2.2. ภายใต้กฎหมายไทย
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงกฎหมายที่รับรองสิทธิในการทำสัญญาจ้างแรงงานภายใต้กฎหมายลาวว่ากฎหมายไทยว่าจะรับรองสิทธิของบุคคลที่จะทำสัญญาเกี่ยวกับการจ้างงานนั้นสอดคล้องกับกฎหมายและกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ ในกรณีที่ไม่สอดคล้องกันหรือมีการขัดกันทางกฎหมายแล้วกฎหมายไทยจะให้สิทธิหรืออำนาจตามกฎหมายของประเทศใด
จากการศึกษาสิทธิในการทำสัญญาจ้างแรงงานภายใต้กฎหมายไทยพบว่ากฎหมายที่รับรองสิทธิในการทำสัญญาจ้างแรงงานมีสามกฎหมายด้วยกันเช่น1)รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2) พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายและ 3) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย ซึ่งผู้เขียนจะได้ศึกษาดังต่อไปนี้
2.2.1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงรัฐธรรมนูญไทยว่าในรัฐธรรมนูญของไทยนั้นจะให้สิทธิของบุคคลหรือไม่ในการทำสัญญาในการจ้างงานหรือมีการจำแนกจำกัดระหว่างเพศหรืเผ่าหรือบางกลุ่มคนเท่านั้นจึงสามารถทำสัญญาได้
จากการศึกษาสิทธิในการทำสัญญาจ้างแรงงานภายใต้รัฐธรรมนูญลาวผู้เขยีนพบได้ว่าในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้บัญญัติไว้ว่าบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกันการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม[1] และบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมการจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนการจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิ์ภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน[2]
2.2.2. พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงสิทธิในการทำสัญญาจ้างแรงงานภายใต้กฎหมายการขัดกันของกฎหมายไทยในเมื่อมีกรณีมีข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญาที่มีสัญชาติต่างกันหากมีการทำสัญญาขึ้นแล้วไม่สามารถที่จะปฏิบัติต่อกันมีการขัดกันทางกฎหมายแล้วจะนำใช้กฎหมายของประเทศใด เช่น
ตัวอย่าง ในกรณีของนาย เป็ง ดังที่ได้กล่าวมาในข้อที่ 2.1.2.4. โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า ศาลไทยจะต้องใช้กฎหมายของประเทศใดในการกำหนดความสามารถในการทำนิติกรรมของนายเป็ง ? เพราะเหตุใด ?
โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล นิติสัมพันธ์ของเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศย่อมตกอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล และหากนิติสัมพันธ์ของเอกชนนั้นมีลักษณะเป็น “นิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศ” นิติสัมพันธ์นี้ก็ย่อมตกอยู่ภายในกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายของรัฐที่มีการกล่าวอ้างความเป็นระหว่างประเทศของนิติสัมพันธ์ ทั้งนี้ ไม่ว่าคู่กรณีอีกฝ่ายจะเป็นรัฐหรือองค์กรของรัฐก็ตาม
ในกรณีที่มีการกล่าวอ้างความเป็นต่างด้าวของนาย เป็ง จึงจะต้องนำเอาหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลมาใช้ในการพิจารณาความสามารถของบุคคลดังกล่าว ซึ่งกฎหมายนี้ก็รับรองให้ใช้กฎหมายขัดกันของรัฐที่มีการกล่าวอ้างนิติสัมพันธ์ เว้นแต่กรณีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น
ในเมื่อมีการกล่าวอ้างความสามารถของนาย เป็งในประเทศไทย จึงจะต้องใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ ในการเริ่มพิจารณานิติสัมพันธ์
โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ความสามารถโดยทั่วไปของบุคคลตกอยู่ภายใต้มาตรา ๑๐ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ ซึ่งกำหนดว่า "ความสามารถและความไร้ความสามารถของบุคคลย่อมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้น" ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ภายใต้กฎหมายขัดกันไทย ความสามารถของบุคคลย่อมตกอยู่ภายใต้กฎหมายสัญชาติของบุคคล หรือกล่าวอย่างชัดเจน ก็คือ กฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคล
แต่ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายเป็งไม่อาจได้สัญชาติไทยเพราะไม่มีจุดเกาะเกี่ยวประเทศไทยอันทำให้ได้สัญชาติไทย อีกทั้งยังไม่ปรากฏเอกสารรับรองความเป็นคนสัญชาติลาวจากรัฐลาว แม้มีเอกสารของทางราชการไทยระบุว่า นายเป็งมีสัญชาติลาว ก็ไม่อาจทำให้นายเป็งมีสถานะเป็น “คนสัญชาติลาว” โดยความเป็นจริง นายเป็งก็ยังตกเป็น “คนไร้สัญชาติ” จึงไม่อาจจะหากฎหมายสัญชาติมากำหนดความสามารถได้ ในกรณีเช่นนี้ จึงจะต้องใช้มาตรา ๖ วรรค ๓ ในการแก้ปัญหาการขัดกันแห่งสัญชาติของบุคคลธรรมดาในทางลบที่เกิดขึ้น (NegativeConflict of Nationalities) กล่าวคือ “สำหรับบุคคลผู้ไร้สัญชาติ ให้ใช้กฎหมายภูมิลำเนาของบุคคลนั้นบังคับ ถ้าภูมิลำเนาของบุคคลนั้นไม่ปรากฏ ให้ใช้กฎหมายของประเทศซึ่งบุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่บังคับ” ดังนั้น จึงต้องย้อนไปพิจารณาว่า นายเป็งมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยหรือไม่
โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า ครอบครัวของนายเป็งตั้งบ้านเรือนอยู่ในประเทศไทย โดยผลของมาตรา ๓๗ แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทย จึงต้องถือว่า นายเป็งย่อมมีภูมิลำเนามีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ดังนั้นความสามารถในทางกฎหมายของเขาจึงตกอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ทั้งนี้ โดยผลของมาตรา ๑๐ และมาตรา ๖ วรรค ๓ แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ จึงต้องเอาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยมาใช้ในการกำหนดปัญหาความสามารถของเขาได้เลย[3]
ตัวอย่าง นายพอนไชย เป็นลูกจ้าง มีสัญชาติลาว อายุ 19 ปี ได้ทำสัญญากับ เจ้าของร้านอาหาร(ที่เป็นพรับสถานที่การบันเทิง) ที่มีสัญชาติไทย เป็นนายจ้าง สัญญาทำอยู่ร้านอาหาร ดินแดง ซอย 23 ปากซอย มอเหลัง ได้รับเงินเดือน 6000บาดต่อเดือน ซึ่งมีวันพักผ่อน 2วันต่อเดือน และ อีกในกรณีหนึ่ง คือ นาย ผาสุกเป็นลูกจ้าง อายุ 18 ปี ได้ทำงาน อยู่ร้านขายไอศกรีม อยู่สุขุมวิด ซึ่งได้รับเงิน 4800 บาดต่อเดือน ทั้งสองกรณีนี้สัญญาได้ทำขึ้นในประเทศไทย ถ้าหากเกิดกรณีมีข้อพิพาทระหว่างนายจ้างและลูกจ้างจะนำใช้กฎหมายของประเทศใดมาบังคับ
จากปัญหาดังกล่าวจึงมีประเด็นอยู่ที่ว่า ปัญหาเรื่องความสามารถของบุคคลที่จะทำสัญญา โดยอิงตามกฎหมายของประเทศแล้วบุคคลที่จะถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถได้หรือบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุครบ ยี่สิบปีบริบูรณ์[4] ส่วนในกฎหมายลาวนั้นบุคคลที่จะถือได้ว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถได้หรือทำสัญญาได้นั้นต้องเป็นบุคคลที่มีอายุครบ สิแปดปีบริบูรณ์
โดยปกติแล้วหากเกิดมีข้อพิพาทกันแล้วจะต้องได้นำใช้กฎหมายของบ่อนที่มีทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ หรืออาจจะอิงตามบ่อนที่ข้อพิพาทเกิดขึ้นเป็นกฎหมายที่นำมาปรับใช้และอีประการณ์หนึ่งก็คือในสถานที่ที่สัญญาเกิดขึ้น ถ้าสัญญาทำขึ้นอยู่ที่ใดก็จะต้องนำเอากฎหมายของประเทศนั้นมาปรับใช้[5]
2.2.3. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษากฎหมายที่รับรองถึงสิทธิในการทำสัญญาจ้างแรงงานภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย ว่าจะมีการรับรองสิทธิในการทำสัญญาการจ้างงานหรือไม่และจะมีใครบ้าง ที่สามารถเข้าร่วมในการทำสัญญาในการจ้างงานได้ ซึ่งผู้เขียนจะได้ทำการศึกษาดังต่อไปนี้
จากการศึกษาภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยบุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายี่สิบปีบริบูรณ์[6]และในกรณีผู้ที่ได้ทำการสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วก็จะถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถในการกระทำใดๆได้ทั้งสิ้นหรือสามารถทำสัญญาได้[7] ในกรณีที่ผู้เยาว์ประกอบธุรกิจหรือเป็นลูกจ้างในสัญญาจ้างแรงงาน ผู้แทนที่ชอบด้วยกฎหมายอาจให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ในการประกอบธุรกิจทางการค้าหรือธุรกิจอื่น หรือในการทำสัญญาเป็นลูกจ้างในสัญญาจ้างแรงงานได้ ในกรณีที่ผู้แทนโดยชอบธรรมไม่ให้ความยินยอมโดยไม่มีเหตุอันสมควร ผู้เยาว์อาจร้องขอต่อศาลให้สั่งอนุญาตได้ในความเกี่ยวพันกับการประกอบธุกิจหรือการจ้างแรงงาน[8]
[1]มาตร 30 แห่ง รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550.
[2]มาตร 43 แห่ง รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550.
[3] archan well.org .
[4]มาตรา 19 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
[5]มารตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2441.
[6]มาตรา 19 , อ้างแล้ว.
[7]มาตรา 20 , อ้างแล้ว.
[8]มาตรา 27 , อ้างแล้ว.
ดาวค่ะเรียนโทที่มหาลัยมหานคร กทม.อยากรู้กฏหมายเกี่ยวกับการไปเปิดร้านอาหารในลาว คุณพอรู้มั๊ยค่ะ