3. กฎหมายที่รับรองสิทธิในการคุ้มครองแรงงาน
ในส่วนนี้ผู้จะได้ศึกษากฎหมายที่รับรองสิทธิในการคุ้มครองแรงงานทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายภายในของรัฐไทย ความตกลงในกลุ่มอาเซียนตลอดถึงบทบันทึกความเข้าใจสองฝ่ายระหว่างไทย-ลาว ว่าจะให้สิทธิในการคุ้มครองแรงงานลาวในประเทศได้หรือไม่อย่างไร ซึ่งจะนำไปสู่การวิเคราะห์ถึงบันทึกความเข้าใจสองฝ่ายระหว่างไทย-ลาวในเรื่องการจ้างงานว่าปฏิบัติได้หรือไม่เพียงใดหรือมีกลไกลการปฏิบัติอย่างไร ดังต่อไปนี้
3.1. ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
จากการศึกษากฎหมายที่รับรองสิทธิในการคุ้มครองแรงงานพบว่ากฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองแรงงานสิทธิในการทำงานนั้นกล่าวคือ 1.ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 2. กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม 3.กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 4. อนุสัญญาว่าด้วยการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ 5. อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1989 และ 6. อนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ ( ILO convention) ซึ่งจะได้ทำการศึกษาแต่ละกรณีดังต่อไปนี้
3.1.1.ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองแรงงานปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนว่าจะได้รับการคุ้มครองหรือไม่กล่าวคือ
หากวิเคราะห์แล้วจะเห็นได้ว่า เมื่อได้มีการบัญญัติรับรองสิทธิในการทำงานของมนุษย์ในลักษณะที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานแล้ว จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เกี่ยวเนื่องตามมาอย่างเลี้ยงมิได้เลย คือ สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองแรงงาน ทั้งนี้เนื่องจาก หากมิได้มีการรับรองสิทธิในการคุ้มครองแรงงานแล้ว ก็อาจเกิดความไม่เป็นธรรมในการจ้างงานเกิดขึ้น ซึ่งในกรณีนี้ก็จะไม่มีประโยชน์อันใดที่รับรองสิทธิของมนุษย์ที่จะมีงานทำ เนื่องจากการไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขแม้ว่าจะมีงานทำก็ตาม
จากการศึกษาในเรื่องสิทธิในการคุ้มครองแรงงาน ภายใต้ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งผู้เขียนแยกได้เป็น สองกรณีด้วยกันอาทิ (1) สิทธิที่จะได้รับค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกันสำหรับงานที่เท่าเทียมกัน โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติใดๆ (2) สิทธิในรายได้ซึ่งยุติธรรม และ เอื้อประโยชน์เพื่อเป็นประกันสำหรับตนเองและครอบครัวให้การดำรงชีวิตมีค่าควรแก่ศักดิ์ศรีของมนุษย์ และถ้าจำเป็นก็ชอบที่จะได้รับความคุ้มครองทางสังคมอื่นๆเพิ่มเติม
3.1.2. กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ. 1966 (International Covenant on Economic Social and cultural Rights) ค.ศ. 1966.
จากการศึกษาพบว่าสิทธิในการได้รับการคุ้มครองแรงงานได้ปรากฏในภาค 3 ข้อ 7 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมได้บัญญัติไว้ว่า รัฐภาคีแห่งกติกานี้รับรองสิทธิของทุกคนที่จะมีสภาพการทำงานที่ยุติธรรมและน่าพึงพอใจ ซึ่งประกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง
(ก)ค่าตอบแทนขั้นต่ำที่ให้แก่ผู้ทำงานทั้งปวงประกอบด้วย
(๑) ค่าจ้างที่เป็นธรรมและค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกันสำหรับงานที่มีคุณค่าเท่ากัน โดยปราศจากความแตกต่างในเรื่องใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีจะได้รับการประกันสภาพการทำงานที่ไม่ด้อยกว่าบุรุษโดยได้รับค่าจ้างที่เท่าเทียมกันสำหรับงานที่เท่าเทียมกัน
(๒)ความเป็นอยู่ที่เหมาะสมสำหรับตนและครอบครัวตามบทบัญญัติแห่งกติกานี้
(ข)สภาพการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ
(ค) โอกาสเท่าเทียมกันสำหรับทุกคนที่จะได้รับการส่งเสริมให้มีความก้าวหน้าในการทำงานของตนในระดับที่สูงขึ้นตามที่เหมาะสม โดยไม่ขึ้นอยู่กับข้อพิจารณาใด นอกจากอาวุโสและความสามารถ
(ง) การพักผ่อน เวลาว่างและข้อจำกัดที่สมเหตุสมผลในเรื่องเวลาทำงานและวันหยุดเป็นครั้งคราวโดยได้รับค่าตอบแทน ตลอดจนค่าตอบแทนสำหรับวันหยุดทางการด้วย[1]
ประเด็นในเรื่องสิทธิในการคุ้มครองแรงงานนี้ กติการะหว่างประเทศฉบับนี้ก็ได้มีการกำหนดรายระเอียดในเรื่องการคุ้มครองแรงงานที่ชัดเจนขึ้นจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ในเรื่องการประกันสิทธิในการคุ้มครองแรงงานนี้ ซึ่งผู้เขียนสามารถแยกออกได้เป็น 4 ลักษณะด้วย กันกล่าวคือ (1) ค่าตอบแทนแรงงานขั้นต่ำอันประกอบด้วยค่าจ้างที่เป็นธรรมและความเป็นอยู่ที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ทำงานและครอบครัว (2) ประกันสิทธิในด้านสภาพการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ (3) สิทธิในการมีวันพักผ่อนและเวลาว่างของผู้ที่ทำงาน และ (4) สิทธิในการประกันสิทธิของผู้ที่ทำงานในด้านโอกาสที่เท่าเทียมกันในการที่จะได้รับการส่งเสริมให้มีความก้าวหน้าในงานที่ทำ[2]
นอกจากนั้นการบัญญัติรับรองสิทธิในด้านการคุ้มครองแรงงานภายใต้กติการะหว่างประเทศฉบับนี้ก็เพื่อเป็นการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในด้านการคุ้มครองแรงงานของผู้ที่ทำงาน ซึ่งจะต้องรัฐภาคีกำหนดรายระเอียดเพิ่มเติมโดยให้สอดคล้องกับพันธกรณีในเรื่องนี้ภายใต้กติกาฯฉบับนี้ ซึ่งรัฐไทยก็ได้กำหนดรายระเอียดในเรื่องการคุ้มครองแรงงานไว้ภายใต้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานไทย[3]
3.1.3.กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966
จากการศึกษาในเรื่องการคุ้มครองแรงงานภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง พบว่าการคุ้มครองแรงงานนั้นได้ถูกบัญญัติไว้ว่า ไม่มีบุคคลอื่นใดที่จะถูกบังคับให้อยู่ในความเป็นข่าทาส บังคับให้เป็นทาสใช้ และถูกเร่งทวงให้ออกแรงงานหนักแบบกฎขี่หรือข่มเหงและบังคับแรงงาน[4] ซึ่งเป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาสิทธิมนุษยชน
3.1.4. อนุสัญญาว่าด้วยการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ
ในส่วนนี้จะได้มีการศึกษาถึงสิทธิในคุ้มครองแรงงานภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ จะมีการได้รับสิทธิในการคุ้มครองหรือไม่อย่างไร ซึ่งผู้เขียนจะได้ทำการศึกษาดังต่อไปนี้
จากการศึกษาพบว่าสิทธิในการคุ้มครองได้ถูกบัญญัติไว้ว่า รัฐภาคีจะรับประกันต่อทุกคนในเขตอาณาที่จะได้รับการคุ้มครองและเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ โดยผ่านศาลระดับชาติและองค์กรของรัฐอื่นๆที่เกี่ยวข้องต่อการกระทำใดๆ อันเป็นการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ซึ่งได้ละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคลนั้น อันไม่สอดคล้ององกับอนุสัญญานี้ และสิทธิในอันที่ขอจากศาลนั้น การทดแทนอย่างยุติธรรมและพอเพียงและการชดใช้ความเสียหายอันเป็นผลจากการปฏิบัตินั้น[5]
3.1.5. อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1989
จากการศึกษาภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1989 พบว่า ในอนุสัญญา ฯ ดังกล่าวได้มีหลายข้อกำหนดที่ให้การคุ้มครองสิทธิเด็กในเรื่องการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายมีดังต่อไปนี้
1) การคุ้มครองเด็กจากการแสวงหาประโยชน์ และจากการทำงานที่น่าจะเป็นการเสี่ยงอันตราย หรือขัดขวางการศึกษาของเด็ก หรือเป็นอันตรรายต่อสุขภาพ หรือการพัฒนาทางร่างกาย สมอง จิตใจศีลธรรม และสังคมของเด็ก[6]
2) การคุ้มครองเด็กจากการแสวงหาประโยชน์ทางเพศและการทำงานทางเพศที่มิชอบด้วยทุกรูปแบบ และป้องกันการชักจูงหรือบีบบังคับเด็กให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเพศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การแสวงหาประโยชน์จากเด็กในการค้าประเวณี การแสดงลามก อานาจารและที่เกี่ยวกับสิ่งลามกอานาจาร[7]
3) การป้องกันการลักภาตัว การขาย หรือการลักลอบค้าเด็ก ไม่ว่าด้วยวัตถุประสงค์ใด หรือในรูปแบบใด[8]
4) การคุ้มครองเด็กจากการถูกแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ ที่เป็นผลร้ายต่อสวัสดีภาพของเด็ก[9]
5) การไม่นำเอาบุคคลที่มีอายุไม่ถึง 15 ปี เข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกันหรือในกรณีพิพาทกันด้วยอาวุธ ตลอดจนการหลีกเลี่ยงการเกณฑ์บุคคลที่มีอายุไม่ถึง15ปี เข้าประจำในกองทัพ[10]
จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติเหล่านี้ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กได้ครอบคลุมการคุ้มครองสิทธิเด็กในรูปแบบต่างๆของการใช้แรงงานในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดแล้ว แต่ก็เป็นเพียงการวางหลักกว้างๆเท่านั้น ประเทศไทยซึ่งได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กโดยการภานุวัติและอนุสัญญานี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2535 ประเทศไทยจึงมีพันธกรณีในอันที่ต้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามสนธิสัญญาทั้งในด้านของมาตรการทางกฎหมาย และในทางปฏิบัติ ซึ่งในด้านทางกฎหมายนั้น ได้มีการออกกฎหมายที่สอดคล้องกับอนุสัญญาในด้านการคุ้มครองแรงงานอยู่หลายฉบับซึ่งฉบับที่จะละเสียมิได้คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่ได้ยกเลิกประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นกฎหมายที่วางหลักการในเรื่องการคุ้มครองแรงงาน ซึ่งรวมถึงแรงงานเด็กไว้โดยตรง นอกจากนี้ยังมีกฎหมายอื่นอีกหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองแรงงาน[11]
[1] ภาค 3 ข้อ 7, แห่ง ติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ. 1966.
[2]อารยา ชินวรโกกมล,สิทธิในการทำงานของคนไร้สัญชาติในประเทศไทย,วิทยานิพนธ์ มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พ.ศ. 2548.น.29.
[3]เรื่องการคุ้มครองแรงงานภายใต้กฎหมายไทยผู้เขียนจะได้อธิบายระเอียดในข้อต่อไป.
[4]ข้อ 8, แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง, ค.ศ. 1966.
[5]ข้อ6, แห่ง อนุสัญญาว่าด้วยการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ, 1965.
[6]ข้อที่ 32 แห่งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก, ค.ศ. 1989.
1. รัฐภาคียอมรับสิทธิของเด็กที่จะได้รับการคุ้มครองจากการแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และจากการทำงานใดที่น่าจะ เป็นการเสี่ยงอันตราย หรือที่ขัดขวางการศึกษาของเด็ก หรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือการพัฒนาทางร่างกาย สมอง จิตใจ ศีลธรรม และสังคมของเด็ก
2. รัฐภาคีจะดำเนินมาตรการทางนิติบัญญัติ บริหาร สังคม และการศึกษา เพื่อประกันให้มีการดำเนินการตามข้อนี้ เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว และโดยคำนึงถึงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องในตราสารระหว่างประเทศอื่นๆ รัฐภาคีจะ
ก) กำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับการรับเข้าทำงาน
ข) กำหนดกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมเกี่ยวกับจำนวนชั่วโมง และสถานภาพการจ้างงาน
ค) กำหนดบทลงโทษ หรือวิธีการลงโทษอื่นๆ ที่เหมาะสมเพื่อประกันให้ข้อนี้มีผลใช้บังคับจริงจัง
[7]ข้อที่ 34 แห่งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก, ค.ศ. 1989.
รัฐภาคีรับที่จะคุ้มครองเด็กจากการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ และการกระทำทางเพศที่มิชอบทุกรูปแบบเพื่อการนี้ รัฐภาคีจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมทั้งปวง ทั้งมาตรการภายในประเทศ และมาตรการทวิภาคีและพหุภาคีเพื่อป้องกัน
ก) การชักจูง หรือบีบบังคับเด็กให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเพศใดๆที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ข) การแสวงประโยชน์จากเด็กในการค้าประเวณี หรือการกระทำอื่นๆที่เกี่ยวกับเพศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ค) การแสวงประโยชน์จากเด็กในการแสดงลามกอนาจาร และที่เกี่ยวกับสิ่งลามกอนาจาร
[8]ข้อที่ 35 แห่งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก, ค.ศ. 1989.
รัฐภาคีจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมทั้งปวง ทั้งในระดับประเทศ ระดับทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อป้องกันการลักพา การขาย หรือการลักลอบค้าเด็ก ไม่ว่าด้วยวัตถุประสงค์ใด หรือในรูปแบบใด
[9]ข้อที่ 36 แห่งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก, ค.ศ. 1989.
รัฐภาคีจะคุ้มครองเด็กจากการถูกแสวงหาประโยชน์ทุกรูปแบบอื่นทั้งหมดที่เป็นผลร้ายต่อสวัสดิภาพของเด็กไม่ว่าในด้านใด
[10]ข้อที่ 38 แห่งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก, ค.ศ. 1989.
1.รัฐภาคีรับที่จะเคารพ และประกันให้มีความเคารพต่อกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ใช้บังคับกับรัฐภาคี ในกรณีพิพาทกันด้วยอาวุธซึ่งเกี่ยวข้องกับเด็ก
2. รัฐภาคีจะดำเนินมาตรการที่สามารถกระทำได้ทั้งปวงที่จะประกันว่าบุคคลที่มีอายุไม่ถึง 15 ปี จะไม่มีส่วนร่วมโดยตรงในการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน
3. รัฐภาคีจะหลีกเลี่ยงการเกณฑ์บุคคลใดๆ ที่มีอายุไม่ถึง 15 ปี เข้าประจำกองทัพ ในการเกณฑ์บุคคลที่มีอายุถึง 15 ปีแต่ไม่ถึง 18 ปีนั้น รัฐภาคีจะพยายามเกณฑ์บุคคลที่มีอายุมากที่สุดก่อน
4. ตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในอันที่จะคุ้มครองประชาชนพลเรือนในการพิพาทกันด้วยอาวุธนั้น รัฐภาคีจะดำเนินมาตรการที่สามารถกระทำได้ทั้งปวง ที่จะประกันให้ความคุ้มครอง และดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการพิพาทกันด้วยอาวุธ
[11]ดิษยา ดัชชานนท์, อนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่182ว่าด้วยการขจัดรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้แรงงานเด็ก กับ การปฏิบัติตามพันธกรณีของประเทศไทย, มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2545.