สวัสดีครับ
มีตัวอย่างเล็กๆ ที่ได้เห็นการถอด ลดละตัวตนของเพื่อร่วมงาน ของเราลงไป
ก่อนจะไปถึงเรื่องเล่า...
ผมมีแนวคิด ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวของตัวตน อัตตา ของเรา
เข้าใจและมีที่มาอย่างนี้ครับ...(แบบย่อ)
1.ตอนแรกไม่เคยรู้ว่าอัตตาเป็นอย่างไร รู้เพียงแต่ว่า คือเรา คือฉัน ของฉันที่ดำรงอยู่
2.เริ่มเรียนรู้อัตตาเชิงทฤษฎี อ่านและอ่านอยู่หลายปี พอจะเข้าใจตามตัวอักษร แต่ยังทำไม่ได้
3. เริ่มฝึกหาทางที่จะลดละอัตตา ตัวตน ถูกบ้าง ผิดบ้าง บางครั้งอาจจะหลงตนเองว่า เราไม่มีอัตตาแล้ว มีน้อยแล้ว(แต่จริงๆมีมากๆๆๆๆ อยู่ )
4 . เมื่อชีวิตดำเนินไป การรู้จักอัตตา เริ่มชัดขึ้น แม้จะช้าบ้าง แต่ก็เริ่มสัมผัสได้ เริ่มเข้าใจ
5.เริ่มเห็นทุกข์ที่เกิดจากอัตตา ภัยของการติดกับ และมองเห็นประโยชน์แม้ว่าจะลางๆ แต่ก็เริ่มชัด
ประสบการณ์ถอดถอนตัวตน
- แรกๆก็อ่านแล้วจำแล้วไปทำ แต่ไม่ค่อยได้ผล กลับมาเหมือนเดิม
- ต่อมาคือการทำสมาธิภาวนาก็ดีระดับหนึ่ง...
- การปฏิบัติตามแนวดูจิต และสติปัฏฐาน 4 ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ แบบค่อยๆไป คิดว่าทางนี้น่าจะไปได้เรื่อยๆ
แนวทางปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
- การพยามรู้ตัวเองตลอดเวลา ถ้าหากเกิดความคิด คำพูดการแสดงตัวตนที่ปัญญาเราพอจะจับ พอจะทันได้ก็ให้รู้ และรู้
เรื่องเล่า...
มีเรื่องราวที่น่าชื่นใจ คือ ก เคยมีเรื่องราวต่อ ข มากมาย อาจจะเป็นเรื่องที่ผ่านมา และเป็นความไม่เข้าใจกัน เรื่องของการ เรื่องความสัมพันธ์
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก เติบโตภายใน เรียนรู้เก็บเกี่ยวจากการผ่านชีวิตมาระยะเวลาหนึ่ง (รวมทั้งต้นทุนความดีเดิม) เมื่อมีเรื่องที่ต้องให้ความช่วยเหลือต่อ ข หลายครั้ง ก ก็ไม่ได้บ่ายเบี่ยงกลับเต็มใจที่จะช่วยอย่างใจจริง ซึ่งเมื่อ ทำไป ก ก็รู้สึกว่าสุขใจ ปีติ สบายใจ เบา และคิดว่าตนเองไม่ได้ยึดติดกับเรื่องราวที่ผ่านมาจริงๆ และคิดเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ดี ที่จริง ที่งาม น่าจะเป็นวิถีแห่งการถอนซึ่งอัตตาแบบหนึ่ง และบ่งบอกถึงระดับตัวตนที่ลดไปมาก
อีกเรื่องคือ แนวคิดเพื่ออยู่ร่วมกันเป็นสุข
ในองค์กรมีผู้คนมากมาย มีทั้งที่เหมือนเรา รู้สึกอบอุ่น เป็นเพื่อน พวก พ้อง แต่ก็อาจจะมีผู้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบเรา หรือเห็นต่างจากเรา มีเรื่องที่อาจจะขัดแย้งกัน
ธรรมชาติของอัตตาแบบหนึ่งคือการเเบ่งเขา แบ่งเรา มึง-กู ...
ผมคนหนึ่งก็เป็นเช่นนั้น....
แต่ก็พอเห็นสิ่งที่ดีๆเกิดขึ้น พอสมควรครับ...
เริ่มจากมองเป็นเขาเรา ทั้งกายวาจา ใจ ---- มาเป็นอดกลั้น อดทน มีเขาเราทางใจ ---- ต่อมาพยามรุกเข้าไปที่ใจ ไม่ให้มีเขาเรา มีเเต่เรา พวกเดียวกัน ต้องไปด้วยกัน ต้องอยู่ด้วยกัน เรียนรู้ พัฒนาเติบโตไปด้วยกัน ---- และพยามไปสู่ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีอะไรเลย ทุกอย่างล้วนเป็นแต่ธรรมชาติ
เมื่อได้สติ แนวคิดว่าเราคือเพื่อนกัน พี่น้องกัน ไม่แบ่งแยก ก็เป็นสุข และเรื่องราวดีๆต่างๆก็จะตามมา ทั้งความคิด คำพูด หรือการกระทำ
ผมเชื่อว่าทุกๆคนมีวิธีการ ที่อาจจะแตกต่างกัน เร็วช้าต่างกัน ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยของแต่ละคน
แต่ผมเชื่อว่า เป้าหมายน่าจะเป็นสิ่งเดียวกันครับ....
ลองแบ่งปันก้ได้นะครับ..^_^
สวัสดีค่ะ คุณหมอ
- ภาพที่เห็นหรือสิ่งที่เราคิดไม่ใช่เสมอไป หากเรามองตัวตนแต่ละคนได้สัมผัสเข้าไปภายในจะรู้ภาพลักษณ์ที่แท้จริง
ผมไม่รู้อะไรเลย
บางครั้ง...พูด ทำ กรรม เกิด ไปแล้ว 3 เดือนเพิ่งนึกออก อนิจจา
แม้แต่ตัวเรา..ยังไม่รู้ตัวเรา...
ได้แต่ปลง...อนิจจัง !!
สวัสดีค่ะน้องหมอ
น่าแปลกดีนะคะที่ระยะหลังนี้ ก็มีเหตุทำให้เห็นอัตตาตัวเองอยู่บ่อยเหมือนกัน รวมถึงทิฏฐิมานะด้วย
แต่ที่พี่เห็นมักเป็นในความคิด คือไม่ได้เกิดหรือทำอะไรลงไปจริงๆ เป็นเพียงเห็นว่าเรามีความคิดแยกตัวตนของเราออกมา ทำนองนั้น
ดีใจที่เห็นละเอียดขึ้น และทำให้รู้ว่ายังเหลืออีกเยอะที่ต้องค่อยๆ ละค่ะ ^ ^
สวัสดีค่ะน้อง kmsabai
วิชาว่าด้วยการสลายตัวตนนับว่าเป็นเรื่องยากจริงๆ เห็นด้วยค่ะว่า การทำสมาธิภาวนาช่วยเราได้ดีทีเดียว ร่วมทั้งเรื่องการดูจิตด้วย เรื่องการละทิ้งตัวตนไม่สามารถทำได้ด้วยการอ่าน การท่องจำ การพยายามคิดจะละทิ้งหรือปล่อยวาง เมื่อถึงเวลาอันควร การปล่อยวางตัวตนนั้น จะเป็นไปโดยอัตโนมัติ เมื่อเราได้รู้แจ้งในจิตว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในกายและใจของเรานั้น ไม่มีสิ่งใดให้น่ายึดถือ เราก็จะปล่อยจะวางมันไปเอง พอปล่อยวางลงได้ ก็ถึงช่วงเวลาแห่งความสุขสงบอย่างแท้จริงในชีวิต
พี่เองก็ยังอยู่ในขั้นฝึกฝนเช่นกัน ปัจจุบันนี้เมื่อมีอะไรมากระทบก็ยังมีตัวกูและของกูเกิดขึ้นมาเป็นพักๆ แต่ไม่ถึงขั้นรุนแรงดังแต่ก่อน คงยังต้องฝึกอีกเยอะค่ะ
ในการปฎิบัติธรรม เมื่อผู้ปฎิบัติ นั่งสมาธิจนสามารถแยกรูปกับนามได้ คือสามารถรับรู้ได้ว่าเรานั้น ประกอบด้วยกายกับจิต ด้วยตัวเอง เราจะเข้าสู่การยอมรับอะไรบางอย่าง ที่แตกต่างไปจากเดิม เราจะเข้าใจในสิ่งที่เป็นอนิจจัง คือความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งหลาย และเพราะการรับรู้เรื่องความไม่เที่ยง ความไม่แน่นอนด้วยตัวเองนี่แหละที่จะทำให้เราเริ่มวางสิ่งต่างๆลง ท่านว่าสักระยะหนึ่งถ้าผู้ปฎิบัติรับรู้และมองเห็น การเกิด การดับของรูปและนาม ด้วยตนเอง ก็จะเริ่มมองเห็นชัดแจ้งมากขึ้นว่า ที่จริงแล้วตัวเราก็ไม่มีอะไรให้น่ายึดถือ หลวงปู่ชาจึงว่า เราปฎิบัติเพื่อการปล่อยวาง ส่วนท่านพุทธทาสก็สอนให้เราปฎิบัติเพื่อการละทิ้ง(ตัวกูของกู)เช่นกัน