การศึกษาบทนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงว่าสิทธิในการทำงานเป็นสิทธิที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายภายในหรือไม่ซึ่งผู้เขียนได้ทำการศึกษาใน3 ส่วนคือ (1) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการทำงาน (2) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองแรงงาน (3) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานสัมพันธ์ วิธีการศึกษาในบทนี้จะเป็นการศึกษาบทบัญญัติกฎหมายว่า คนลาวในประเทศไทยจะมีสิทธิในการทำงานตามกฎหมายหรือไม่ เพียงใด ภายใต้กฎหมายไทยดังกล่าวมีความสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่
ผู้เขียนวิทยานิพนธ์ได้ทำการตรวจสอบพบบทบัญญัติแห่งกฎหมายภายในซึ่งเกี่ยวข้องในเรื่องสิทธิในการทำงานและขอเสนอผลการศึกษาดังนี้
1.2.1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงสิทธิในการทำงานภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยว่าสิทธิดังกล่าวนี้จะได้ถูกรับรองหรือยอมรับจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรหรือไม่อย่างไรดังต่อไปนี้
จากการศึกษาผู้เขียนพบว่าสิทธิในการทำงานนี้เป็นสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนควรมี เพื่อหาปัจจัยในการดำรงชีพ และประเทศไทยเองก็ได้ตระหนักถึงสิทธิดังกล่าว ซึ่งได้ถูกการรับรองสิทธิอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งรวมไปถึงสิทธิในการทำงาน ในบทนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงสิทธิในการทำงานที่ได้รับการรับรองภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในสองลักษณะด้วยกัน คือ สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และสิทธิในการทำงานของบุคคล
ภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชาอาณาจักรไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้มีบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับการรับรองเสรีภาพในการประกอบอาชีพของบุคคลเรื่อยมา โดยในช่วงปี 2492เป็นต้นมา ได้มีการตั้งเงื่อนไขไว้ว่าการจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพนั้น สมารถกระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะความปลอดภัยของประเทศ เศรษฐกิจแห่งชาติ หรือสวัสดีภาพของประชาชน เว้นแต่เพียงในรัฐธรรมนูญใน พ.ศ. 2521 ที่มิได้มีการบัญญัติรับรองสิทธิในการทำงานไว้ แต่อย่างไรก็ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 ได้มีการกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมการฝึกอาชีพตามความเหมาะสม และความต้องการของประเทศ รัฐพึ่งช่วยเหลือผู้ยากไร้ได้รับทุนและปัจจัยต่างๆในการฝึกอาชีพด้วย
ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ฉบับปัจจุบัน การรับรองสิทธิในการทำงานของบุคคล ซึ่งปรากฏในส่วนที่ 6 อันเป็นหมวดที่ว่าด้วย “สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ” ซึ่งในรัฐธรรมนูญมาตรา 43วรรค1ได้บัญญัติไว้ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม[1]
จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติรัฐธรรมนูญได้มีการจัดขนาดแห่งการให้หลักประกันหรือรับรองสิทธิและเสรีภาพไว้ต่างกันอาทิ การรับรองสิทธิและเสรีภาพไว้เด็ดขาด การรับรองสิทธิและเสรีภาพไว้อย่างกลาง และ การรับรองสิทธิและเสรีภาพไว้ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย[2]
การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย บทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วยโดยอนุโลม[3]
เมื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 แล้ว รัฐไทยก็มีการยอมรับสิทธิในการที่จะมีงานทำของบุคคล แต่ทั้งนี้รัฐที่จะสามารถที่จะจำกัดสิทธิในการทำงานได้ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดีภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรืขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน[4]
ดังนั้น ในกรณีนี้ การจำกัดสิทธิในการทำงานของคนต่างด้าว หรือคนที่มิใช่คนชาติได้ต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมายเท่านั้น และการกระทำเพียงจำกัดสิทธิเท่านั้น แต่จะเพิกถอนสิทธิมิได้
1.2.2. พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าวพ.ศ. 2551
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงสิทธิในการทำงานภายใต้พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าวพ.ศ. 2551 ว่าสิทธิดังกล่าวจะได้ถูกรับรองไว้ในพระราชบัญญัติ ฯ นี้หรือไม่ เพียงใดดังต่อไปนี้
จากการศึกษาผู้เขียนพบว่า พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าวฉบับนี้ได้มีการรับรองสิทธิในการทำงานได้บนพื้นฐานและเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าวและเป็นไปตามตามข้อกำหนดในกฎกระทรวง โดยคำนึงถึงความมั่นคงของชาติ โอกาสในการประกอบอาชีพของคนไทยและความต้องการของคนต่างด้าวที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้จะกำหนดให้แตกต่างกันระหว่างคนต่างด้าวทั่วไปกับคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานและคนต่างด้าวที่ไม่อาจขอรับใบอนุญาตทำงานได้[5] ในการอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือตามกฎหมายอื่น ให้ผู้อนุญาตตามกฎหมายดังกล่าวมีหนังสือแจ้งการอนุญาตนั้นต่อนายทะเบียนพร้อมด้วยรายละเอียดที่อธิบดีกำหนดโดยเร็ว[6] นอกนั้นในพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังอนุญาตให้คนต่างด้าวทำได้แต่ไม่อาจที่จะขอรับใบอนุญาตทำงานตามมาตรา 9 เพราะเหตุดังต่อไปนี้ อาจขอรับใบอนุญาตต่อนายทะเบียนเพื่อทำงานตามประเภทที่คณะรัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามข้อเสนอแนะของกรรมการ โดยคำนึงถึงความมั่นคงของชาติและผลกระทบต่อสังคม
1) ถูกเนรเทศตามกฎหมายว่าด้วยการเนรเทศและได้รับการผ่อนผันให้ไปประกอบอาชีพ ณ ที่แห่งใดแทนการเนรเทศหรืออยู่ในระหว่างรอการเนรเทศ
2) เข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง แต่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการรอส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
3) ถูกถอนสัญชาติตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515หรือตามกฎหมายอื่น
4) เกิดในราชอาณาจักรแต่ไม่ได้รับสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515
5) เกิดในราชอาณาจักรแต่ไม่ได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ
การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามวิธีกำหนดในกฎกระทรวง[7] และในประเด็นสุดท้าย ถึงแม้ว่าห้ามมิให้ตนต่างด้าวทำงานใดนอกจากงานตามมาตรา 7 และได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน เว้นแต่คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าเมืองเพื่อทำงานอันจำเป็นและเร่งด่วนที่ที่มีระยะเวลาทำงานไม่เกินสิบห้าวัน แต่คนต่างด้าวจะทำงานนั้นได้ เมื่อได้มีหนังสือแจ้งให้นายทะเบียนทราบ[8]
กล่าวโดยสรุปเมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าวฉบับนี้แล้วเห็นได้มีการรับรองในเรื่องสิทธิในการทำงานของบุคคลทั้งในกรณีที่คนเข้าเมืองถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย ทั้งบุคคลที่มีสิทธิอาศัยชั่วคราวและบุคคลที่ไม่มีสิทธิอาศัยแต่ได้รับการผ่อนผันให้อยู่เป็นการชั่วคราวในระยะเวลารอส่งกลับ ทั้งนี้เพราะรัฐไทยถือว่าสิทธิในการทำงานนั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคล ฉะนั้นรัฐไทยจึงอนุญาตให้ทำงานได้บนพื้นฐานของข้อกำหนดกฎหมายและเป็นไปตามแบบวิธีของกฎกระทวง
[1]มาตรา 43 วรรค 1 แห่ง รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550.
[2]ศจ.ดร.หยุด แสงอุทัย, หลักรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งทั่วไป,คำบรรยายปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่7,โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2513.
[3]มาตรา 29, และ มาตรา 6, แห่ง รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550.
[4]มาตรา 43 วรรค2 แห่ง รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550.
[5]มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551.
[6]มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551.
[7]มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551.
[8]มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551.
สวัสดีค่ะ
เขียนเป็นนักวิชาการค่ะ ได้ให้ความรู้กฏหมาย
ขอบคุณค่ะ