ความเชื่อสำคัญ "คนเราสามารถกำหนดชีวิตได้ด้วยตนเอง" และ "การวางแผนจะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้น"

ฝึกทักษะการวางแผน

....ขณะที่ผมเรียนชั้นป.2 จำได้ว่า แม่สั่งให้ผมจดสิ่งที่จะต้องทำในแต่ละวัน(หลังจากที่ผมเขียนหนังสือได้แล้ว) โดยจดล่วงหน้าทุกวัน หมายความว่า “ให้มีการจดลงในสมุดว่า วันพรุ่งนี้จะทำงานสำคัญ ๆ อะไรบ้าง  อย่างน้อย 5 รายการต่อวัน” เช่น ล้างจาน จัดห้องนอน ทำความสะอาดหิ้งพระ ทำการบ้าน ฯลฯ  ถ้าเป็นวันธรรมดา จันทร์ถึงศุกร์ ให้จดไว้ 5 รายการ  เสาร์-อาทิตย์ 8 รายการ  เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ถ้าทำครบ 8 รายการตั้งแต่ภาคเช้า ก็ถือว่า มีเวลาเป็นอิสระแล้ว จะไปเที่ยวไหนก็ได้ บางวันผมอยากเที่ยวมาก หรือต้องการไปเล่นที่บ้านป้ากับพี่ ๆ ต้องรีบตื่นแต่เช้า(จริง ๆ แล้ว คุณพ่อจะปลุก ไม่เกิน 6.00 น  อยู่แล้ว)เพื่อทำงานตามที่จดไว้ให้แล้วเสร็จ แล้ววิ่งไปรายงานคุณแม่ว่า “ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว” ตอนค่ำของทุกวันจะมีการสรุปว่าวันนี้ทำงานได้ครบตามเป้าหมายหรือไม่ ก่อนที่จะจดงานที่จะต้องทำในวันถัดไป  ผมเคยถามแม่ว่า ตอนที่ผมยังไม่เข้า ป.1 แม่จดให้ผมหรือ(ผมจำเหตุการณ์ไม่ได้) แม่บอกว่า “ตอน 5-6 ขวบ แม่สั่งให้นึกไว้ในใจว่าพรุ่งนี้จะทำอะไรบ้าง(ใช้วิธีนึกไว้ในใจ)”

...หลังจากที่ผมเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ เรียนต่อ จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3(ม.ศ.3) ซึ่งต้องไปอาศัยอยู่กับพี่ชายคนโต(เนื่องจากโรงเรียนใกล้บ้าน ไม่มีชั้นประถมศึกษาตอนปลาย หรือ ป.5-7) แม่บอกว่าให้จดงานที่สำคัญ ๆ โดยให้จดบันทึกงานที่จะต้องทำเป็นรายสัปดาห์  (ผมเชื่อว่า ในขณะที่ผมเรียนปริญญาตรี ถ้าผมพักอยู่กับคุณแม่ ผมคงต้องวางแผนรายเดือน หรือรายปี อย่างแน่นอน)

....จากการ “ต้องนึกไว้ในใจ สิ่งจะต้องทำแต่ละวันในช่วงปฐมวัย”  “จดสิ่งที่จะต้องทำเป็นรายวัน ขณะเรียนชั้น ป.2-4” และ “จดบันทึกสิ่งที่จะต้องทำเป็นรายสัปดาห์ เมื่อเรียนชั้น ป.5 –ม.ศ.3”   ผมติดนิสัยเหล่านี้มาจนจบปริญญาตรีและจนถึงปัจจุบัน กล่าวคือขณะเป็นครูใหม่ ๆ (หลังจบปริญญาตรี)จะมีกระดาษแผนเล็ก ๆ ใส่ไว้ในประเป๋าเสื้อเสมอ เป็นกระดาบันทึก “สิ่งที่จะต้องทำวันนี้” แต่ในปัจจุบัน ผมไม่ได้ใช้กระดาษแล้ว ใช้มือถือเพื่อการบันทึกข้อมูลแทน ขณะอยู่ที่บ้านจะใช้โปรแกรม Microsoft Outlook ทั้งเพื่อการนัดหมายและกำหนดงานที่จะต้องทำในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์(ถ้าแม่ยังอยู่ แม่คงดีใจว่า บัดนี้ ลูกชายทันสมัยมากแล้ว ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยในการวางแผน)

 

ปลูกฝังค่านิยมในการกำหนดเป้าหมายชีวิตหรืออนาคตของตนเอง

......นอกเหนือจากการสอนให้เป็นนักวางแผนการทำงาน ดังกล่าวข้างต้นแล้ว  คุณแม่ปฏิเสธหมอดู ไม่ให้ความสำคัญกับการตรวจดวงชะตาชีวิต โดยกล่าวเสมอว่า “เราจะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเอง”  “ถ้าเราทำดี สักวันหนึ่ง คงได้ดี”  “เราจะต้องกำหนดชีวิตของเราเอง” คำสอนเหล่านี้ได้กลายมาเป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิตของผม  คือ “ชีวิต กำหนดได้ด้วยตนเอง ถ้าเราทำงานหนัก ความสมบูรณ์ในชีวิตจะตามมา”

......ในทางปฏิบัติ แม่จะให้ผมเลือกอนาคตของตนเอง  เช่น เมื่อผมจบชั้น ป.4 แม่ถามว่า “จะเรียนต่อ หรือ จะทำสวนยาง” ให้เลือก 2 ทาง ผมตอบว่า “ให้ผมเรียนต่อเถอะแม่ ผมสอบที่ 1 ของตำบล น่ะ”  เมื่อ ผมจบ ป.7(ประถมศึกษาตอนปลาย) แม่ถามผมเป็นครั้งที่ 2 ว่า “จะเรียนต่อ หรือว่าจะออกไปทำสวนยาง” ผมก็ยืนยันเช่นเดิมว่า “ผมขอเรียนต่อ”  แม่ย้ำและขอคำยืนยันว่า “ลูกเลือกเองน่ะ ถ้าลูกตัดสินใจที่จะเรียนต่อ จะต้องตั้งใจเรียน เพราะพ่อ-แม่ ไม่ได้ร่ำรวยหรือมีทรัพย์สมบัติที่จะฟุ่มเฟือยได้”  ผมรับคำ   และทุกครั้งที่ผมจบช่วงชั้นที่สำคัญ ๆ เช่น   ม.ต้น   ม.ปลาย  แม่จะถามว่าจะเรียนอะไรต่อไป และวางแผนไว้หรือไม่ว่า จบแล้วจะทำอะไร ที่ไหน  ทุกอย่าง ผมตัดสินใจเองหมดขอแต่เพียงอธิบายเหตุผลให้แม่ฟังก็พอ  สิ่งที่แม่จะถามก็คือ “ลูกคิดรอบคอบแล้วใช่ไหม”(คำถามนี้ ถ้าในปัจจุบัน น่าจะเป็นการสอน “ให้คิดแบบรอบคอบ ไม่เสี่ยง มีภูมิคุ้มกัน”)

.......ด้วยการมีค่านิยมในการวางแผน เลือกเป้าหมายชีวิตและกำหนดอนาคตด้วยตนเอง เมื่อผมจบปริญญาตรี ผมได้ตั้งเป้าหมายในชีวิตที่สำคัญ ที่มีผลอย่างยิ่งต่อชีวิตผม คือ 1) ผมจะอ่านหนังสือวันละ 50 หน้า (ทำยากนะท่าน สำหรับครูในชนบท  อันนี้ผมได้แรงบันดาลใจจากการไปประชุมที่บ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ในซอยสวนพลู ขณะเรียนมหาวิทยาลัย ปี 3  ..ผมค่อยบอกเหตุผลนะครับว่า “มีเหตุการณ์อะไรในชีวิตผมจึงต้องไปประชุมที่บ้านท่าน) และ 2) ผมจะเป็นครูโรงเรียนบ้านไผ่ 3 ปี แล้วจะไปเรียนต่อปริญญาโท และ จะกลับไปทำงานที่บ้านไผ่ 3 ปี แล้วจะไปเรียนต่อปริญญาเอก อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถ้าตามแผนนี้ ผมจะจบปริญญาโท เมื่ออายุ 26 ปี และ จะจบปริญญาเอก เมื่ออายุ 32 ปี....ท่านเชื่อหรือไม่ “ผมทำได้ ใกล้เคียงกับแผนที่สุด(พลาดไปแค่ภาคเรียนเดียว)   ในปัจจุบัน  ผมได้ตั้งเป้าเป็นรายปี และเซ็นสัญญากับตนเอง(ทำ MOU กับตนเอง) โดยมีการตั้งเป้าว่า ปีนี้ จะเขียนตำรากี่เล่ม บทความกี่บท  และทำวิจัยกี่เรื่อง หรือจัดอบรมให้มหาวิทยาลัยกี่หลักสูตร...สิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่าผมได้มาจากแม่ ป.4 น่ะ

.......ในครั้งต่อไป ผมจะขอแทรกให้ท่านทราบว่า ผมสอนให้ลูกสาวของผม “วางแผนและควบคุมการใช้จ่ายเงิน  รายวัน  รายเดือน  รายสองเดือน และรายปี อย่างไร” (ลูกสาวผมเมื่อจบ ม.5 จะขึ้นเรียน ม.6 ต้องเสนองบประมาณต่อพ่อเป็นรายปี) แล้วจะเล่าให้ฟัง