2.1.2. คนที่ไม่มีสัญชาติไทย (คนต่างด้าว) แต่มีสิทธิอาศัยอยู่ในประเทศไทย
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรีตลอดถึงนโยบายของรัฐไทยในเรื่องการให้สิทธิอาศัยของคนลาวหรือคนที่ไม่มีสัญชาติไทยจะมีสิทธิอาศัยในประเทศได้หรือไม่ เพียงใด และบุคคลที่จะมีสิทธิอาศัยในประเทศไทยนั้นมีกลุ่มใดบ้าง ซึ่งผู้เขียนจะได้ศึกษาดังต่อไปนี้
ผลจากการศึกษาผู้เขียนพบว่า คนที่ไม่มีสัญชาติไทย (คนต่างด้าว) แต่มีสิทธิอาศัยอยู่ในประเทศไทยนั้นสามารถแยกออกได้เป็น สาม กรณีด้วยกันกล่าวคือ คนลาวที่เข้าเมืองถูกกฎหมาย คนลาวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย และ คนลาวที่เกิดในประเทศไทยแต่ถูกถือว่าเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่มีสิทธิอาศัยในประเทศไทย คนลาวที่อยู่ในประเทศไทยยังมีสิทธิอาศัยถาวร มีสิทธิอาศัยชั่วคราว และแม้กระทั้งคนลาวที่เข้าเมืองผิดกฎหมายังมีสิทธิอาศัยซึ่งได้รับการผ่อนผันให้อาศัยในประเทศไทยตามกฎหมายและในกรอบนโยบายของรัฐไทยอีกด้วย กล่าวคือ
2.1.2.1. คนลาวที่เข้าเมืองไทยมาอย่างถูกกฎหมายและมีสิทธิอาศัยอยู่ถาวร
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงกฎหมายและนโยบายของรัฐไทยต่อกับคนลาวที่เข้าเมืองถูกกฎหมายจะมีสิทธิอาศัยอยู่ถาวรในประเทศไทยได้หรือไม่ อย่างไร
จากการศึกษาพบว่าคนลาวที่เข้าเมืองถูกกฎหมายจะมีสิทธิอาศัยอยู่ถาวรในประเทศไทยได้ใน3กรณีด้วยกันกล่าวคือ1)บุคคลที่ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการและด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี 2) บุคคลที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของประกาศกำหนดจำนวน คนต่างด้าว ซึ่งรัฐมนตรีประกาศตามมาตรา40และ3)บุคคลที่ได้ทำประโยชน์ให้ประเทศไทย
1) บุคคลที่ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการและด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี คนต่างด้าวที่จะเข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการและด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี เพื่อให้การเข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าวเป็นไป เพื่อ ประโยชน์ของประเทศให้มากที่สุด คนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรก่อนเดินทางเข้า มาในราชอาณาจักร จะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ต่อเมื่อเดินทางเข้ามาใน ราชอาณาจักรและได้ยื่นรายการและผ่านการตรวจ อนุญาตของพนักงาน เจ้าหน้าที่ตาม มาตรา 18 วรรคสอง และไม่เป็นผู้ต้องห้ามตาม มาตรา 12 และ มาตรา 44 และได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่ตาม มาตรา 47 แล้ว ในระหว่าง ขอรับใบสำคัญถิ่นที่อยู่ให้คนต่างด้าวผู้นั้นอยู่ในราชอาณาจักรไปพลางก่อนได้[1]
2) บุคคลที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของประกาศกำหนดจำนวน คนต่างด้าว ซึ่งรัฐมนตรีประกาศตามมาตรา40 และนอกจากนั้นก็ยังมีกุ่มคนเชื้อสายลาวบางกลุ่มที่สามรถมารถมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยได้โดยที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดคำประกาศของรัฐมนตรี[2] เช่น 1) คนต่างด้าวซึ่งเคยเข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรแล้วและได้กลับ เข้ามาในราชอาณาจักรตาม มาตรา 48 หรือ มาตรา51 2) หญิงซึ่งมีสัญชาติไทยโดยการเกิดและได้สละสัญชาติไทยในกรณีที่ได้ สมรสกับคนต่างด้าว 3) บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของหญิงซึ่งมีสัญชาติไทยโดยการเกิดไม่ ว่าหญิงนั้นจะสละสัญชาติไทยในกรณีที่ได้สมรสกับคนต่างด้าวหรือไม่ก็ตาม และ 4) บุตรของบิดามารดา ซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่เกิดในระหว่างเวลาที่ มารดาออกไปนอกราชอาณาจักร โดยมีหลักฐานการแจ้งออกไปนอกราชอาณา จักร เพื่อกลับเข้ามาอีกตาม มาตรา 48 เมื่อเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร พร้อมกับบิดาหรือมารดา ซึ่งกลับเข้ามาอีกภายในเวลาที่กำหนดตามหลักเกณฑ์ การแจ้งออกไปนอกราชอาณาจักร และบุตรนั้นอายุยังไม่เกินหนึ่งปี
3)บุคคลที่ได้ทำประโยชน์ให้ประเทศไทย ถ้าหากคนลาวผู้ที่ได้นำเงินตราต่างประเทศเข้ามาลงทุนในราชอาณาจักรไทยเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท เมื่อคณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่าไม่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการโดยความ เห็นชอบของรัฐมนตรี จะอนุญาตให้คนลาวผู้นั้นมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร[3]
2.1.2.2. คนลาวที่เข้าเมืองไทยมาอย่างถูกกฎหมายและมีสิทธิอยู่อาศัยชั่วคราว
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงกฎหมายไทยต่อกับคนลาวที่เข้าเมืองถูกกฎหมายจะมีสิทธิอาศัยชั่วคราวในประเทศไทยได้หรือไม่และจะมีกลุ่มคนประเภทใดบ้างที่สามารถอาศัยในประเทศไทยดังต่อไปนี้
จากการศึกษาพบว่าคนลาวที่เข้าเมืองถูกกฎหมายซึ่งสามารถมีสิทธิอาศัยชั่วคราวในประเทศไทยมี 15 ประเภทด้วยกันคือ
1) การปฏิบัติหน้าที่ทางทูตหรือกงสุล 2) การปฏิบัติหน้าที่ทางราชการ 3) การท่องเที่ยว 4) การเล่นกีฬา 5) ธุรกิจ 6) การลงทุนที่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงทบวงกรมที่เกี่ยวข้อง 7) การลงทุน หรือการอื่นที่เกี่ยวกับการลงทุนภายใต้บังคับกฎหมายว่า ด้วยการส่งเสริมการลงทุน 8) การเดินทางผ่านราชอาณาจักร 9) การเป็นผู้ควบคุมพาหนะ หรือคนประจำพาหนะที่เข้ามายังท่าสถานี หรือท้องที่ในราชอาณาจักร 10) การศึกษาหรือดูงาน 11) การปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน 12) การเผยแพร่ศาสนาที่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงทบวงกรมที่เกี่ยวข้อง
13) การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์หรือฝึกสอนในสถาบันการค้นคว้าหรือ สถาบันการศึกษาในราชอาณาจักร 14) การปฏิบัติงานด้านช่างฝีมือหรือผู้เชี่ยวชาญ และ15) การอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง[4] นอกจากนั้นผู้เขียนยังพบ แม้ว่าบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการ ชั่วคราวก็ตามหากไม่ปฏิบัติกฎหมาย ตามข้อกำหนดหรือตามนโยบายของรัฐหรือเป็นบุคคลที่ไม่พึ่งปรารถนาของรัฐไทยก็อาจถูกเพิกถอนสิทธิที่อาศัยชั่วคราวในรัฐไทยได้[5]
ตัวอย่าง นาย โสภาพอน สุริยวง เกิดเมื่อวันที 15 ธันวาคม พ.ศ. 1518 เมืองโขง แขวงจำปาสัก ที่ประเทศลาว ได้เข้ามาในประเทศไทย ในครั้งวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2549 ได้เข้ามาเล่าเรียน ศึกษา อยู่ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาวิชา การค้าระหว่างประเทศ กำหนดเวลาที่จะศึกษาตามทุนที่ทางรัฐบาลลาวให้เป็นเวลา สามปีกว่า นับตั้งแต่ วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2549 ถึง วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552 หมายว่า พอถึงวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552 หรือ หากสิ้นภารกิจที่เรียนจบแล้ว นายโสพาพอน สุริยวง ต้องได้ออกจากประเทศไทยตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522
2.1.2.3.คนลาวที่เข้าเมืองผิดกฎหมายแต่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยในประเทศไทยตามกฎหมาย
คนลาวที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยในประเทศไทยด้วยเหตุผลที่ว่าทางมนุษยธรรมประเทศไทยจึงไม่ผลักดันคนเชื้อชาติลาวในกลุ่มนี้ออกออกจากประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ที่หนีภัยความตายในช่วงสมัยลาวแตกหรือในสมัยสงครามเมลิกาฝรั่งเศสกับลาว เข้ามาในประเทศไทยและบางกลุ่มก็ได้ออกจากประเทศไปยังประเทศที่สาม ซึ่งการปฏิบัติของประเทศไทยเป็นการปฏิบัติที่สอดคล้องกับกฎหมาย ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948[6] และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966[7] ที่ได้บัญญัติรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะมีและดำรงชีวิติอยู่โดยปกติสุข ดังนั้น แม้คนลาวกลุ่มนี้จะเข้าเมืองมาโดยผิดกฎหมาย แต่เมื่อประเทศไทยได้ผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในประเทศไทย สิทธิในการเข้าเมืองของคนเชื้อชาติลาวกลุ่มนี้อาศัยในประเทศไทยเป็นการอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522[8]
2.1.2.4.คนลาวที่เข้าเมืองผิดกฎหมายแต่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยในประเทศไทยตามนโยบาย
นอกจากคนลาวที่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยในประเทศไทยตามกฎหมายแล้วยังได้รับการผ่อนผันให้อาศัยในประเทศไทยตามนโยบายของรัฐ นโยบายหรือมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนี้ เป็นการอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 โดยที่ พระราชบัญญัติ ฉบับนี้ได้ให้อำนาจแก่รัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทยโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี จะอนุญาตให้คนต่างด้าวผู้ใดหรือจำพวกใดเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรภายใต้เงื่อนไขใดๆหรือจะยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ในกรณีใดๆก็ได้
ตัวอย่าง ในกรณีของ นาย เป็ง ให้ปากคำว่า เขาเกิดเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๙ จึงมีอายุ ๕๑ ปี เขาเกิด ณ หมู่บ้านหนองแต้ใหญ่ แขวงจำปาศักดิ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในขณะที่เขาเกิด ไม่มีการแจ้งการเกิดของเขาในทะเบียนราษฎรของประเทศลาว ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะว่า ในยุคนั้น ก็ยังไม่มีทะเบียนราษฎรลาว และต่อมา ก็มีปัญหาความไม่สงบในประเทศลาว จึงไม่มีใครในหมู่บ้านที่เขาเกิด ได้รับการจัดทำทะเบียนราษฎรและบัตรประชาชนลาว
ต่อมา ในราว พ.ศ.๒๕๑๕ ซึ่งมีเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศลาวในท้องที่ที่นายเป็งอาศัยอยู่มากขึ้น เขาและครอบครัวจึงอพยพหนีภัยความตายเข้ามาในประเทศไทยทางด่านช่องเตาอู ใกล้บริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่าพรานกระต่าย และมาอาศัยอยู่ที่ศูนย์อพยพแก่งยางในเขตจังหวัดอุบลราชธานี ในราว พ.ศ.๒๕๑๘
เขาไม่เคยได้รับการสำรวจจากเจ้าหน้าที่กรมการปกครองไทยเลย นับแต่เขามาอาศัยในประเทศไทย เขาจึงไม่มีชื่อปรากฏในแบบพิมพ์ประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทยที่มีชื่อว่า “ลาวอพยพ” ดังเช่นที่เพื่อนบ้านมี
ใน พ.ศ.๒๕๔๗ มีการประกาศให้คนสัญชาติลาวที่เข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย ไปแสดงตัวเพื่อขึ้นทะเบียนบุคคลในสถานะของ “แรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้าน” นายเป็งและครอบครัวจึงไปแสดงตนที่อำเภอและขอขึ้นทะเบียนดังกล่าว โดยผลของการนี้ นายเป็งถูกระบุในแบบรับรองทะเบียนประวัติของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ (ท.ร.๓๘/๑) ที่ออกโดยอำเภอบุณฑริกว่า มีสัญชาติลาว เอกสารดังกล่าวระบุว่า เขาอาศัยอยู่ ณ บ้านแมด อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งครอบครัวนับถือศาสนาพุทธ
นายเป็งมีความรู้ทางภาษาไทยในระดับฟังและพูดได้เท่านั้น ไม่สามารถอ่านหรือเขียนภาษาไทยได้เลย
อนึ่ง โดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๗ รัฐบาลไทยกำหนดเกณฑ์ที่จะให้สิทธิอาศัยชั่วคราวแก่คนต่างด้าวจากประเทศลาว พม่า และกัมพูชา หากบุคคลดังกล่าวไปแสดงตนขึ้นทะเบียนกับเขตหรือเทศบาลหรืออำเภอหรือกิ่งอำเภอ แล้วไปรับใบอนุญาตทำงานตามมาตรา ๑๒ (๒) แห่ง พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๒๑ และไปตรวจสุขภาพตามที่กำหนดในมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว
จะเห็นว่า นายเป็งได้ไปขึ้นทะเบียนบุคคลกับอำเภอบุณฑริกเท่านั้น แต่มิได้ไปรับใบอนุญาตทำงานและไปตรวจสุขภาพ นอกจากนั้น ยังไม่พบว่า นายเป็งมีชื่อในทะเบียนราษฎรของประเทศใดเลยบนโลก
นายเป็งได้อยู่กินกันฉันท์สามีภริยากับนางเผิง ซึ่งอพยพมาด้วยกันจากแขวงจำปาศักดิ์ ประเทศลาว และมีบุตรด้วยกัน ๗ คน คนแรก ก็คือ นางภูวรซึ่งเกิดเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๔ ณ บ้านแก่งยาง (ศูนย์อพยพแก่งยาง) จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากเป็นทำคลอดกันเองในป่า จึงไม่มีเอกสารรับรองการเกิดที่ออกโดยผู้ทำคลอดหรือผู้รักษาพยาบาล
นางภูวรได้แต่งงานตามประเพณีโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับ นายประสิทธิ์ และ มีบุตร ๒ คน คือ ด.ญ.นิดา อายุ ๔ ปี และ ด.ช.อำคา แก้วมั่น อายุ ๒ ปี
นายเป็งและครอบครัวประกอบอาชีพด้วยการทำงานหัตถกรรม เช่น กระติบข้าวเหนียว ฮวดนึ่งข้าว หาของป่า เพื่อนำไปแลกข้าวสาร[9] ละเอียดต่อ ข้อ 2.2.2. ในบทที่2
มติรัฐมนตรีที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฉบับนี้ จะมีอยู่ 2 กรณีด้วยกันเช่น
ก. กรณีของมติคณะรัฐมนตรีเพื่อผ่อนผันให้คนต่างด้าวเข้ามาในประเทศไทยแต่ให้มีสถานภาพที่เข้าเมืองชอบด้วยกฎหมาย
ในกรณีนี้จะเป็นมติ ครม. ที่ออกมาเพื่อ “ผ่อนผัน” ให้บุคคลที่หลบหนีเข้าเมืองอยู่อาศัยในประเทศไทยในลักษณะชั่วคราวหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ แม้บุคคลที่เข้าเมืองมาในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตเข้าเมือง แต่ด้วยสถานการณ์พิเศษ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติโดยอาศัยตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ผ่อนผันให้เข้ามาในราชอาณาจักรไทยได้ และมักกำหนดเงื่อนไขการควบคุมคนต่างด้าวนั้นไว้ ในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง มติดังกล่าวนั้น อาจรับรองสิทธิในการทำงานโดยชอบด้วยกฎหมายแก่คนต่างด้าวนั้นด้วย แต่ไม่ยอมให้สิทธิเข้าเมือง ซึ่งทำให้คนลาวในลักษณะนี้ไม่มีสถานะเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย
ขอให้สังเกตว่า กรณีที่มักเกิดขึ้นเป็นเรื่องของ “การผ่อนผัน” มิใช้ “อนุญาตให้เข้าเมือง” แต่อย่างใด เช่น มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2539 ซึ่งผ่อนผันให้ “คนต่างด้าวซึ่งมีสัญชาติพม่า เขมร และลาว” อยู่ชั่วคราวในประเทศไทยโดยมิให้สิทธิเข้าเมือง แต่ให้สิทธิในการทำงานไร้ฝีมือเป็นระยะเวลา 2 ปี[10]
ข. กรณีของมติคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุญาตให้คนต่างด้าวมีสถานภาพที่เข้าเมืองชอบด้วยกฎหมาย
ในกรณีนี้มักจะเป็นมติคณะรัฐมนตรี ที่ออกมาเพื่ออนุญาตให้บุคคลที่หลบหนีเข้าเมืองอยู่อาศัยในประเทศไทยในลักษณะชั่วคราวหรืกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ในกรณีนี้ แม้บุคคลดังกล่าวจะเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ด้วยสถานการณ์พิเศษ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา17แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง อนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรได้ แต่กำหนดกระบวนการที่จะให้สถนภาพเป็นคนเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายได้อีก[11]
2.1.2.5.คนลาวที่เกิดในประเทศไทยแต่ถูกถือว่าเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ก็ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยในประเทศไทย
ท.ร. 13 เป็นทะเบียนบ้าน ใช้สำหรับคนที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว หรือเข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เพื่อประโยชน์ในการรักษาและควบคุมการทะเบียนราษฎร การตรวจสอบพิสูจน์ตัวบุคคลและประมวลผลข้อมูลทางทะเบียนและประวัติราษฎร ให้สำนักทะเบียนกลางดำเนินการจัดเก็บข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร ตามที่ผู้อำนวยการทะเบียนกำหนดและปรับปรุงข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรให้ตรงต่อความเป็นจริงอยู่เสมอทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
เป็นแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งที่เคยรายตัวทำทะเบียนประวัติราษฎรไว้กับกรมการปกครอง และมีใบ ท.ร. 38/1แต่เป็นบุคคลที่ไม่เคยขอใบอนุญาตทำงานเลย หรือเคยขอใบอนุญาตทำงานแต่ขาดการต่ออายุใบอนุญาตการทำงานไปแล้ว และก็อาจสามารถดำเนินการเพื่อขอใบอนุญาตทำงานไหม่ได้ตามระยะเวลาหรือตามนโยบายของรัฐ
ตัวอย่าง ในกรณีของนาง บัวจันทร์
นางบัวจันทร์เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ อายุ ๔๓ ปี (ตามแบบพิมพ์ประวัติลาวอพยพที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรของรัฐไทย) นางบัวจันทร์เกิดที่บ้านห้วยลึก (กอนคำ) หมู่ที่ ๔ ตำบลม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย (ปรากฏตามหนังสือรับรองสถานที่เกิดออกโดยอำเภอเวียงแก่นเลขที่ ๑๒๘/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๙ และ ตามแบบพิมพ์ประวัติลาวอพยพ) บ้านเลขที่ ๖/ล หมู่ที่ ๑ ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย (ปรากฏตามแบบพิมพ์ประวัติลาวอพยพ) บิดาชื่อ นายเพ้า บุญยง เป็นคนเกิดในประเทศไทย มารดาชื่อนางบัวศรีซึ่งเป็นคนไทย เนื่องจากนายเพ้ามิได้จดทะเบียนสมรสกับนางบัวศรีซึ่งเป็นมารดาของนางบัวจันทร์ บุญยง จึงไม่ถือว่าเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย
สถานะบุคคลตามกฎหมายไทยของนางบัวจันทร์ บุญยง
· นางบัวจันทร์ บุญยง ไม่ได้สัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดาโดยผลของมาตรา ๗ (๑) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๔๙๕ ซึ่งถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๔๙๙ แม้จะฟังได้ว่า บิดาเป็นคนสัญชาติไทยในขณะที่นางบัวจันทร์เกิด เมื่อบิดามิใช่บิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงไม่ครบองค์ประกอบตามที่กฎหมายกำหนด