2.2. คนลาวซึ่งไม่มีสิทธิอาศัยอยู่ในประเทศไทย เพราะเข้าเมืองผิดกฎหมายและไม่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยในประเทศไทย

 

             2.2.1. คนลาวที่หลบหนีเข้ามาเป็นแรงงานในประเทศไทย

 

                ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาสาเหตุที่ทำให้คนลาวต้องออกนอกประเทศเพื่อมาทำงานในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือหลบหนีเข้าเมืองและสถานภาพในการทำงานของคนลาวในประเทศไทยจะมีสิทธิอาศัยในประเทศไทยหรือไม่

                       จากศึกษาในส่วนนี้พบว่าปัจจัยที่ทำคนลาวต้องหลบหนีเข้าเมืองเพื่อไปทำงานในประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตมีหลายปัจจัยด้วยกันเช่น ปัญหาทางเศรษฐกิจ ประสบภาวะความยากจน การว่างงาน ค่าตอบแทนการทำงานต่ำและปัญหาเรื่องการทำหนังสือผ่านแดนก็พบปัญหาความยุ่งยากไม่สะดวกโดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ห่างไกล ติดกับชายแดนและค่าใช้ก็สูง เพราะว่าการทำ PASSEPORT นั้นต้องทำได้อยู่ที่เดียวคืออยู่กระทรวงการต่างประเทศที่เดียว คืออยู่เวียงจันท์ ฉะนั้นจึงทำให้กลุ่มคนบางคนที่อยู่ตามแนวชายแดนเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยไม่มีหนังเดินทาง อาไรเลย จึงทำให้กลุ่มคนนี้ตกเป็นสถานะหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายและอีกปัจจัยหนึ่งด้านในประเทศไทยที่มีความน่าสนใจที่จะอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาเพื่อทำงาน เหตุที่มีอิทธิพลมากที่สุดก็คือ การเจริญเติบโตหรืออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ รองลงมาคือ ระบบป้องกัน สกัดกั้นด่านตรวจคนเข้าเมืองยังไม่มีประสิทธิภาพดีพอฉะนั้นจึงทำให้การลักลอบเข้าเมืองได้ง่าย และเรื่องของรายได้ค่าตอบแทนการทำงานหรือค่าจ้าง โอกาสในการทำงาน ก็สูงกว่า

                      ความรู้ความสามารถในการทำงานของคนกลุ่มนี้ เป็นลักษณะของการใช้แรงงานหรือเรียกได้ว่าเป็นแรงงานไร้ฝีมือ (Un-Skilled Labour) ด้วยขาดโอกาสในการได้รับการศึกษาและการฝึกฝนในด้านอาชีพ

                      สถานะของคนลาวกลุ่มนี้เป็นคนที่เข้าประเทศไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ย่อมทำให้ไม่มีสิทธิในการเข้าเมืองและอยู่ในราชอาณาจักรไทย มีโทษอาญาตามกฎหมายนี้ และจะต้องส่งตัวออกไปจากราชอาณาจักร

                     ตัวอย่าง  ในกรณีของนายตุ่น เกิดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1998 ที่ บ้าน หัวน้ำส้าง เมืองจำพอน แขวงสะหวันเขตประเทศลาว มีพี่น้องด้วยกัน สามคน นาย ตุ่น เป็น บุตรคนที่ สอง ได้เรียนอยู่มัธยมต้นห้วยชาย แต่นายตุ่น ไม่มีโอกาสที่จะเข้าเรียนต่อเพราะย้อนความยากจนจึงได้ออกโรงเรียน เพื่อหางานทำและไม่มีทำงาน จึงได้เข้ามาหางานทำกับเพื่อน ซึ่งได้เข้ามาในประเทศไทย ในปี ค.ศ. 2002 ได้เข้ามาทางด่านเข็มลาช   แต่พอมาถึงประเทศไทยแล้วก็ถูกตำรวจไทยจับได้ และถูกเจ้าหน้าที่ไทยส่งกลับประเทศลาว ต่อมา นายตุ่น ได้เข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง และได้เข้ามาทำงานอยู่ที่ร้านอาหารลาดพร้าว ได้รับเงินเดือน 2800บาทต่อเดือน ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ต่อมาก็ได้ถูกตำรวจเจ็บได้เป็นครั้งที่สอง โดยข้อหามียาบ้ามีไว้ครอบครอง จำนวน 520เม็ด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เอาไปกักตัวไว้ที่ ส.น. โชคชัย 4 หนึ่งคืน แล้วส่งไปบ้านแม่ตาก  ประมาณ3 เดือนกว่า จากนั้นก็ได้ถูกศาล เยาวชน พิพากษาคดี จำคุก 1 ปี 6 เดือน  ถูกส่งไปอยู่บ้านกรุณา 3 เดือน ต่อมาก็ถูกส่งไป อยู่ศูนย์ ฝึก และอบรมเด็กและเยาชน (บ้านกาญจนาภิเษก) ประมาณ 8 เดือน ต่อมา ศาลได้ลดโทษให้ สามเดือน หลังจากที่ได้ออกจากบ้านกาญจนาภิเษกแล้ว นายตุ่นก็ได้มาทำงานอยู่เดิมและได้รับเงินเดือน 5000 บาท ต่อเดือนจนถึงปัจจุบัน แต่ว่าในปัจจุบันนายตุ่นได้ถูกถอนชื่อ ออกจากทะเบียนแรงงานต่างด้าวและก็ได้กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายเหมอนเดิม

                      จากการพิสูจร จากตัวตนของนายตุ่นแล้วไม่มีหนังสืออันใดเลยที่สามารถยั้งยืนได้ว่านายตุ่นเป็นคนลาวได้ เพราะไม่บัตรประจำตัว ไม่มี passport เป็นต้น ต่อมา ในวันที่ 03 เมษายน พ.ศ. 2551 นายตุ่นก็ได้ไปแสดงตัว เพื่อพิสูจรสัญชาติลาวกับสถานทูตลาวในที่สุดทางสถานทูตลาวก็ได้ยอมรับว่านายตุ่นเป็นลาวและทางสถานทูตลาวก็ได้ออกหนังสือเพื่อส่งกลับประเทศลาวแล้วในปัจจุบันนายตุ่นก็ได้อยู่นำบิดามารดาและพี่น้องร่วมท้องเดียวกันอยู่ที่ประเทศอย่างมีความสุข

                      ก่อนที่จะถึงประเทศลาว นายตุ่นบอกว่า ได้ถูตำรวจตอจถึง 3ด่าน แต่ลด่านต้องได้เสียเงินให้ตำรวจด่านละ 100 บาทและ 400 บาทบาทไม่ดังนั้นตำรวจไม่ยอมปล่อยให้ไปต่อหมายถึงตำรวจได้กักตัวไว้ก่อน

 

             2.2.2. คนลาวที่หลบหนีเข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่มิใช่เพื่อทำงาน

 

               ในส่วนผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงกรณีที่คนลาวหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่จะเข้ามาทำงานแต่มีวัตถุประสงค์ เช่น กลุ่มคนที่หลบหนีเฉียงภัยความตาย กลุ่มคนที่หลบหนีเข้าเมืองเพื่อจะไปยังประเทศที่สาม กลุ่มคนที่เข้ามาประเทศไทยตามสามี หรือ ภรรยา หรือ ตามบิดา มารดาเป็นต้น

                     ก) กลุ่มคนที่หลบหนีเฉียงภัยความตาย ในกลุ่มนี้ส่วนมากจะเป็นบุคคลที่ได้หลบหนีข้ามพรมแดนจากรัฐหนึ่งไปยังอีกรัฐหนึ่งซึ่งได้หนีออกจากประเทศในช่วงระยะที่มีสงครามในประเทศลาวเพื่อต่อสู้กับฝ่ายกงกันข้ามและเพื่อการที่จะมีชีวิตอยู่ลอดจึงได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตอนที่เข้ามา ในเมื่อสงครามสิ้นสุดและมีเสถียรภาพทางการเมืองในลาวแล้วบางคนก็กลับคืนสู่ถิ่นฐานเดิมแต่บางคนก็ไม่กลับคืนถิ่นฐานเดิม

 

                    ข) กลุ่มคนที่หลบหนีเข้าเมืองเพื่อจะไปยังประเทศที่สาม กลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่มีวัตถุประสงค์อยากจะไปยังประเทศที่สามโดยถือเอาประเทศไทยเป็นทางผ่าน บางคนก็อาจมีความผิดทางอาญา เพื่อหลบหนีความผิดหรือกลุ่มที่ถูกหลอกเข้ามาไทยโดยอ้างว่าจะภาไปยังประเทศที่สาม จึงได้ข้ามไปยังประเทศไทยโดยมีการแอบอ้างว่าตนมีความผิดทางการเมืองและยังเรียกร้องขอไปยังประเทศที่สาม และอ้างถ้าตนกลับคืนไปยังประเทศลาวแล้วอาจไม่มีความปลอดภัย

                   ตัวอย่าง  มุ้งลาวไม่ยอมกลับภูมิลำเนาขอพบ UN อ้างไม่ปลอดภัยหลังเข้าแดนลาว

              ไทย-ลาว ส่ง-รับมุ้งลาว จำนวน 153 คนกลับประเทศ หลังพิสูจน์สัญชาติพบเป็นคนลาวถูกแก๊งค้ามนุษย์หลอกลวงมายังไทยฝ่ายเขาค้อ อ้างพาไปประเทศที่สาม ขณะเดียวกัน ชาวมุ้งไม่ยอมออกจากห้องควบคุมไม่ยอมกลับประเทศ อ้างความไม่ปลอดภัยหลังกลับลาว ขอพบเจ้าหน้าที่ UN เจ้าหน้าที่ไทย-ลาวหว่านล้อมนับ 5 ชั่วโมงยังไม่มีท่าทียุติ

                  เมื่อเวลา 10:00 น. (30 ม.ค.)  ที่ห้องประชุมจอมมณีชั้น3 ศาลากลางจังหวัดหนองคาย ได้มีพิธีมอบ-รับ มุ้งลาว 153 คนโดยมีพลโท นิพัทธ์ ทองเล็ก เจ้ากรมชายแดนทหาร ประธานคณะอนุกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทาวไป ไทย-ลาว เป็นประธานฝ่ายไทย และพันเอก พุดทะวง หัวหน้ากรมชายแดนและแผนที่ กองทัพประชาชนลาว รองประธานคณะอนุกรรมการ ร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไปไทย-ลาว

                   พร้อมทั้งได้ทำบทบันทึกการรับคนลาวที่ฝ่ายไทย ส่งมอบระหว่างคณะประสานงานฝ่ายไทยและคณะประสานงานฝ่ายลาวชาวมุ้งจำนวน152คนได้ลักลอบออกจากบ้านห้วยน้ำขาว อ.เพชรบูรณ์ เข้ามายังกรุงเทพฯ และถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจับกุมได้ เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2549 แล้วนำมาควบคุมตัวไว้ที่อาคารควบคุมผู้หลบหนีเข้าเมือง ด่านตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย

                  เมื่อได้ประสานงานกับทางการของลาว เพื่อพิสูจน์สัญชาติว่าเป็นมุ้งลาวหรือไม่ เพื่อผลักดันกลับประเทศ ซึ่งคณะประสานงานไทย-ลาว ฝ่ายไทย นำโดยพันเอก ไพโรจน์ วิไลลักษณ์ ผู้อำนวยการกองกิจการชายแดนไทย-ลาว กรมกิจการชายแดนทหาร และเขานุการคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไปไทย-ลาว

                   ส่วนฝ่ายลาว นำโดย พันเอก สีพัน พุดทะวง ได้ทำการตรวจพิสูจน์สัญชาติตามรายชื่อและประวัติชาวมุ้ง เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2550 ผลการตรวจพิสูจน์ทราบว่าชาวมุ้งทั้งหมดเป็นคนลาวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายอย่างแท้จริง ในช่วงระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ ชาวมุ้งได้คลอดลูกเพิ่มมาอีก 1 คน รวมเป็นชาวมุ้ง 153 คน ฯ

                    ข้อสำคัญที่ไทย-ลาวจะต้องร่วมมือกันคือ การจัดขบวนการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไปด้วยการตัดโอกาสหรือช่องว่าง การเคลื่อนไหวของขบวนการค้ามนุษย์เหล่านี้ ที่มักจะหลอกลวงเหยื่อคนลาวว่าสามารถพามาประเทศไทยแล้วจะพาไปยังประเทศที่สามเมื่อเข้ามาแล้วก็สร้างปัญหาให้ทางการของไทยและไม่รู้วันจบสิ้น[1]

 

               ค) กลุ่มคนที่เข้ามาประเทศไทยตามสามี หรือ ภรรยา หรือ ตามบิดา มารดา

 

                   ในกรณีนี้คู่สามีภรรยาฝ่ายใดหนึ่งที่เป็นคนลาวหรืออีกผู้หนึ่งเป็นคนไทยหลังที่มีการรักมักกันแล้วทั้งสองก็ตกลงปงใจอยู่ร่วมกันเป็นสามีภรรยาแล้วหนีตามมากลับสามีหรือภรรยาซึ่งมาอาศัยในประเทศโดยไม่ได้รับอานุญาติหรือไม่ทำหนังใดๆเลยที่เกี่ยวหนังสือที่สำคัญในการเดินทางเช่น PASSEPORT หรือหนังสือผ่านแดน

            ตัวย่าง นาง ตุ่นคำ เป็นคนลาว เกิดที่เมืองแก้งกอก แขวง สะหวันเขต ประเทศลาว ได้เข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2528 โดยมานำสามี ชื่อ นาย คำแดง สัญชาติไทย ทั้งสองอยู่ด้วยกันตามสามีภรรยาเป็นเวลา 22 ปี แต่ยังไม่ได้ทำการจดทะเบียนการสมรส ซึ่งปัจจุบันมีลูกด้วยกันสองคนคือ นางสาวน้อย และนาย เสือ เด็กทั้งสองคนมีสัญชาติไทยเพระเกิดในประเทศไทย

 

             2.2.3.คนลาวที่เกิดในประเทศไทยแต่ถูกถือว่าเข้าเมืองผิดกฎหมาย และไม่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยในประเทศไทย

 

                     คนเชื้อชาติลาวในกลุ่มนี้เป็นบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนตามกฎหมายสัญชาติที่มีผลบังคับอยู่ ในขณะที่บุคคลนั้นเกิดแต่เนื่องจากเมื่อมีการประกาศใช้ประกาศคณะประฏิวัติฉบับที่ 337 ทำให้บุคคลที่มีองค์ประกอบแห่งข้อเท็จจริงครบตามข้อ 1 แห่งปฏิวัติฉบับที่337 ต้องถูกถอนสัญชาติไทย แต่ตรงกันข้ามกับกลุ่มคนที่มิได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวตามข้อกำหนดในมาตรา8แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว พ.ศ. 2493ทั้งๆที่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่มิได้ใช้สิทธิที่ตนมีอยู่ตามกฎหมายในการไปรับใบสำคัญประจำตัวต่างด้าว จึงถูกทางการไทยนำชื่อไปใส่ในทะเบียนคนอพยพและเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสัญชาติ(ฉบับที่2) พ.ศ. 2535 จึงถูกถือว่าเป็นคนต่างด้าวที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในประเทศไทย หรือถูกถือว่าเป็นคนที่เข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

                   ในปัจจุบันคนเชื้อชาติลาวที่เกิดในประเทศไทยซึ่งเคยได้สัญชาติไทยโดยการเกิด โดยหลักดินแดนแต่ต้องตกอยู่ภายใต้ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่337 ปีพ.ศ. 2515 อันทำให้ถูกถอนสัญชาติไทยดังที่ไดกล่าวมาข้างต้น ถึงอย่างไรก็ตามคนเชื้อชาติลาวที่เกิดในประเทศไทยและเคยได้สัญชาติไทยแล้วก็มีสิทธิที่จะได้รับสัญชาติไทยกลับคืนมาอีกครั้งโดยผลของประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับลงวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2547เรื่องสั่งให้บุคคลซึ่งถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศฉบับที่337และบุตรหลานได้สัญชาติไทย และตามพระราชบัญญัติสัญชาติฉบับที่4 พ.ศ. 2551 ดังนั้นในวันนี้คนเชื้อชาติลาวที่ถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่337รวมทั้งบุตรหลานย่อมมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยแล้วตามผลทางกฎหมาย



[1] Http://www.backtohome.org/autopage-new/