ถึงอย่างใดก็ตามยังมีการประชุมรัฐมนตรีแรงงานแรงงานอาเซียน (ASEA Labour Ministers Meeting : ALMM) การประชุมรัฐมนตรีแรงงานแรงงานอาเซียนเป็นการประชุมผู้นำระดับกระทรวงแรงงานของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง10ประเทศเข้าร่วม การประชุมโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อปรึกษาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาแรงงานและพิจารณาให้ความร่วมมือระหว่างกันในด้านแรงงานและกำลังคนในกลุ่มอนุภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ที่การประชุมจะกำหนดแนวทางและโครงการด้านแรงงาน ร่วมกันเกี่ยวกับกิจกรรมด้านต่างๆ ดังนี้
การรวบรวมวิเคราะห์ แจกจ่ายข้อสนเทศเกี่ยวกับแรงงานและกำลังคนรวมถึงการกำหนดแผนปฏิบัติการร่วมกัน
การให้ทุนการศึกษาและดูงานในด้านการบริหารแรงงาน การพัฒนากำลังคน การส่งเสริมการมีงานทำ การฝึกพัฒนาอาชีพ แรงงานสัมพันธ์และอื่นๆ
สนับสนุนการจัดประชุมสัมมนาเกี่ยวกับ วิธีการรวบรวมสถิติแรงงาน การทำงานต่ำกว่าระดับการว่างงาน แรงงานสัมพันธ์ องค์กรนายจ้างและลูกจ้าง สุขอนามัยในการทำงาน อนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศในเรื่องต่างๆเป็นต้น
ให้แต่ละประเทศสมาชิกพิจารณาเกี่ยวกับการลงทุนของชาวต่างประเทศโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการทำงาน การกีดกันด้านแรงงาน การกระจายรายได้ การเคลื่อนย้ายแรงงานความจำเป็นพื้นฐานในระดับภูมิภาค และในแต่ละประเทศสมาชิก ธุรกิจที่ไม่มีระบบ การบริหารค่าจ้าง สุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน รวมถึงหัวข้อที่เกี่ยวกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศเป็นต้น
การให้ความสนใจพิเศษแก่ การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้กำลังแรงงานคนพื้นฐาน การดำเนินโครงการที่จะช่วยให้มี การทำงานมากขึ้น การคุ้มครองแรงงานเด็ก แรงงานเพื่อการเพิ่มผลผลิต ระบบค่าจ้าง และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
การดำเนินโครงการร่วมในการพัฒนาวิชาการที่เหมาะสมในด้านการเกษตรกรรมอุตสาหกรรมและการจัดการบริหารการพัฒนาและส่งเสริมนโยบายที่เหมาะสมในด้านประชากรและวิชาการที่เกี่ยวกับแรงงาน
จะเห็นได้ว่าการประชุมนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อปรึกษาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาแรงงานและพิจารณาให้ความร่วมมือระหว่างกันในด้านแรงงานในกลุ่มอนุภาคอาเซียนทั้งนี้ที่ประชุมจะกำหนดแนวทางและโครงการด้านแรงงาน ร่วมกันเกี่ยวกับกิจกรรมด้านต่างๆดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งกิจกรรมหนึ่งที่ทำ คือ การสนับสนุนการจัดการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศในเรื่องต่างๆ[1]
1.1.8.บทบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาว ( MOU Thai – Laos )
ในส่วนนี้ผู้เขียนวิทยานิพนธ์โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาถึงความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาวในเรื่องของการจ้างงานหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ( MOU Thai – Laos ) จะได้ศึกษาถึงเนื้อหาสาระและวัตถุประสงค์ของบทบันทึกความเข้าใจดังกล่าวและจะได้นำไปสู่การวิเคราะห์ความตกลงดังกล่าวได้มีการปฏิบัติได้หรือไม่ เพียงใด ต่อกับปัญหาการแก้ไขแรงงานลาวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยรวมทั้งแรงงานที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย จะได้รับการคุ้มครองต่อสิทธิประโยชน์หรือไม่ภายใต้บทบันทึกดังกล่าวและจะได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาและหาแนวทางที่เหมาะสมร่วมกัน
ด้วยการเกิดปรากฎการณ์ของแรงงานลาวในประเทศไทยซึ่งเป็นปัญหาที่มีลักษณะระหว่างประเทศกล่าวคือ มีการเคลื่อนย้ายของแรงงานจากประเทศลาวมายังประเทศไทย นั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องของการจัดการต่อประชากรโดยเฉพาะในเรื่องการจ้างแรงงาน การคุ้มครองแรงงาน และการส่งกลับแรงงาน การแก้ไขปัญหาโดยรัฐใดรัฐหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวย่อมไม่มีประสิทธิภาพตามสมควร ฉะนั้นเพื่อให้การแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพจึงควรจะเป็นเรื่องของความร่วมมือกัน และจัดการปัญหาร่วมกัน ซึ่งอาจปรากฏในลักษณะของการสร้างนโยบายระหว่างประเทศร่วมกัน(common policy) หรือการสร้างแผนปฏิบัติการร่วมกัน(Common Action Plan) หรือการสร้างองค์กรจัดการร่วมกัน (Common Management Organ)
ปัจจุบันประเทศไทยและประเทศลาวได้ทำความตกลงในลักษณะของบทบันทึกความเข้าใจร่วมกันในเรื่องของความร่วมมือด้านการจ้างงาน โดยมุ่งที่จะจัดการกับปัญหาการจ้างงานผิดกฎหมายระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลลาว เนื่องจากสถานการณ์ของการลักลอบของคนลาวซึ่งเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นยามใดสองรัฐบาลก็มีความเป็นห่วงเป็นใยต่อกับปัญหาดังกล่าวเพื่อหวังว่าจะมีความสะดวกในการคุ้มครองการเข้าออกเมืองและในการคุ้มครองแรงงานให้เข้าในระบบบนพื้นฐานต่างฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันจึ่งได้ทำความความตกลงร่วมกัน
จากการศึกษาภายใต้บทบันทึกความเข้าใจ ฯ ดังกล่าว ซึ่งผู้เขียนเห็นได้ 4 กรณีด้วยกันกล่าวคือ 1) การดำเนินการที่เหมาะสมในการจ้างงาน 2) มาตรการที่มีประสิทธิภาพในการส่งกลับแรงงานที่ครบวาระการจ้างงานหรือถูกเนรเทศโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาคีอีกฝ่ายไปยังภูมิลำเนาเดิม 3) การคุ้มครองอันสมควรแก่แรงงานทั้งสองฝ่าย และ 4) การป้องกันและปราบปรามการข้ามแดนผิดกฎหมาย การค้าแรงงานเถื่อน และการจ้างแรงงานที่ผิดกฎหมาย
แนวทางในการปฏิบัติภายใต้บทบันทึกความเข้าใจ
1) ความร่วมมือในการจัดการปัญหาการจ้างงาน ได้กำหนดถึงระบบความร่วมมือระหว่างรัฐในการจัดหางานโดยกำหนดให้รัฐที่ต้องการแรงงานอาจแจ้งให้อีกรัฐภาคีทราบถึงความต้องการจ้างงาน จำนวน ระยะเวลา คุณสมบัติที่ต้องเงื่อนไขและค่าตอบแทนที่นายจ้างเสนอให้โดยที่รัฐอีกฝ่ายหนึ่งจัดส่ง บัญชีรายชื่อผู้สมัคงาน โดยกำหนดให้บัญชีดังกล่าวมีข้อมูลเกี่ยวกับอายุ ภูมิลำเนา บุคคลอ้างอิง การศึกษา ประสบการณ์ และอื่นๆ ที่เห็นว่าจำเป็นสำหรับการพิจารณาของนายจ้าง
2) ความร่วมมือในเรื่องการปฏิบัติต่อแรงงานลาวที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน คือกำหนดให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่จะร่วมมือกับหน่วยงานด้านตรวจคนเข้าเมือง และส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกโดยนายจ้าง และได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องโดยการดำเนินการตรวจลงตรา หรือเอกสารอนุญาตเข้าเมืองในรูปแบบอื่น ใบอนุญาตทำงาน การประกัน หรือการบลิการสุขภาพ การชำระเงินเข้ากองทุนเพื่อการส่งกลับตามที่กำหนดโดยหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ของแต่ละประเทศและภาษีหรืออื่นๆตามที่ประเทศเกี่ยวข้องกำหนด
3)การคุ้มครองแรงงานหรือมาตรฐานการจ้างงาน กำหนดให้รัฐภาคีจะต้องคุ้มครองแรงงานตามที่ระบุไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องของรัฐ แรงงานของรัฐภาคีจะได้รับค่าจ้างและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ตามที่กฎหมายท้องถิ่นได้รับตามหลักการ การไม่เลือกปฏิบัติและความเท่าเทียมกันทางเพศ เชื้อชาติ และศาสนา ข้อพิพาทระหว่างแรงงานกับนายจ้างในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานจะต้องได้รับการคลี่คลายแก้ไขโดยหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบภายในของประเทศที่เป็นผู้จ้างงาน
4) การดำเนินการต่อการจ้างแรงงานผิดกฎหมาย รัฐภาคีจะต้องดำเนินมาตรการในการสกัดกั้น ป้องกัน ปราบปรามการข้ามพรมแดนโดยผิดกฎหมาย และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการกระทำอันเป็นการค้ามนุษย์การเข้าเมืองผิดกฎหมาย การค้าแรงงานเถื่อน และการจ้างแรงงานผิดกฎหมาย[2]
ข้อสังเกต
ประเด็นในเรื่องของบทบันทึกว่าด้วยความร่วมมือในการจ้างแรงงานของสองรัฐบาลที่ได้ลงนามร่วมกันปฏิบัติได้หรือไม่เพียง ซึ่งผู้เขียนมีข้อสังเกต 5 ประการคือ
ประการแรก ความร่วมมือในเรื่องการปฏิบัติต่อแรงงานลาวที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน
ประการที่สอง การคุ้มครองแรงงานหรือมาตรฐานการจ้างงาน
ประการที่ สาม การประกัน หรือการบลิการสุขภาพ
ประการที่สี่ แรงงานของรัฐภาคีจะได้รับค่าจ้างและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ตามที่กฎหมายท้องถิ่น
ประการที่ห้า การส่งกลับตามที่กำหนดโดยหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ของแต่ละประเทศ
ผลจากการศึกษาเนื้อหาสาระของบทบันทึกว่าด้วยความร่วมมือในการจ้างแรงงานจึงสรุปได้ว่าบทบันทึกความเข้าใจ ฯ โดยมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการแก้ไขแรงงานทั้งสองฝ่ายที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐภาคี โดยมีการปรับสถานภาพให้เป็นแรงงานที่ถูกกฎหมาย และจัดระบบในการจ้างแรงงาน การคุ้มครองแรงงาน การส่งกลับแรงงาน และการส่งกลับแรงงานซึ่งยังคงต้องเป็นไปตามกฎหมายภายในของรัฐภาคี ทั้งในเรื่องเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการได้รับอนุญาตให้ทำงาน ตลอดข้อกำหนดในงานหรืออาชีพสงวนไว้สำหรับคนชาติ และงานหรืออาชีพที่กฎหมายกำหนดให้คนต่างด้าวสามารถทำได้