ในกรณีของกฎหมายระหว่างประเทศผู้เขียนจะได้นำไปสู่การศึกษาถึงปฏิญญาสากล อนุสัญญา กติการะหว่างประเทศ และความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยไดเข้าเป็นภาคีและไม่ได้เป็นภาคีแต่มีผลผูกพันแก่ประเทศไทยและจะมีการรับรองสิทธิในการทำงานหรือไม่ เพียง ซึ่งผู้เขียนจะได้ศึกษาเป็นกรณีดังต่อไปนี้
1.1.1. ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 ( Universal Declaration of Human Rights 1948 )
จากการศึกษาพบว่าปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดหลักการและมาตรฐานความเข้าใจร่วมกันในบทบัญญัติของกฎบัตรหะประชาชาติเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเนื่องจากกฎบัตรหะประชาชาติมิได้ให้คำจำกัดความของสิทธิมนุษย์ชนและสิทธิที่พึ่งได้รับความคุ้มครอง
ในทางทฤษฏีกฎหมายระหว่างประเทศ ปฏิญญาดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายลายลักษณ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศเหมือนสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ใช้กับรัฐ คู่สัญญา จึงมีปัญหาว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงมาตรฐานทางปรัชญา หรือมีข้อบังคับเสมือนกฎหมายลายลักษณ์อักษร ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่า ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเป็นประกาศทางรูปธรรมที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ พึ่งยึดถือปฏิบัติ[1] แต่ทั้งนี้แม้ว่าปฏิญญาฉบับนี้มิได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ได้เป็นพื้นฐานของสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนด้านอื่นๆ ที่มีผลผูกพันในทางกฎหมายในระยะต่อมา อีกทั้ง ประเทศต่างๆยังได้นำเอาสาระสำคัญของปฏิญญานี้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ในนั้นประเทศไทยเราก็ได้นำเอาเนื้อหาสาระที่สำคัญบางตอนเข้าบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของราชอาจักรไทยเช่นเดียวกัน ซึ่งการที่มีการนำเอาหลักการของปฏิญญาฯนี้ ไปประพฤติปฏิบัติซ้ำ ๆ จนถึงสภาวะการที่เรียกว่า “ตกผลึก” (Crystallization) ก็จะแปลงสภาพเป็นกฎหมายจารีตประเพณีในกฎหมายระหว่างประเทศอันมีผลบังคับดังเช่นกฎหมายได้[2]
ดังนั้น จึงเห็นได้ถึงสาระสำคัญของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนี้เป็นปฏิญญาเพื่อกำหนดหลักการหรือมาตรฐาน ความเข้าใจร่วมกันในบทบัญญัติแห่งกฎบัตรหะประชาชาติเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เนื่องจากกฎบัตรหะประชาชาติมิได้ให้คำจำกัดความของสิทธิที่พึ่งได้รับการคุ้มครอง แต่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ปฏิญญาสากลได้พัฒนาความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งในด้านที่เป็นพื้นฐานของสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนอื่นๆที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย
ปฏิญญา ฯ นี้ประกอบไปด้วยคำปรารภและข้อความอื่นๆอีก 30 ข้อ คำปรารภโดยสรุปเป็นการกล่าวถึง การยอมรับนับถือเกียรติศักดิ์และสิทธิเท่าเทียมกัน และโอนมิได้ของสมาชิกทั้งหลายแห่งครอบครัว เป็นหลักมูลเหตุแห่งความยุติธรรมและสันติภาพในโลก[3]และกล่าวถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ว่าไม่มีการไม่นำพาและเหยียดหยามต่อสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ โดยรัฐสมาชิกแห่ง สหประชาชาติต่างได้ปฏิญาณว่าจะส่งเสริมความเคารพและการปฏิบัติโดยสากลต่อสิทธิมนุษยชน และสมัชชาขอประกาศว่าปฏิญญาสากลนี้เป็นมาตรฐานร่วมกันของบรรดาประชาชนและชาติทั้งหลายเพื่อส่งเสริมการเคารพสิทธิเสรีภาพเหล่านี้
จากการศึกษาผู้เขียนพบว่าในการทำงานและประกอบอาชีพถูบัญญัติไว้ในข้อที่ 23ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในวรรค๑[4] จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าสิทธิในการทำงานของบุคคลนั้นได้รับการรับรองไว้ว่าทุกคนมีสิทธิในการเลือกงานทำอย่างเสรี ทั้งนี้โดยคำนึงถึงสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองจากการว่างงาน
ซึ่งกรณีจะเห็นได้ว่า เนื่องจากการดำรงชีวิตของมนุษย์นั้น การทำงานเป็นสิ่งสำคัญที่จะได้มาซึ่งปัจจัยในการยังชีพ ดังนั้น จึงได้มีการบัญญัติรับรองสิทธิในการทำงานเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานประการหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามการมีสิทธิในการเลือกงานโดยเสรีนั้น ปัจจัยหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ แม้ว่ามนุษย์ทุกคนที่มีสิทธิที่จะเลือกงานทำโดยเสรีนั้น ซึ่งรัฐทุกรัฐต่างก็ยอมรับสิทธิดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามสิทธิในการทำงานของคนต่างด้าวที่อาศัยในรัฐอื่นของตนนั้น ถูกจำกัดให้ทำงานได้ในบางประเภทงานเท่านั้น ทั้งนี้ เพราะต้องมีการคำนึงถึงคนชาติของตนด้วย เนื่องจากความมีอยู่อย่างจำกัดของทรัพยากรในรัฐต่างๆ
ดังนั้น การรับรองสิทธิในการทำงานนั้นภายใต้ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนี้ จึงเป็นการรับรองสิทธิที่จะมีงานทำเพื่อการดำรงชีพของมนุษย์ แต่ทั้งนี้ สิทธิในการทำงานของคนที่มิใช่คนชาติย่อมถูกจำกัดมิให้ทำงานในบางประเภท ด้วยเหตุผลในการคำนึงถึงผลกระทบที่จะมีต่อคนชาติ
1.1.2. กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ. 1966 (International Covenant on Economic Social and cultural Rights) ค.ศ. 1966.
จากการศึกษาในส่วนนี้เห็นว่าสิทธิในการทำงานนั้นเป็นสิทธิที่สำคัญซึ่งในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมได้กำหนดให้รัฐภาคีรับที่จะต้องประกันว่าสิทธิทั้งหลายที่ระบุไว้ในกติกาฉบับนี้จะใช้ได้โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใดๆในเรื่องเชื้อชาติ เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือความคิดเห็นอื่นใด ชาติหรือสังคมดั้งเดิม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่นๆ และส่งเสริมสิทธิดังกล่าวให้ค่อยเป็นเท่าที่ทรัพยากรของประเทศมีอยู่ สิทธิในการทำงานนี้ซึ่งปรากฏอยู่ในภาค ๓ข้อ ๖ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมกล่าวคือ
๑. รัฐภาคีแห่งกติกานี้รับรองสิทธิในการทำงาน ซึ่งรวมทั้งสิทธิของทุกคนในโอกาสที่จะหาเลี้ยงชีพโดยงานซึ่งตนเลือกหรือรับอย่างเสรี และจะดำเนินขั้นตอนที่เหมาะสมในการปกป้องสิทธินี้
๒.
ขั้นตอนซึ่งรัฐภาคีแห่งกติกานี้จะต้องดำเนินเพื่อให้บรรลุผลในการทำให้สิทธินี้เป็นจริงอย่างบริบูรณ์
จะต้องรวมถึงการให้คำแนะนำทางเทคนิคและวิชาชีพและโครงการฝึกอบรม
นโยบายและเทคนิคที่จะทำให้บรรลุผลในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม
และวัฒนธรรมอย่างสม่ำเสมอ
และการจ้างงานอย่างบริบูรณ์และเป็นประโยชน์ภายใต้เงื่อนไขทั้งหลายที่เป็นการปกป้องเสรีภาพขั้นพื้นฐานทางการเมืองและทางเศรษฐกิจของปัจเจกบุคคล[5]
ในประเด็นเรื่องสิทธิในการทำงานนั้นก็รับรองสิทธิในการทำงานไว้เช่นเดียวกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน แต่ได้กำหนดรายระเอียดเพิ่มเติม ให้รัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้จะต้องดำเนินเพื่อให้สิทธินี้บรรลุผลเป็นจริงอย่างเต็มที่ ทั้งนี้รัฐภาคีจะต้องมีการแนะแนวทางเทคนิคและอาชีวะตลอดจนรายการฝึกอบรมนโยบายและเทคนิคที่จะบรรลุผลสำเร็จในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
1.1.3. กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงสิทธิในการทำงานภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองดังกล่าวว่าจะได้รับรองในเรื่องสิทธิในการทำงานหรือไม่เพียงใดดังต่อไปนี้
จากการศึกษาตามข้อบทต่างๆของกติกา ฯ ฉบับนี้ผู้เขียนไม่สามารถพบเห็นหรือไม่มีข้อใดที่จะกำหนดอย่างชัดแจ้งเกี่ยวกับสิทธิในการทำงาน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กำหนดโดยตรงก็ตามแต่ก็มีบางมาตราที่ยังได้บัญญัติถึงสิทธิเสรีภาพในการก่อตั้งเข้าร่วมและการคุ้มครองแรงงานซึ่งผู้เขียนจะได้อธิบายในข้อต่อไป
1.1.4. อนุสัญญาว่าด้วยการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ ค.ศ. 1965
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงสิทธิในการทำงานภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ ว่าสิทธิในการทำงานดังจะได้มีการรับรอง และมีการเลือกปฏิบัติหรือไม่ต่อกับการทำงานหรือการประกอบอาชีพใดหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนจะได้ศึกษาดังต่อไปนี้
ผ่านจากการศึกษาของอนุสัญญาว่าด้วยการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ ผู้เขียนพบว่าสนธิสัญญาฉบับนี้ได้บัญญัติถึงสิทธิในการทำงาน ได้มีการบทบัญญัติให้รัฐภาคีห้ามหรือขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ และนอกนั้นยังรับประกันสิทธิของทุกคนให้มีความเสมอภาคกันตามกฎหมาย ซึ่งสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉเพราะอย่างยิ่ง สิทธิในการมีงานทำ สิทธิในการเลือกงานอย่างเสรี การมีสภาพงานที่เหมาะสมและน่าพึงพอใจ การได้รับความคุ้มครองจากการตกงาน การได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม การได้รับผลตอบแทนที่ยุติธรรมและน่าพอใจ[6]
1.1.5. อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1969 (Convention on the Rights of the Child 1969)
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงสิทธิในการทำงานภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กว่าเด็กจะมีสิทธิที่จะทำงานได้หรือไม่เพียงใด ซึ่งผู้เขียนจะได้ศึกษาดังต่อไปนี้
จากการศึกษาในเรื่องสิทธิในการทำงานของเด็กภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1969 ผู้เขียนยังมาสามารถพบเห็นบทบัญญัติข้อใดที่จะกำหนดให้สิทธิโดยตรงเกี่ยวกับสิทธิในการทำงานของเด็ก แต่อย่างใดก็ตามยังมีบางข้อความที่ได้กล่าวถึงรัฐโดยยอมรับความจำเป็นพิเศษของเด็กพิการที่จะสามารถอย่างมีประสิทธิผลที่จะเข้าถึง การบริการด้านการฟื้นฟูสภาพการเตรียมสำหรับการจ้างงาน และโอกาสทางด้านสันทนาการ ในลักษณะที่ส่งเสริมให้เด็กสามรถบรรลุผลสำเร็จอย่างเต็มที่เท่าที่เป็นไปได้ในการเข้ากับสังคมและการพัฒนาตนเอง ซึ่งรวมถึงการพัฒนาทางวัฒนธรรมและจิตใจด้วย[7]
1.1.6. อนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ ( ILO convention)
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงสิทธิในการทำงานภายใต้อนุสัญญาขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ และอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการทำงานที่ไทยได้เข้าเป็นภาคี ซึ่งมีผลผูกพันกับทุกประเทศ แม้ว่าประเทศนั้นไม่ได้เป็นภาคีก็ตามซึ่งจะได้ทำการศึกษาดังต่อไปนี้
ปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน
ในการประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศครั้งที่ 86 เมื่อเดือนมิถุนายน 2541 ได้รับรอง “ปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน” ซึ่งการออกปฏิญญาฉบับนี้ มีผลสืบเนื่องจากความพยายามของ ILO ในการผลักดันให้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานหลักที่กล่าวถึงข้างต้นให้จริงจังมากขึ้น นับแต่การประชุมสุดยอดด้านการพัฒนาสังคม เมื่อปี 2538 ที่มีมติให้ประเทศต่างๆ ส่งเสริมการปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงาน นอกจากนี้ในการประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกที่สิงคโปร์ เมื่อเดือนธันวาคม 2539 ได้มติให้ ILO เป็นองค์การผู้ทรงอำนาจเพียงองค์การเดียวในการผลักดันการปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงาน เท่ากับเป็นการย้ำถึงพันธะกิจของ ILO ให้ดำเนินการโดยเร่งด่วนในการรณรงค์ผลักดันให้ประเทศสมาชิกมีการให้สัตยาบันมากขึ้น โดยเฉพาะอนุสัญญาที่เป็นมาตรฐานแรงงานหลัก สำหรับกรณีที่ให้สัตยาบันแล้วก็ต้องมีการพัฒนาที่ได้เป็นผลเรื่องนั้นๆ[8]
วัตถุประสงค์หลักของปฏิญญาเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการในการทำงานโดยมีเนื้อหา อาทิ กำหนดพันธะกิจให้ประเทศสมาชิเคารพและปฏิบัติตามและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานซึ่งถือเป็นสิทธิมนุษยชนด้วย ปฏิญญาได้ยั้งยืนว่า ILO เป็นองค์กรที่ทรงอำนาจที่รับผิดชอบดำเนินการด้านมาตรฐานแรงงาน และกำหนดให้ ILO ช่วยเหลือประเทศสมาชิกในการปฏิบัติตามหลักการ ตลอดจนให้องค์การระหว่างประเทศอื่นๆเกี่ยวกับILO มีส่วนในการส่งเสริมหลักการนี้ด้วย
1.1.6.1.ประเทศไทยผูกพันกับทุกประเทศแม้ประเทศนั้นไม่ได้เป็นภาคี(Opened convention)
ผลจากการศึกษาสิทธิในการทำงานของคนลาวในประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาระหว่าประเทศที่เกี่ยวกับสิทธิในการทำงานซึ่งประเทศไทยจะต้องมีข้อผูกพันกับนาๆประเทศ ถึงแม้ว่าประเทศดังยังไม่ได้เป็นภาคีก็ตาม เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี โดยการภานุวัติเมื่อวันที่ 28 มกรคม 2546 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546
อนุสัญญาฉบับนี้เป็นนุสัญญาที่เปิดโอกาสให้ทุกรัฐเข้าร่วม และจะต้องได้รับการภานุวัติการตามมาตรา 17 และ 19 วรรค 2
อนุสัญญา ฯ ดังกล่าวโดยมีเนื้อหาสาระทีสำคัญคือ มุ่งประสงค์ให้รัฐภาคีห้ามและขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ในการจำแนก กีดกันหรือการเลือกโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของเชื้อชาติ สีผิว เชื้อสาย หรือชาติกำเนิด หรือเผ่าพันธุ์กำเนิด
ส่วนในบทบัญญัติที่เกี่ยวกับสิทธิในการทำงาน ได้บัญญัติให้รัฐภาคีห้าม หรือขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ และประกันสิทธิของทุกคนให้มีความเสมอภาคกันตามกฎหมาย ซึ่งสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิในการมีงานทำ ในการเลือกงานอย่างเสรี การมีสภาพในการทำงานที่เหมาะสมและน่าพอใจ การได้รับการคุ้มครองการได้รับค่าจ้างไม่เป็นธรรม การได้รับผลตอบแทนที่ยุติธรรมและน่าพอใจ และสิทธิในการจัดตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงานเป็นต้น
1.1.6.2. ประเทศไทยผูกพันกับประเทศแม้ประเทศนั้นไม่ได้เป็นภาคี
แม้ว่าประเทศลาวยังไม่ได้เป็นภาคีต่ออนุสัญญาในประเภทก็ตามแต่ในทางปฏิบัติแล้วคงปฏิเสธไม่ได้ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการปกป้องสิทธิของแรงงานเคลื่อนย้ายละหว่างประเทศ ที่ ประเทศลาวไม่ได้เป็นภาคีก็ตามเพราะโดยผลของอนุสัญญาว่าด้วยการไม่เลือกปฏิบัติทุกรูปการทีประเทศไทยได้เป็นภาคี และ ในกรณีสนธิสัญญาที่ประเทศไทยยังมิได้ให้สัตยาบัน หรือมิได้ผูกพันเข้าเป็นภาคี ย่อมมีผลในประเทศไทยได้โดยตรง หากสนธิสัญญาฉบับนั้นเป็นหลักฐานในการประมวลกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศหรือหลักกฎหมาย ดังเช่นที่ศาลอุทธรณ์ในคำพิพากษาที่ ๒๙๖๕/๒๕๓๘ เคยนำอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ มาใช้ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมิได้ผูกพันเข้าเป็นภาคี
สนธิสัญญาที่ประเทศไทยยังมิได้ให้สัตยาบัน หรือมิได้ผูกพันเข้าเป็นภาคี ย่อมมีผลในประเทศไทยได้โดยอ้อม ทั้งนี้ โดยอาศัยจุดเกาะเกี่ยวหรือหาจุดเชื่อมโยงในการนำมาใช้ หรือใช้ในการตีความกฎหมายภายใน ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๓๔/๒๕๔๒ ใช้อนุสัญญากรุงปารีสว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (๑๙๖๗) ในการตีความคำว่า “เครื่องหมายการค้าที่แพร่หลาย” (Well-Known Mark) ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔
ดังนั้นในปัจจุบันเราคงไม่อาจปฏิเสธความมีผลของกฎหมายระหว่างประเทศทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งได้แก่สนธิสัญญา และไม่เป็นลายลักษณ์อักษรสนธิสัญญาในประเทศไทยได้ เนื่องจากประเทศไทยไม่อาจปฏิเสธถึงการมีนิติสัมพันธ์กับรัฐต่างประเทศหรือเอกชนของรัฐต่างประเทศได้ กฎหมายระหว่างประเทศทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษรจำนวนมากได้ให้การรับรองคุ้มครองเอกชนของรัฐส่งผลให้กฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบันเข้ามามีผลกระทบต่อเอกชนโดยตรงไม่ว่าจะเป็นในทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมือง เป็นต้น
1.1.7. ความตกลงในกลุ่มประเทศอาเซียน
อาเซียได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ริเริ่ม เพื่อสร้างสันติภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันนำมาซึ่งเสถียรภาพทางการเมือง และความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรม และเมื่อการค้าระหว่างประเทศในโลกมีแนวโน้มกีดกันการค้ามีการขยายตัวขึ้นจึงทำให้อาเซียนได้หันมามุ่งเน้นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศกันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงไว้ซึ่งวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการคือ 1) ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรมในภูมิภาค 2) รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาค และ 3) ใช้เป็นเวทีแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในภูมิภาค
หลังจากได้มีกรอบข้อตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on service 1995) ซึ่งวัตถุประสงค์ของข้อตกลงฉบับนี้มีขึ้นเพื่อความร่วมมือและการเปิดเสรีการค้าบริการ โดยพิจารณาประกอบกับความผูกพันที่ได้ให้ไว้กับ GATS เนื้อหาสาระว่าด้วยความตกลงการค้าบริการนั้นมีขึ้นเพื่อขจัดมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆและข้อจำกัดของการเข้าสู่ตลาด ห้ามมาตรการการกีดกันทางการค้าที่อาจะออกมาใหม่ และข้อจำกัดของการเข้าสูตลาด
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 ได้มีการประชุม ASEAN Negotiating Group on service ด้วยกันหลายครั้ง และในการประชุมแต่ละครั้งก็จะเป็นการเจรจาเรื่องการค้าบริการโดยประสงค์ที่จะลดอุปสรรคหรือเป็นการเจรจาในเรื่องของข้อจำกัดของการเข้าสู่ตลาด ในขณะเดียวกันก็ประสงค์ที่จะให้รัฐสมาชิกตระเตรียมพิจารณาอุปสรรคของการเข้าสู่ตลาด หรือการเข้ามาประกอบอาชีพต่างด้าว ฉะนั้นรัฐสมาชิกอาจต้องวางแผนที่จะปรับกฎหมายหรือนโยบายให้อนุวัติการไปตามผลในการเจรจาแต่ละครั้ง เพื่อบรรลุถึงวัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่มทางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้
ประเทศไทยได้ยื่นข้อเสนอ (Indicative offers) สำหรับทำ Indicative offer for final package of commitment ในสาขาบริการ 6 สาขา ได้แก่ 1) สาขาบริการธุรกิจ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องการปฏิบัติเยื่องชาติ 2) สาขาก่อสร้าง ไม่ผูกพันเฉพาะอาชีพวิศวกรโยธา 3) สาขาบริการด้านการเงิน 4) สาขาส่งทางอากาศ 5) สาขาท้องเที่ยว และ6) สาขาบริการโทรคมนาคมซึ่งประเทศไทยไม่ผูกพันใน Mode of supply ที่ 4 คือ presence of Natural Person
ความร่วมมือในกลุ่ม ASEAN ได้มีกรอบของข้อตกลงว่าด้วยบริการ (Framework Agreement on Trade in Services) แต่ในส่วนของการให้บริการของบุคคลธรรมดาใน Mode of supply ที่ 4 คือ presence of Natural Person ยังมีข้อจำกัดอยู่มากทั้งในเรื่องของการเข้าสู่ตลาด และการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ ฉะนั้น งานอาชีพหรือวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการและถูกสงวนไว้สำหรับสำหรับคนชาติยังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะประเทศต่างๆใน ASEAN ก็ยังไม่ผูกพันเกี่ยวกับการทำงานข