วันนี้ไม่ใช่วันหยุดของผมครับ แล้ววันไหนวันหยุด อันนี้แหละครับที่ตอบยาก ฮาฮาฮา ไม่รู้เหมือนกันว่าวันหยุดวันไหน ไปทำงานได้ทุกวัน (นอกเรื่องไปนิดหนึ่งครับ) ผมนัดนักศึกษาสอบปลายภาคครับ (ภาคฤดูร้อนครับ) ปรากฏตื่นมาตอนเช้า ร่างกายมันไม่ค่อยอยากไปทำงานครับ เมื้อยไปทั้งตัว เลยโทรขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่สาขาวิชา (อันนี้ก็ไม่รู้หยุดวันไหนเหมือนกัน โทรหาทีไรก็อยู่ที่สาขาวิชาประจำ) ให้ช่วยไปคุมสอบแทนให้หน่อย ขอข้าพเจ้าพักหนึ่งวันแล้วกัน ฮาฮา แต่บอกไว้ล่วงหน้าแล้วครับว่า ถ้านักศึกษาจะลอกกันก็ปล่อยให้ลอกไปเลย ไม่ต้องห้าม ไม่ต้องเตือน แต่ที่สำคัญคือ เขียนโน้ตให้ผมด้วยว่าใคร ฮิฮิ เพราะผมคุยกับนักศึกษาแล้วว่า ให้ดูหนังสือ หาจากอินเตอร์เน็ทได้ทั้งนั้น ยกเว้นอย่างเดียวคือ ถามเพื่อนในห้องสอบ แล้วก็บอกไปแล้วด้วยว่า ไม่มีการเตือนเรื่องการทุจริต กาหัวโดยไม่ต้องบอก (โหดมัยครับ)

วันนี้เลยได้อิลฮามและเตาฟิก เป็นพนักงานนวดครับ นอนๆ อยู่ก็ขึ้นมาขี่หลัง เหยียบบ้าง กระทืบใส่บ้าง ฮาฮา แต่ต้องยอมรับครับว่า ลูกๆ อารมณ์ดีมาก วันปกติ (หมายถึงทุกๆ วัน) ก่อนผมจะถึงบ้านมักจะได้ยินเสียงร้อง ไม่ใครก็ใครคนหนึ่งละครับจากสองคนนี้ แต่วันนี้ไม่มีเสียงงอแง่เลย สนุกกับการนวดอาบีทั้งวัน

เดิมทีตั้งใจไปเยี่ยมอาจารย์ ibm แต่สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนแผนเป็นพรุ่งนี้แทน ทราบข่าวมาว่า อาการดีขึ้นบ้างแล้ว พอจะรู้สึกตัวเป็นบางแล้ว อาการสำคัญคือ กระดูกขาและมือหักครับ แต่สมองไม่เป็นอะไร เพราะท่านใส่หมวกกันน็อกครับ (อัลฮัมดุลิลลาห์ ขออัลลอฮ์ให้อาจารย์หายไวๆ)

วันนี้อิลฮามขอให้ผมโทรหาปู่และป้าๆ ครับ สงสัยจะคิดถึง และก็ไม่รู้ว่าพี่สาวผมจะนัดกันทักผมไว้ก่อนล่วงหน้าหรือเปล่า จึงพูดคล้ายๆ กันเลย คือ วันนี้ว่างแล้วหรือ? ฮาฮาฮา แหม่! จะให้น้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมงหรือจ๊ะ

มีประเด็นที่ผมอยากจะเล่าอยู่ประเด็นหนึ่งครับ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากวานซืนและเมื่อวาน คือ วันที่ไปสัมมนาที่สงขลา คนที่ร่วมทางไปด้วยก็ไม่ใช่ใครครับ อ.อับดุรรอห์มาน จะปะกียา วันนั้นเรามีประเด็นคุยกันอยู่เรื่องหนึ่งครับ คือ การลงโทษนักเรียนตามพระวัจนะของท่านศาสนทูต (ซ.ล) ซึ่งมีรายงานว่า ท่านศาสนทูต (ซ.ล) กล่าวไว้ว่า "จงสอนให้ลูกละหมาดเมื่ออายุได้ 7 ปี และจงตีหากไม่ละหมาดในตอนอายุ 10 ปี" ซึ่งนั่นก็หมายถึง อิสลามใช้ให้ตีนักเรียนใช่หรือไม่

(ยังไม่เฉลยครับ) อ.อับดุรรอห์มาน ชอบมองอะไรคล้ายๆ ผมครับ แต่สำหรับประเด็นนี้เหมือนจะเห็นเหมือนกัน แต่มีเหตุผลต่างกัน ผมให้อาจารย์ท่านอธิบายเหตุผลของท่านก่อนว่าท่านมองว่าอย่างไร (ในฐานะที่ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัจนะศาสนทูต)

ท่านอธิบายไว้ว่า ในการปฏิบัติตามหะดีษ (วัจนะศาสนทูต) นั้นจะต้องเข้าใจหลักการเบื้องต้นก่อน ตัวอย่างง่ายๆ คือ "วันหนึ่ง มีชายขอทานคนหนึ่งมาขอรับบริจาคจากท่านรอซูล ท่านก็ใช้ให้ขอทานคนดังกล่าวไปตัดไม้ฟืนไปขายแทนการมีอาชีพขอทาน" หากคนปฏิบัติตามโดยไม่เข้าใจหลักการนำหะดีษไปใช้ก็คงต้องใช้ให้ขอทานทุกคนไปประกอบอาชีพตัดฟืนขายอย่างเดียวแน่นอน ซึ่งปัจจุบันการตัดฟืนขายมีผลกระทบต่างๆ นานา เช่น ทำให้โลกร้อนเป็นต้น (อันนี้อาจารย์เขายกตัวอย่างเองนะครับ) ซึ่งหมายถึงว่า หากใช้ให้คนไปทำอย่างนั้นก็จะส่งผลกระทบต่อคนทั่วไป ซึ่งโดยหลักการการปฏิบัติตามหะดีษแล้ว จะต้องไม่เลือกที่จะใช้ให้คนขอทานไปทำอย่างนั้นอีก คือจะต้องใช้ให้ไปทำอย่างอื่นที่ได้ประโยชน์ได้รายได้มากกว่านั้น

ท่านอาจารย์อธิบายต่อว่า หากการตีลูกอาจจะนำไปสู่ผลเสียอื่นๆ ตามมามากมาย โดยหลักการจะไม่อนุญาตให้ทำ แต่ให้หาวิธีการอื่นเป็นการลงโทษแทน

ผมเลยขออนุญาตท่านอธิบายความเห็นของผมดังนี้ครับว่า ผมมองหะดีษนี้ในสองมิติครับ หนึ่งคือ การตีหมายถึงการลงโทษ แสดงให้เห็นว่า การลงโทษเป็นกลไกหนึ่งของการสอนได้ (หมายถึงการปรับพฤติกรรมผู้เรียน) สองคือ การลงโทษถูกใช้ให้ปฏิบัติเป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยผมให้ข้อสังเกตที่ระยะเวลา คือจากอายุ 7 ปีไปจนถึง 10 ปี มีระยะเวลาห่างกันถึง 3 ปี นั่นหมายถึง ผู้ปกครองและครูจะต้องใช้ความพยายามในการสร้างเสริมเด็กให้เป็นคนดีมีคุณธรรมโดยใช้ความอ่อนโยนและวิธีการสอนที่ดีที่สร้างสรรค์ ซึ่งต้องใช้ความอดทนที่จะไม่ลงโทษเด็ก จนเมื่อถึงเวลาที่คิดว่าจะไม่สามารถใช้ไม้นิ่มได้อีกแล้ว (ประมาณเวลาตามหะดีษคือ 3 ปี) ดังนั้นการที่ครูจะตีเด็กเพื่อเป็นการลงโทษแบบง่ายๆ ตามใจฉัน จึงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องตามหะดีษบทนี้

อีกประการหนึ่งที่ผมเห็นจากหะดีษบทนี้คือ การจัดการเรียนการสอนจะต้องสอดคล้องกับวัยของเด็ก สังเกตได้จากหะดีษบทนี้อ้างอิงไปยังอายุของเด็กครับ

สรุปประเด็นการสนทนาอย่างสั้นๆ ได้ว่า การลงโทษเด็กมีผลกระทบมากครับ ดังนั้นครูควรเลือกใช้เป็นหนทางอย่างหลังสุดครับ