สงคราม คือ การต่อสู้ด้วยกำลังหรืออาวุธระหว่างรัฐต่อรัฐ

สงคราม  คือ  การต่อสู้ด้วยกำลังหรืออาวุธระหว่างรัฐต่อรัฐ  ตามกฎหมายระหว่างประเทศ  เพื่อบีบบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมตามข้อเรียกร้องของตน

                ในสมัยโบราณสงครามมักจะเป็นเครื่องมือของรัฐที่แข็งแรงกว่าใช้ในการขยายอาณาเขต  แพร่ขยายศาสนาหรือแย่งชิงคน  หรือทรัพย์สินจากอีกรัฐหนึ่ง  การทำสงครามสมัยโบราณประเทศที่เริ่มก่อสงครามมักได้อ้างเหตุผลที่พอฟังขึ้น  อย่างเช่น  จักรวรรดิโรมันได้ทำสงครามแผ่ขยายอาณาจักรออกไปอย่างกว้างขวาง  หรืออย่างพม่าได้ทำสงครามโดยอ้างเหตุขอช้างเผือกจากกรุงศรีอยุธยาไม่ได้ 

                แม้ในยุคปัจจุบันก็ยังมีการทำสงครามเพื่อขยายอาณาเขต  ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายระหว่างประเทศห้ามทำสงคราม  แต่ก็มีการอ้างหลักปลดแอกจากระบบอาณานิคมเพื่อสนับสนุนจุดมุ่งหมายของตน  อย่างเช่น  อินโดนีเชียทำสงครามกับเนเธอร์แลนด์เพื่อรวมดินแดนปาปัวนิวกินีตะวันตก  ทั้งที่ปาปัวนิวกินีไม่เคยรวมอยู่กับอินโดนีเชียก่อนที่เนเธอร์แลนด์จะเข้ามาปกครองดินแดนเหล่านั้น

 

1.  กฎหมายสงครามทั่วไป

                กฎหมายระหว่างประเทศได้กล่าวถึงสิทธิในการทำสงคราม  การประกาศสงคราม  ผลทางกฎหมายสงคราม  รวมทั้งหลักการสู้รบต่าง ๆ

                1.1  สิทธิในการทำสงคราม

                ในยุคเริ่มต้นของกฎหมายระหว่างประเทศ  ตำรากฎหมายระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียง  เขียนโดย  Grotius  เมื่อ  ค.ศ.1625  ชื่อ  De  jure  belli  ac  pacis  ก็ได้เขียนอธิบายถึงสงครามที่ถูกกฎหมายจะต้องเป็นสงครามที่ยุติธรรม  สงครามที่ยุติธรรม  คือ  สงครามที่ทำเพื่อตอบโต้การกระทำที่ไม่ยุติธรรม

                โดยที่สงครามทำให้เกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมายมหาศาล  มนุษย์จึงพยายามหาทางระงับหรือลดการทำสงคราม  ตามหลักการทำสงครามยุติธรรมของ  Grotius  ถ้าไม่มีการกระทำที่ไม่ยุติธรรมก็ไม่มีเหตุให้ทำสงคราม  ก็เป็นวิธีการหลีกเลี่ยงการทำสงครามได้  แต่รัฐที่ประสงค์จะทำสงครามก็มักจะอ้างเหตุผลต่าง ๆ เพื่อทำสงครามอยู่ตลอดเวลา  นักวิชาการหรือศาสดาก็ไม่สามารถจะหาหลักการหรือคำสอนใด ๆ มาใช้เป็นแนวทางชักจูงให้เลิกหรือลดการทำสงครามอย่างได้ผล

                กฎบัตรสหประชาชาติ  จึงได้กำหนดห้ามทำสงครามไว้ในข้อง 2 วรรค 4  ด้วยถ้อยคำ  ดังนี้

                “All  members  shall  refrain  in  their  internal  relations  from  the  threat  or  use  of  force  against  the  territorial  integrity  or  political  independence  of  any  state , or  in  any  other  manner  inconsistent  with  the  purposes  of  the  United  Nations”

                ตามกฎหมายระหว่างประเทศในขณะนี้  การใช้กำลังหรือการทำสงคราม  จึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ  ยกเว้นกรณีที่ใช้กำลังตามมติคณะมนตรีความมั่นคง  ตามกฎบัตรสหประชาชาติข้อ 42  เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ  และกรณีการใช้กำลังเพื่อป้องกันตนเองหากถูกโจมตีด้วยอาวุธ  ( สิทธิป้องกันตนเองเป็นหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญหลักหนึ่งและกฎบัตรสหประชาชาติ  ข้อ 51  ได้ยืนยันกฎหมายระหว่างประเทศนี้ )

               

1.2  การเริ่มต้นสงคราม

                ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ  และยืนยันโดยอนุสัญญากรุงเฮก  ค.ศ.1907  ให้มีการประกาศสงครามก่อนที่จะใช้กำลังทำการสู้รบหรืออาจเป็นการยื่นคำขาด  โดยกำหนดเงื่อนไขว่า  หากไม่ทำตามข้อเรียกร้องภายในกำหนดเวลาก็จะใช้กำลัง

                แต่ตามข้อเท็จจริงก็มีการใช้กำลังโดยไม่มีการประกาศสงคราม  อย่างเช่น  ญี่ปุ่นได้โจมตีฐานทัพเรือ  Pearl  Harbour  ของสหรัฐอเมริกาก่อนประกาศสงคราม

                รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.2540  มาตรา  223  ได้บัญญัติให้การประกาศสงครามเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์  โดยความเห็นชอบของรัฐสภาด้วย  ซึ่งเป็นการยืนยันหลักกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่อการประกาศสงคราม

1.3    ผลทางกฎหมายสงคราม

เมื่อมีการประกาศสงคราม  ก็เกิดสภาวะสงครามระหว่างประเทศคู่สงคราม  ความสัมพันธ์ทางการทูตและความสัมพันธ์ทางกงสุลระหว่างประเทศคู่สงครามจะถูกตัดขาด  สนธิสัญญาที่ทำไว้ระหว่างประเทศคู่สงครามก็สิ้นสุดลงยกเว้นสนธิสัญญาที่ทำไว้สำหรับใช้ในยามสงคราม  ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสงครามกับประเทศที่สามที่ไม่มีส่วนร่วมในสงครามก็เกิดสถานการณ์ใหม่  กลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคู่สงครามกับประเทศที่เป็นกลางในยามสงคราม

สำหรับการดูแลคนชาติหรือทรัพย์สินที่ยังอยู่ในประเทศศัตรูนั้น  ก็อาจตั้งประเทศที่เป็นกลางหรือกาชาดสากลทำหน้าที่แทนคณะทูตของตนที่ถูกถอนกลับ

1.4    หลักการสู้รบ

กฎหมายระว่างประเทศได้กำหนดหลักการกว้าง ๆ ในการทำสงคราม  ทั้งในด้านสถานที่  ผู้ที่มีส่วน  และวิธีการ  รวมทั้งอาวุธที่ต้องห้าม 

1.4.1           บริเวณที่จะทำการสู้รบ

บริเวณที่จะทำการสู้รบ  ได้แก่  ดินแดนของประเทศคู่สงครามซึ่งประกอบด้วยดินแดนทางบก  ทะเลอาณาเขต  น่านน้ำภายใน  และน่านฟ้าที่อยู่เหนือพื้นที่เหล่านี้ของประเทศคู่สงคราม  นอกจากนี้ยังทำสงครามทะเลหลวงได้ด้วย

สำหรับดินแดนของประเทศที่เป็นกลาง  ห้ามประเทศคู่สงครามเข้าไปทำการสู้รบในดินแดนของประเทศที่เป็นกลาง  หมายถึง  ดินแดนทางบก  น่านน้ำภายใน  ทะเลอาณาเขต  และน่านฟ้าที่อยู่เหนือพื้นที่เหล่านี้ด้วย

1.4.2           ผู้มีส่วนในการสู้รบ 

ผู้ที่มีส่วนในการสู้รบ  ได้แก่  ทหารของเหล่าทัพของประเทศคู่สงครามและสมาชิกกองอาสาสมัครที่มีหัวหน้ารับผิดชอบ  มีเครื่องหมายแสดงอย่างเด่นชัดแน่นอน  มองเห็นได้จากระยะไกล  ถืออาวุธอย่างเปิดเผย  และปฏิบัติตามกฎหมายสงคราม

 

1.4.3           วิธีการสู้รบ

การสู้รบ  ให้โจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหาร  ห้ามโจมตีฝ่ายพลเรือน  ห้ามทำการโจมตีทั่วไป  เพราะอาจจะโจมตีถูกบุคคลพลเรือน  หรือเป้าหมายที่ไม่ใช่ทหารด้วย  สำหรับสาธารณูปโภคโภคที่ใช้ร่วมกันระหว่างพลเรือนกับทหาร  อย่างเช่น  สะพาน  หรือโรงไฟฟ้า  ห้ามโจมตี  เพราะมิใช่เป้าหมายทางทหารโดยเฉพาะ  ห้ามโจมตีหมู่บ้านเปิดที่ไม่มีหน่วยทหารตั้งอยู่  และห้ามโจมตีโรงพยาบาล  รถพยาบาล  หรือเรือนพยาบาลด้วย

1.4.4           อาวุธที่ห้ามใช้

ในการทำสงครามห้ามใช้อาวุธเคมี  อาวุธชีวภาพ  สารพิษหรือแก๊สพิษ  ร่วมทั้งทุ่นระเบิดสังหารบุคคล  สำหรับอาวุธปรมาณูซึ่งมีอำนาจการทำลายล้างสูงและมีอำนาจทำลายทั่วไปบริเวณกว้าง  ซึ่งขัดกับหลักห้ามทำการโจมตีทั่วไป  ขณะนี้ยังมีการถกเถียงกันอยู่  เพราะมหาอำนาจซึ่งมีอาวุธปรมาณูไม่ยอมสละสิทธิการใช้อาวุธนี้

 

2.  สงครามทางบก

                นอกจากกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับสงครามทั่วไปที่กล่าวข้างต้นแล้ว  สงครามทางบกยังมีกฎเกณฑ์พิเศษเฉพาะเกี่ยวกับการสู้รบที่หลอกลวงและไม่สุจริต  การให้ความคุ้มครองแก่บุคคลที่ไม่มีส่วนร่วมในการสู้รบ  การยึดครองดินแดน  และสถานะของกลุ่มต่อต้าน

2.1    การห้ามใช้วิธีการสู้รบที่หลอกลวงและไม่สุจริต

การใช้ธงขาวเพื่อให้คู่ต่อสู้เข้าใจว่ายอมแพ้แล้วทำการโจมตี  ถือว่าเป็นวิธีการที่หลอกลวง  ไม่สุจริต  กฎหมายระหว่างประเทศห้ามใช้

การใช้เครื่องหมายกาชาดในทางที่ผิด  เช่น  ใช้ติดในสถานที่ที่มิใช่สถานพยาบาล  หรือติดกับรถที่มิใช่รถพยาบาล  เพื่อหลอกลวงคู่ต่อสู้  เป็นสิ่งต้องห้ามและจะถูกลงโทษด้วย  ประมวลกฎหมายอาญาทหาร  พ.ศ.2455  มาตรา 49  ก็ได้บัญญัติให้มีความผิดทางอาญาสำหรับผู้ที่ใช้ธงชาดหรือเครื่องหมายกาชาดในทางที่ผิดในเวลาสงคราม

การใช้เครื่องแบบหรือเครื่องหมายของฝ่ายตรงข้ามก็เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศเช่นกัน

การจารกรรมไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต  เมื่อจับได้ก็ต้องลงโทษโดยกระบวนการยุติธรรมตามปกติ

2.2    การให้ความคุ้มครองแก่บุคคลที่ไม่มีส่วนร่วมในการสู้รบ

ในระหว่างการทำสงคราม  แพทย์  พยาบาล  อนุศาสนาจารย์จะได้รับความคุ้มครอง  หากถูกจับก็จะต้องส่งคืน  เมื่อโอกาสทำได้  หรือจะให้อยู่ดูแลเชลยศึกพวกเดียวกันก็ได้

หมอและพยาบาลของชาติเป็นกลางที่อาสาให้บริการรักษาผู้บาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย  เมื่อถูกจับจะต้องส่งคืนโดยไม่ชักช้า  ในระหว่างที่ถูกกักตัวอยู่จะต้องให้การดูแลที่ดีกว่าหมอและพยาบาลของประเทศที่จับกุม

ทหารที่บาดเจ็บหรือถูกจับเป็นเชลยศึก จะต้องให้ความเคารพและความคุ้มครองผู้บาดเจ็บจากการสู้รบ  จะได้รับการดูแลเท่าเทียมกัน  โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติตามเพศ  ศาสนา  เชื้อชาติ  สัญชาติ  ความเห็นทางการเมือง  ฯลฯ

ห้ามฆ่าผู้บาดเจ็บ  ห้ามทรมาน  ห้ามการทดสองทางชีวภาพ  ห้ามจงใจปล่อยผู้บาดเจ็บไว้โดยไม่มีการช่วยรักษาพยาบาล  หรือปล่อยให้ติดโรคติดต่อ

เมื่อสิ้นสุดการสู้รบจะต้องส่งเชลยศึกคืนโดยไม่ชักช้า  การส่งคืนเชลยศึกจะต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ

2.3    ดินแดนที่ถูกยึดครองโดยกองทัพศัตรู

ดินแดนที่ถูกยึดครองโดยกองทัพศัตรู  คือ  ดินแดนที่อยู่ภายใต้อำนาจของกองทัพศัตรู  อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนที่ถูกยึดครองถือว่ายังไม่โอนไปสู่ฝ่ายที่ยึดครอง จนกว่ามีการทำสนธิสัญญาสันติภาพกำหนดสถานะของดินแดนนั้น  กองทัพที่ยึดครองจะต้องดูแลในเรื่องความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย  กองทัพที่ยึดครองจึงมีอำนาจในการบริหารดินแดนที่ถูกยึดครองตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

2.3.1           การใช้อำนาจทางนิติบัญญัติ

กองทัพที่ยึดครองจะต้องเคารพกฎหมายของดินแดนที่ถูกยึดครอง  กฎหมายพิเศษที่ผู้ยึดครองตราออกใหม่จะต้องทำเป็นภาษาท้องถิ่น  และประกาศให้ประชาชนทราบทั่วกันก่อนที่จะมีผลบังคับใช้  รวมทั้งห้ามมีผลบังคับย้อนหลัง

2.3.2           การปฏิบัติต่อประชาชนในดินแดนที่ถูกยึดครอง

ผู้ยึดครองจะต้องเคารพเกียรติ  สิทธิครอบครัว  ชีวิตส่วนตัว  ทรัพย์สินส่วนตัว  รวมทั้งความเชื่อทางศาสนา  การเกณฑ์แรงงานจะเท่าที่จำเป็นสำหรับกองทัพที่ยึดครอง  และไม่บังคับให้แรงงานที่ถูกเกณฑ์ต้องมีส่วนร่วมในการทำสงครามต่อต้านประเทศของตน  ห้ามอพยพประชาชนในดินแดนที่ถูกยึดครองและห้ามเนรเทศประชาชนออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง  รวมทั้งห้ามจับเป็นตัวประกัน

ผู้ยึดครองจะต้องดูแลเรื่องเสบียงอาหารของประชาชนและสาธารณสุขด้วย  เจ้าหน้าที่ทหารที่ยึดครองจะต้องอนุญาตให้ประชาชน หรือสมาคมบรรเทาทุกข์ในดินแดนที่ถูกยึดครอง ทำการรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บหรือป่วยไม่ว่าสัญชาติใด

2.3.3           การคุ้มครองทรัพย์สินส่วนบุคคลในดินแดนที่ถูกยึดครอง

ทรัพย์สินของเอกชนจะไม่ถูกยึดโดยกองทัพที่ยึดครองดินแดน  การเรียกเกณฑ์ทรัพย์สินของเอกชนจะต้องทำเท่าที่จำเป็นสำหรับกองทัพที่ยึดครอง

สำหรับเครื่องมือสื่อสาร  รถ  หรือเครื่องมือของเอกชนสำหรับขนส่งคนหรือสินค้าอาจถูกยึด  แต่จะต้องคืนและจ่ายค่าทดแทนเมื่อสิ้นสุดสงคราม

2.3.4           สิทธิในการต่อต้านกองทัพศัตรู

ประชาชนในดินแดนที่ยังไม่ถูกยึดครอง  แต่กำลังเผชิญกับกองทัพศัตรูที่กำลังรุกเข้ามา  มีสิทธิจับอาวุธขึ้นต่อสู้อย่างกะทันหันโดยยังไม่มีเวลาที่จะจัดเป็นกองกำลังปกติ  ถ้าหากถืออาวุธอย่างเปิดเผยและเคารพกฎหมายสงครามก็ถือได้ว่าเป็นคู่ศึก

สำหรับประชาชนในดินแดนที่ถูกยึดครอง  กลุ่มต่อต้านจะได้รับการยอมรับให้มีสถานะเป็นคู่ศึกโดยมีเงื่อนไขว่า  มีหัวหน้าที่รับผิดชอบ  มีเครื่องหมายที่แน่นอน  และมองเห็นจากไกล  ถืออาวุธอย่างเปิดเผย  และปฏิบัติตามกฎหมายสงคราม

 

3.  สงครามทางเรือ

                สำหรับสงครามทางเรือก็มีกฎเกณฑ์ที่ควรจะศึกษาเป็นพิเศษในเรื่อเรือที่ใช้ในการทำสงคราม  วิธีการทำสงครามทางเรือ  การตรวจและยึดทรัพย์ทางเรือ  การปิดอ่าว

3.1    เรือที่ใช้ในการทำสงคราม

เรือที่จะมีส่วนร่วมในการทำสงคราม  คือ  เรือรบ  และเรือช่วยรบ  เรือรบคือ  เรือของกองทัพเรือของรัฐคู่สงคราม   หรือเรือของรัฐคู่สงคราม

สำหรับเรือช่วยรบ  คือ  เรือสินค้าที่ได้แปลงสภาพให้เป็นเรือรบ  การแปลงสภาพเรือสินค้าให้เป็นเรือรบจะต้องกระทำในน่านน้ำหรือท่าเรือจองคู่สงคราม  หรือดินแดนที่ถูกยึดครอง  แต่ห้ามแปลงสภาพในน่านน้ำของประเทศที่เป็นกลาง

3.2    วิธีการทำสงครามทางเรือ

การใช้เครื่องหมายกาชาดเพื่อคุ้มครองการขนส่งทหาร  หรือการใช้สัญญาณประสบภัยเพื่อหลอกลวงเรือศัตรู  ถือเป็นการละเมิดกฎหมายสงครามทางเรือ  เป็นสิ่งที่ต้องห้ามเหมือนสงครามทางบก

แต่ถ้าในการเดินเรือโดยชักธงเรือปลอม  โดยมิได้มีการปฏิบัติการทางสงครามก็ย่อมได้

3.3    การตรวจและยึดเรือและสินค้าในยามสงคราม

ในยามสงคราม  คู่สงครามสามารถห้ามการค้าของฝ่ายศัตรูได้  โดยให้เรือรบทำการจับและยึดเรือสินค้