ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษากฎหมายที่รับรองสิทธิในการทำสัญญาจ้างแรงงานทั้งกฎหมายระหว่างประเทศหรืออนุสัญญาที่ทั้งประเทศไทย และประเทศลาวได้มีข้อผูกพันตลอดถึงกฎหมายภายในของรัฐไทยและรัฐลาวนั้นที่มีอยู่ว่าสามารถรองรับสิทธิในการทำสัญญาในการจ้างงานได้หรือไม่อย่างไร ซึ่งผู้เขียนจะได้ทำการศึกษาดังต่อไปนี้

 

   2.1. ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

 

            จากการศึกษาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศผู้เขียนพบว่ากฎหมายที่รับรองสิทธิในการทำสัญญาจ้างแรงงานมีอยู่สี่กฎหมายด้วยกันเช่น 1) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 2) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม 3) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และ 4) อนุสัญญาว่าด้วยการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ ซึ่งผู้เขียนจะได้ทำการศึกษาดังต่อไปนี้

 

         2.1.1.ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948

               จากการศึกษาสิทธิในการทำสัญญาจ้างแรงงานภายใต้ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พบว่าปฏิญญาสากล ฯ ดังกล่าวได้กำหนดไว้ว่า บุคคลมีสิทธิที่จะทำงานที่จะเลือกงานทำอย่างเสรี[1] บุคคลจะไม่มีการจำแนกความแตกต่างในเรื่องใดๆเช่น เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา เหล่ากำเนิดหรือสถานะอื่นใดล้วนแต่มีความเสมอภาคกันในการที่จะทำสัญญาในการจ้างงานได้

 

            2.1.2.กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ. 1966

 

                  จากการศึกษาสิทธิในการทำสัญญาจ้างแรงงานภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วย

สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม พบว่าในกติกา ฯ ดังกล่าวได้บัญญัติเอาไว้ว่ารัฐภาคีแห่งกติกานี้รับที่จะประกันสิทธิอันเท่าเทียมกันของบุรุษและสตรีในการที่จะอุปโภคสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมทั้งปวง ดังที่ได้ระบุไว้ในกติกานี้[2] และยังได้กำหนดให้รัฐภาคีแห่งกติกานี้รับรองสิทธิในการทำงาน ซึ่งรวมทั้งสิทธิของทุกคนในโอกาสที่จะหาเลี้ยงชีพโดยงานซึ่งตนเลือกหรือรับอย่างเสรี และจะดำเนินขั้นตอนที่เหมาะสมในการปกป้องสิทธินี้ ขั้นตอนซึ่งรัฐภาคีแห่งกติกานี้จะต้องดำเนินเพื่อให้บรรลุผลในการทำให้สิทธินี้เป็นจริงอย่างบริบูรณ์ จะต้องรวมถึงการให้คำแนะนำทางเทคนิคและวิชาชีพและโครงการฝึกอบรม นโยบายและเทคนิคที่จะทำให้บรรลุผลในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างสม่ำเสมอ และการจ้างงานอย่างบริบูรณ์และเป็นประโยชน์ภายใต้เงื่อนไขทั้งหลายที่เป็นการปกป้องเสรีภาพขั้นพื้นฐานทางการเมืองและทางเศรษฐกิจของปัจเจกบุคคล[3]

 

            2.1.3.กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966

 

                    จากการศึกษาในกติกา ฯ ฉบับนี้ไม่มีบทบัญญัติข้อใดที่กำหนดเรื่องสิทธิในการทำสัญญาจ้างแรงงานโดยตรง แต่ยังมีบางข้อที่ได้กำหนดถึงบุคคลทั้งปวงย่อมเสมอกันตามกฎหมาย และมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันตามกฎหมาย โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใด ๆ ในกรณีนี้ กฎหมายจะต้องห้ามการเลือกปฏิบัติใด ๆ และต้องประกันการคุ้มครองบุคคลทุกคนอย่างเสมอภาคและเป็นผลจริงจังจากการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลใด เช่น เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือความคิดเห็นอื่นใด เผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่น ๆ[4]

 

            2.1.4.อนุสัญญาว่าด้วยการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ

 

                     โดยสอดคล้องกับพันธกรณีขั้นพื้นฐานที่ได้กำหนดไว้ในอนุสัญญาฉบับนี้ รัฐภาคีรับรองว่าจะห้ามและการจำกัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบและรับประกันสิทธิเสมอภาคต่อหน้ากฎหมายให้แก่ทุกคน โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ สีผิว ต้นกำเนิดด้านเชื้อชาติ และเผ่าพันโดยเฉพาะ สิทธิในการทำงาน สิทธิในการเลือกงานทำ ในเงื่อนไขที่ยุติธรรมและเป็นที่พึงพอใจ ได้รับการปกป้องต่อภัยว่างงาน ได้รับเงินเดือนเท่าเทียมกัน ในงานเดียวกัน ได้รับค่าตอบแทนที่ยุติธรรมและเป็นที่หน้าพอใจ[5]

 



[1]ข้อ 23 (1) แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948.

[2]ข้อ 3 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ค.ศ. 1966.

[3]ข้อ 6, อ้างแล้ว.

        http://www.statelessperson.com/www/?q=node/1371

[4]ข้อ 16, อ้างแล้ว.

[5]ข้อ 5 แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบค.ศ. 1969.