เราเสียใจ อย่างสุดซึ่งกับบุคคลที่เรารักจากไป แต่ความปลื้มใจที่เราได้รับคือการช่วยเหลือ ของพี่น้อง เพื่อนบ้าน

จากบันทึกงานศพ หลังจากเสร็จสิ้นงานศพ ได้เรียนรู้อะไรดีมากมาย

ไม่ว่าจากการที่เราได้ยินเจ้าภาพกล่าวขอบคุณแขกที่มางาน  เราเสียใจ อย่างสุดซึ่งกับบุคคลที่เรารักจากไป แต่ความปลื้มใจที่เราได้รับคือการช่วยเหลือ ของพี่น้อง เพื่อนบ้าน ที่มาร่วมกันในวันงาน

ตั้งแต่ เมื่อทราบข่าวว่ามีการเสียชีวิต เกิดขึ้น พี่น้อง พ่อแม่เพื่อนพ้องที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงก็จะมาคอยช่วยเหลือ ทำงานในสิ่งที่ตนถนัด โดยเจ้าภาพเองไม่ได้ร้องขอ นี่ก็เป็นส่วนหนี่งที่ผู้เขียนยอมรับว่ายังมีความเอื้ออาทรกันให้เห็น ในสังคม แม้ว่าจะ มีการ เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว และ นึกขึ้นได้ว่าเมื่อครั้งประชุม ศวพถ. คุณชายขอบ ได้กล่าวไว้ว่าเมื่อก่อนหากเราจะไปหาใครที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกับเจ้างานก็ไปหาในครัว ที่ล้างจาน หรือ ที่หุงข้าว จะไม่เห็นนั่งเป็นแขกหรอก แต่ปัจจุบันนี้ หลายๆงานแม้แต่ในชนบทเอง จะ ใช้วิธีการจ้าง มากขึ้น ความเอื้ออาทร ในส่วนนี้จึงลดลง ผู้เขียนก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน เพราะจำได้ว่า  เวลาเรา(เพื่อนบ้าน)ไปช่วยกันในงานเราก็จะเข้าไปในครัวทันที เราก็จะได้รู้จักกับเพื่อนบ้านมากขึ้น ได้ทราบว่าใครเป็นอย่างไร ไปนั่งคุย หยอกล้อกันในครัว บางคนที่เคยโกรธกัน ก็ดีกัน หรือคุยกันในครัว  แต่ ช่วงหลังนี้ผู้เขียนไม่ค่อยได้ไปในครัวเลย

     และสิ่งที่ผู้เขียนได้เรียนรู้เพิ่มเติมในการไปงานศพนอกจากว่าวันพุธ ห้ามรดน้ำศพแล้วยังมี ข้อห้ามต่างๆ อีกมากมาย  เช่น ขณะจัดดอกไม้อยู่ ผู้เขียนชมว่า  ดอกไม้ที่จัด จัดได้สวยมาก โดนอีกแล้วคะ  ทันที พี่ของผู้เขียนหันมามองหน้าและบอกว่า ห้ามพูด ชมว่าสวยนะ ให้พูดว่า ดูดี และก่อนที่ผู้เขียนจะ ทำอะไรไปมากกว่านี้ เค้ารีบบอกข้อห้ามอีกอย่างหนึ่งว่า เทียน เค้าก็ไม่ให้ต่อนะ หากเทียนหมด ให้ดับ แล้วจุดใหม่ ห้ามต่อเด็ดขาด เพราะ เค้าบอกว่าจะมีคนตามมาทีหลังอีก

ผู้เขียนได้เรียนรู้ว่ายังมีวัฒนธรรมและความเชื่ออีกหลายอย่างมากที่เรายังไม่ทราบใครอยากบอกอะไรให้ผู้เขียนได้ทราบอีกบ้างคะ จะได้ไม่ทำเปิ่นในงานอีกคะ