ต้องเลือกคนที่ไม่เปลี่ยนสีแล้วไปเรียน

ที่หล่มสักตอนนี้ทุก รพ ตำบลมีพยาบาลวิชาชีพอยู่ครบแล้วทั้ง 31 แห่ง และบางแห่งก็มีมากกว่า 1 คน ทราบว่าคุณหมอพงศ์พิชญ์ เทบุคลากรที่อยากไปทำงานใกล้บ้านให้กับ รพ ตำบลเมื่อปีแรกๆที่เริ่มเพิ่มความเข้มแข็งให้กับสถานีอนามัย

คราวนี้คุณหมอบอกว่า อยากส่งพยาบาลบางคนไปเรียนหมอ และถามผมว่าเป็นไปได้หรือเปล่า ให้ผมช่วยดูให้ด้วย

คุณหมอพงศ์พิชญ์ เล่าให้ฟังว่าทางท้องถิ่นเขาอยากลองส่งคนในพื้นที่ไปเรียน เพราะแน่ใจว่าจะเป็นวิธีการทำให้ได้หมอมาอยู่ในพื้นที่ได้นานๆ ไม่ต้องไปห่วงเรื่องทำงานหมดใช้ทุนแล้วจะหนีไปอยู่เมืองใหญ่ หรือไปอยู่ภาคเอกชน

ผมเองแม้จะไม่เห็นด้วยว่าจะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ทำได้ทั่วไป และไม่มีหลักประกันว่าจะเป็นอย่างที่คุณหมอว่า แต่ก็เห็นด้วยว่าน่าจะเป็นวิธีหนึ่งที่น่าจะเอามาลองใช้ดู

เงื่อนไขสำคัญคงอยู่ที่ต้องเลือกให้ได้คนที่ไม่เปลี่ยนสีแล้วไปเรียน และคงไม่ง่ายที่จะเลือกได้ แต่ถ้าเลือกจากคนที่ทำงานอยู่ และดูจากประวัติการทำงานและภูมิหลังก็น่าจะทำให้เกิดความมั่นใจได้มากกว่าตอนเลือกนักศึกษาจากพื้นที่ให้ไปเรียน

เรื่องเลือกคนที่ "โต" แล้วมาเรียนหมอมีริเริ่มมานานแล้ว ผมเองก็เคนไปดูงานที่แคนาดา เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ได้คุยกับนักศึกษาคนหนึ่งที่ไปทำงานในองค์กรนานาชาติมาแล้ว หันมาเรียนแพทย์ทั้งที่ตัวเองจบมาด้านสังคมศาสตร์ เขาก็ดูมั่นใจดี และดูจะเข้าใจวิชาชีพได้ดี น่าจะเป็นหมอที่ดีได้

ที่จุฬามีหลักสูตรพิเศษทำนองเดียวกันเรียน 5 ปี เข้าใจว่ายังมีอยู่จนถึงขณะนี้ มีกระบวนการเลือกนักศึกษาที่ทำขึ้นใหม่เป็นพิเศษ

ตอนแรกที่เกิดหลักสูตรทำท่าจะมีหลายแห่งที่จะทำตาม แต่ก็เห็นเงียบไปคงปล่อยทางจุฬาทำอยู่คนเดียว

ถ้าจะหันมาลองร่วมมือกับท้องถิ่นที่ดีๆ และอยากลองก็น่าจะดีนะครับ อย่างน้อยก็น่าจะได้คนที่ทำงานและมั่นใจว่าเข้าใจในวิชาชีพมาเรียนเป็นหมอ แล้วดูว่าจะช่วยให้การคงอยู่ในพื้นที่มันยืนยาวขึ้น และที่สำคัญทำงานเป็นประโยชน์กับชาวบ้านในพื้นที่ได้มากขึ้นอย่างไร

ตอนนี้ยังไม่มีหมอ ก็ไม่ต้องกังวล เพราะดูเหมือนที่หล่มสักจะพิสูจน์แล้วว่า พยาบาลก็ทำประโยชน์ได้มากมาย

ไม่แน่ว่าคนที่ได้เรียนหมอกลับไปอยู่อาจจะกดดันมาก เพราะต้องทำให้เห็นว่า ทำประโยชน์ได้มากกว่า