แต่แปลกใจ ทำไมภาพในใจเรา จึงกลับสว่างแจ่มชัดขึ้นทุกที

   วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๑ เป็นวัดสุดท้าย ที่สองเท้าของผู้เขียน จะได้มีโอกาส ยืนอยู่บนแผ่นดิน แห่งการสร้างบารมี - อินเดีย  เที่ยวบินที่ TG ๘๘๒๑ ของการบินไทย ก็นำผู้เขียนลัดฟ้า กลับสู่ แผ่นดินเกิดอีกครั้ง ด้วยความปลอดภัย และปล่อยให้ผู้เขียนหอบเอาความสุข ความปิติใจ แห่งความสำเร็จในการปฏิบัติการบุญครั้งนี้ มาฝากผู้ที่ได้ติดตามเรื่องราว ของอาสาสมัครไทยคนแรก ที่ไปช่วยงาน ที่กุสินาราคลินิกทุกท่านในวันนี้

   ผู้เขียนเคยมีความรู้สึกกลัวลึก อยู่ในใจ ในการเดินทางด้วยเครื่อง แต่ต่อๆมา ความรู้สึกนั้นก็จางหายไป และผู้เขียนได้เรียนรู้ว่า การอยู่บนเครื่องบินนั้น ทำให้มีสมาธิ จิตสงบ เหมาะแก่การจะทบทวนสิ่งต่างๆ ได้อย่างแจ่มชัด ความคิดที่ลึกซึ้ง จึงเกิดในผู้เขียน ขณะอยู่บนเครื่องบิน

  ได้นั่งติดหน้าต่าง และมองเห็นวิวทิวทัศน์ภายนอกได้ชัดเจน เพราะเวลาขึ้นเครื่องที่พาราณาสี ยังสว่างอยู่ ประมาณ สี่โมงเย็น ผู้เขียนก้มมองภาพเบื้องล่าง ที่เต็มไปด้วยทุ่งข้าวสาลีสีทอง จำได้ว่า วันที่มาถึงอินเดีย ทุ่งนี้ ยังเขียวสดใส แต่ณ วันจาก กลับกลายเป็นสีแห่งการเก็บเกี่ยว แค่มองเห็นสีก็จะรู้ว่า ข้าวสาลี ก็ถึงจุดแห่งความสำเร็จของเขาแล้ว สามารถทำหน้าที่หล่อเลี้ยง ชาวโลกได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้คิดถึงตัวเองเช่นกัน ว่า วันนี้ ถ้าผู้เขียน มีชีวิตรอดอีกหนึ่งวัน ก็เป็นอันว่า ภาระกิจที่ได้ขันอาสามาด้วยความเต็มใจ ช่วยเหลือผู้คน วัด และประเทศชาติ ก็สำเร็จด้วยดี

  ภาพแผ่นดินอินเดีย กำลังจะพล่ามัวลงไปทุกที ทั้งความเร็ว ความสูงของเครื่องบิน ที่กำลังนำพาผู้เขียนจากเขาไป อีกทั้งแสงอาทิตย์ ที่กำลังจะลับเส้นขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว ต่อมาไม่นาน ด้วยสายตามนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งของผู้เขียน ก็ไม่สามารถ พบเห็นภาพเบื้องล่างอีกต่อไป แต่แปลกใจ ทำไมภาพในใจเรา จึงกลับสว่างแจ่มชัดขึ้นทุกที

อย่างนี้กระมัง ที่เขาเรียกว่า ความประทับใจ ประทับภาพอยู่ในใจ ไม่น่าเชื่อว่า ระยะเวลา ๔๓ วัน ที่อินเดีย ทำให้ผู้เขียนระลึกถึงได้ ราวกับได้อยู่มาตลอดชีวิต เห็นภาพวัด ภาพคลินิก คนไข้ หมอ เจ้าหน้าที่ บุคคลในส่วนประกอบ และตลอดจน เรื่องราวเหล่านั้น

  อยากจะบอกว่า ผู้เขียนได้บันทึกรายงานตัวไว้ที่ บล็อกเชื่อมใจ สายใยบุญ ตอบแนคุณ สองแผ่นดิน แต่ในบล็อกนี้ จะขอรายงานหัวใจของตัวเองให้ได้รับทราบกัน หัวใจผู้เขียนนั้น คงจะใหญ่โต ถูกขยายด้วย ความปิติ ความสุข จึงทำให้การกลับมาคราวนี้ ผู้เขียน มีการเปลี่ยนแปลงทางใจอย่างมากมาย

 หัวใจดวงนี้ เปลี่ยนไปแล้ว เหมือนหนึ่งคน สองใจ สิ่งที่จะได้เกิดขึ้น พบเห็นต่อจากนี้ ใจดวงนี้ จะมีการนำมาเปรียบเทียบ อย่างอินเดีย และไทย และหาความผสมผสานก่อนกลั่นออกมา ไม่สุดโต่ง เหมือนแต่ก่อน

  แม้ค่ำคืนแรกที่ประเทศไทย ผู้เขียนจะตื่นขึ้นมา แล้วก็เกิดความว่างในใจ   แม้จะคิดถึงอินเดีย แต่ก็จะมีการยอมรับ ในการต้องอยู่ ประเทศไทยต่อไป ไม่มีความจริง ไม่มีความฝันทั้งสิ้น ทุกอย่างที่เกิดมาแล้วและจะเกิดต่อไป คือสิ่งต้องเป็นไป อยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด เมื่อความคิดเหล่านี้ จะเกิดตามมาในวันนี้ทั้งวัน เพราะ ผู้เขียนมีอาการที่เขาเรียกว่า "จิสแรกซ์" คือเนื่องจากผู้เขียน ถูกพากลับมายังประเทศไทย ด้วยความเร็วสูงของเครื่องบิน ด้วยเวลาสามชั่วโมงเศษ กับระยะทางเป็นหลายพันกิโลเมตร จึงทำให้เกิดอาการ อ่อนเพลียมาก อยากแต่จะหลับ ความรู้เนื้อรู้ตัว เหมือนตามแต่จิตใต้สำนึก ผู้เขียน จึงมีเรื่องราวที่กุสินารามากมายมาปรากฏ รวมทั้งคนที่อินเดียก็ ส่งSMS มาหลายสิบข้อความ แต่เมื่อผู้เขียนรู้สึกสดชื่นขึ้นมา หลังจากนอนเกือบทั้งวัน ก็ได้มีเวลาทบทวน ด้วยใจดังกล่าว ประคับประคองใจคนฝั่งอินเดีย และพร้อมจะมีใจกับคนที่ประเทศไทยต่อไป ด้วยความรู้สึกรัก เมตตา เท่าเทียมกันทุกประการ

    บันทึกนี้ เป็นการรายงานใจที่เปลี่ยนแปลง แต่ไม่เปลี่ยนใจของผู้เขียนเอง ที่สุดแม้จะอยากมีโอกาสกลับไปอินเดียอีก แต่ที่สุด ผู้เขียน ก็อยากจะบอกว่า รักประเทศไทยที่สุดค่ะ