ่านการร้องขอ การช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆของผู้คนผ่านคลื่นวิทยุ นาฏกรรมเหล่านั้นเป็นความสุขภายใต้วิกฤติต่างๆที่เรามีกันอยู่ยุคข้าวยากหมากแพงเช่นปัจจุบัน

 

มีการตั้งคำถามผ่านผู้ดำเนินรายการถามว่า "ทุกวันนี้คุณมีความสุขเพิ่มขึ้นหรือลดลง" คำตอบของคำถามโดยการกล่าวอ้างความเห็นส่วนตัว หลายเหตุผลที่ทำให้ผมนิ่งคิดและชื่นชมในวิธีคิดในการก้าวผ่านชีวิตปัจจุบัน ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะมีวิถีชีวิตรูปแบบไหน สิ่งที่เลือกได้คือ "ความพอเพียง"  เมื่อพวกเขาเหล่านั้นพอเพียง เขาจะพบความสมดุลของชีวิต อันเป็นบันไดของความสุขที่ก้าวข้ามผ่านความทุกข์ของบริบทสังคม 

ใช่แล้วครับ...คำตอบส่วนใหญ่ของคนกรุง ล้วนแต่อยากหลีกลี้ ความแออัดของเอกนคร กลับไปสู่วิถีธรรมชาติที่โหยหา ผมเองก็เช่นกัน

ไม่กี่อึดใจจากความวุ่นวายของเมืองหลวง ผมเดินทางขึ้นไปไม่ถึงชั่วโมง เพื่อเดินทางไปเยี่ยม อาจารย์ ดร.ยุวนุช ทินนะลักษณ์ ด้วยความตั้งใจที่มีอยู่เดิม จนต้องนัดหมายกับเพื่อนเดินทางไปเยี่ยมอาจารย์ให้ได้ในวันหยุดที่ผ่านมา 

 

ในมโนภาพและภาพที่ผมเคยเห็นมาบ้างว่าบ้านที่อาจารย์พักเป็นบ้านทรงไทย ริมน้ำป่าสัก ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่พิสุทธิ์  เรียบง่ายและงดงาม มโนภาพเหล่านี้เองยั่วยวนจนผมต้องเดินทางไปให้ได้ในเร็ววัน

 

อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ไม่ไกลจากถนนสายเอเชีย หากเราเดินทางเพลินไปก็อาจจะเลยไปจังหวัดอ่างทอง เพราะพื้นที่ติดกัน ถนนที่เราเดินทางผ่าน มีทุ่งนาที่กำลังเขียวชอุ่มด้วยต้นข้าว อากาศสดชื่นแบบท้องทุ่งบ้านนา เมืองไทยเราช่างโชคดีที่มีแหล่งอาหารสามารถปลูกแล้วก็กินได้ตลอดฤดู  ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ยังมีภาพเหล่านี้ให้เห็น

 

กว่าจะเดินทางไปถึงบ้านอาจารย์ก็ใกล้มื้ออาหาร(กลางวัน)เข้าไปทุกที (ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่เราตั้งไว้) เพราะทราบข่าวมาอีกว่าอาหารบ้านอาจารย์อร่อยมาก(อาจารย์ธันยพร เพื่อนผู้ร่วมเดินทางยืนยัน)  

 

รถของเราจอดนิ่งหน้าบ้านทรงไทยที่ร่มรื่น...กระรอกน้อยสองตัวบนคบไม้ เกาะกิ่งชูหัวมองผู้มาเยือนอย่างฉงน  มองเข้าไปเห็นประตูเข้าสู่ตัวบ้านดูเคร่งขรึม ต้นไม้ที่รายล้อมบ้านทำให้บ้านดูเงียบสงบและรู้สึกถึงความเย็นสบาย ผมยืนสูดอากาศบริสุทธิ์ที่หาได้ยากในเมืองหลวงสักครู่ก่อนที่จะเข้าไปยังตัวบ้าน

 

 
 

อาจารย์ท่านรออยู่ก่อนแล้ว วันนี้อาจารย์สวมชุดผ้าฝ้าย นุ่งผ้าซิ่นคร่อมเท้า มวยผมรัดตรึง ทำให้อาจารย์ดูสวยสง่าและดูเข้าบรรยากาศไทยๆ ของตัวบ้านและบรรยากาศรอบตัวผม

 

บนชานบ้านทรงไทยหลังงาม พื้นที่ตรงนี้เราสามารถมองเห็นวิวแม่น้ำป่าสักได้อย่างใกล้ชิด เรือสินค้าขนาดกลางแล่นช้าๆผ่านแม่น้ำตรงหน้าไป ช่างเป็นจังหวะที่เหมาะเจาะกับการมาเยือนของผมและเพื่อน หยิบกล้องคู่ยากกดชัตเตอร์เบาๆ เก็บภาพเหล่านี้ไว้เป็นความทรงจำ เป็นความสวยงามของวิถีชีวิตที่ผมตื่นเต้นมากเพราะชีวิตคนภูเขาแบบผมไม่เคยได้สัมผัสภาพที่เห็นตรงหน้าแบบใกล้ๆอย่างนี้

 

ไม่เพียงแต่วิวทิวทัศน์ที่แปลกตา สวยงาม มองเข้าไปในเรือนใหญ่ ความสนใจใคร่รู้ทำให้ผมเสียมารยาทเดินผ่านเข้าไปถ่ายรูปบางส่วน อาจารย์บอกว่าให้ทานข้าวก่อน แล้วจะพาทัวร์ให้รอบบ้าน เมื่อทางแม่บ้านตั้งสำรับเสร็จพวกเราทั้งหมดก็ย้ายจากชานเรือนไปยังห้องรับประทานอาหาร คิดในใจว่าอาหารมื้อนี้ไม่ธรรมดาแน่ๆ และก็เป็นอย่างที่คิด

 

มื้อนี้ทำให้ผมขายหน้าเป็นอย่างยิ่ง...เพราะผมมักเจริญอาหารแบบไม่น่าให้อภัยตัวเอง ผมสามารถทานได้ทุกอย่าง อย่างเอร็ดอร่อย ประหนึ่งว่าอดอยากมานาน  เรียกเติมข้าว เติมกับอยู่ร่ำไป ผมต้องโทษแม่บ้านที่ทำกับข้าวรสเด็ดและอาจารย์ที่พิถีพิถันในการประดอยโต๊ะอาหาร ทำให้ผมต้องอิ่มและมีความสุขกับการกินมาก

 

ข้าวสวยเม็ดสวยสีม่วงเรียงตัวหอมกรุ่นแทรกใบตองที่บรรจงห่อในหม้อดิน ผมบอกอาจารย์ว่าแค่ให้ผมคลุกข้าวกับน้ำปลา หรือทานเปล่าๆผมก็ยอมเพราะข้าวสวยที่หอมนุ่ม มันด้วยกรรมวิธีการหุงด้วยกะทิ เนื้อปลาที่ละมุนลิ้น สอดแน่นในใบชะพูลม้วนพอคำพร้อมน้ำจิ้มรสดี หมูที่หมักเครื่องเทศหอมได้ที่ทอดกรอบขนาดพอคำ แกงส้มผักรวมใส่ดอกโสน ก็เข้มข้น ไม่เผ็ดมากเกินไป รสชาติกลมกล่อม ในหม้อเล็กๆที่ผมจัดการจนเกลี้ยง ผมขอเพิ่มอีกจากคุณแม่บ้านที่ใจดี ส้มตำที่ซอยเปลือกมะนาวลงไปคลุกรสชาติแปลกไปจากส้มตำที่เคยทาน แต่เมื่อรับประทานกับข้าวสวยมูล ก็อร่อยอย่าบอกใคร ปิดท้ายด้วยผลไม้ ก่อนที่อาจารย์จะเชิญชวนเดินชมทุกมุมของบ้านเพื่อย่อยอาหาร

 

 
 

ผมเดินชมไปบันทึกภาพไป พยายามจะถ่ายทอดความสวยงาม ประทับใจผ่านทางรูปภาพเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดี บ้านทรงไทยหลังย่อมที่เจ้าของบ้านพิถีพิถันทุกมุม ทำให้ผมเพลิดเพลินกับช่วงเวลาดีๆมีคุณค่า  เป็นความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของคนไทยในการสร้างบ้านให้สอดคล้องกับสภาพสิ่งแวดล้อม

 

เราเดินทะลุไปยังชั้นสอง  มีชานบ้านเล็กๆอีกด้านของตัวบ้าน ถูกดัดแปลงเป็นที่นั่งพักผ่อนสบายๆ  กิ่งไม้ใบสวย ที่คลุมอยู่ทำให้พื้นนี้ร่มรื่น ได้กลิ่นหอมอ่อนๆจากดอกไม้ไทยโชยตามลมมาเป็นระยะ ยามบ่ายที่ร้อนในวันนี้หากเป็นในกรุงเทพเราคงถูกแดดเผาจนเกรียมเป็นแน่ แต่ที่นี่ไม่เปิดแอร์เพียงแค่เปิดรับลมเย็นจากท่าน้ำ แค่ต้นไม้คลุมไม่แน่นมาก ก็เย็นโล่งสบาย

 

ช่วงบ่ายกับชาชั้นดีจากฝรั่งเศล ชื่อแปลกๆ สองสามยี่ห้อ ที่อาจารย์กรุณาชงมาให้พวกเราได้ชิม กลิ่นหอมนุ่ม จิบชาพลาง พูดคุยไปพลาง เป็นชีวิตที่รื่นรมย์น่าอิจฉาเป็นอย่างยิ่ง

 

ผมขออนุญาตเดินชมสวย เพื่อเก็บภาพสวยๆ จากบ้านสู่ท่าน้ำป่าสักไม่ถึงสามสิบเมตรจากตัวบ้าน เสียงหัวเราะที่ดังเบาๆ ดังเป็นระยะๆของอาจารย์ยุวนุช กับคุณน้ำฝน ดังไปถึงท่าน้ำ...เราใช้พื้นที่นี้พูดคุยกันไปทั้งช่วงบ่ายไม่มีวี่แววว่าจะเบื่อเพลิดเพลินจนลืมเวลา

 

 

ผมไม่อยากกลับไปที่กรุงเทพเลย...บรรยากาศแบบนี้ทำให้ผมคิดถึงบ้านที่เมืองปายมากขึ้น คิดถึงป่า ถึงถึงภูเขา ทุ่งนา ป่านนี้คงเขียวชอุ่ม มีชีวิตชีวาจากฝนชุกในระยะนี้ ผมยังจำได้ว่ากลิ่นหอมของดินที่ถูกฝนทักทายครั้งแรกหอมอย่างไร ...

 

นั่งรถกลับ...พร้อมกับคิดถึงคำถามของผู้ดำเนินรายการ จส.๑๐๐ ที่ถามว่า "วันนี้คุณมีความสุขเพิ่มขึ้นหรือลดลง"

 

ผมขอตอบว่า "ความสุขของผมเพิ่มขึ้น" ไม่ใช่เหตุผลที่มาเยี่ยมบ้านอาจารย์เท่านั้น แต่การเรียนรู้ถึงความสุข ความเรียบง่าย ของชีวิตชนบท พร้อมกับความภาคภูมิใจในความเป็นไทยที่มีทุนอันเป็นภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าที่ผมได้เรียนรู้ในวันนี้ คำตอบที่ตอกย้ำในใจบอกว่า  "หากเราพอเพียง เราก็จะเดินทางเข้าสู่ความสมดุลของชีวิต วิถีแบบนี้เองเป็นความสุขที่เราสัมผัสได้จากตัวเอง ไม่ว่าอยู่ท่ามกลางวิกฤตใดๆก็ตาม"

 

--------------------------------------

ขอบคุณที่ทำให้วันธรรมดาให้เปี่ยมสุข

อาจารย์ ดร.ยุวนุช ทินนะลักษณ์

อาจารย์ธันยพร วณิชฤทธา 

 

 

 จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

กรุงเทพฯ