2.3. ภายใต้กฎหมายลาว
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงกฎหมายที่รับรองสิทธิในการทำสัญญาจ้างแรงงานภายใต้กฎหมายลาวว่ากฎหมายลาวจะรับรองสิทธิของบุคคลที่จะทำสัญญาเกี่ยวกับการจ้างงานนั้นสอดคล้องกับกฎหมายและกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ ในกรณีที่ไม่สอดคล้องกันหรือมีการขัดกันทางกฎหมายแล้วกฎหมายลาวจะให้สิทธิหรืออำนาจตามกฎหมายของประเทศใด
จากการศึกษาสิทธิในการทำสัญญาจ้างแรงงานภายใต้กฎหมายลาวพบว่ากฎหมายที่รับรองสิทธิในการทำสัญญาจ้างแรงงานมีสามกฎหมายด้วยกันเช่น 1)รัฐธรรมนูญลาว 2)กฎหมายขัดกันลาว และ 3) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของลาว ซึ่งผู้เขียนจะได้ศึกษาดังต่อไปนี้
2.3.1. รัฐธรรมนูญลาว
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงรัฐธรรมนูญลาวว่าในรัฐธรรมนูญลาวของลาวนั้นจะให้สิทธิของบุคคลหรือไม่ในการทำสัญญาในการจ้างงานหรือมีการจำแนกจำกัดระหว่างเพศหรืเผ่าหรือบางกลุ่มคนเท่านั้นจึงสามารถทำสัญญาได้
จากการศึกษาสิทธิในการทำสัญญาจ้างแรงงานภายใต้รัฐธรรมนูญลาวผู้เขยีนพบได้ว่าในรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาว พลเมืองลาวทุกคน โดยไม่จำแนกหญิง ชาย สถานะทางด้านสังคม ระดับการศึกษา ความเชื่อถือ และชนเผ่าล้วนแต่มีสิทธิเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย[1] คนลาวทุกคนมีสิทธิในการทำงาน และประกอบอาชีพที่ไม่ขัดกับกฎหมาย ผู้ทำงานมีสิทธิได้รับการพักผ่อน ได้รับการรักษาในเวลาเจ็บป่วย ได้รับความช่วยเหลือในกรณีที่หมดความสามารถทำงาน พิการ สลา(เถ้าแก่) และในกรณีอื่นๆตามที่ได้กำหนดไว้ในกฎหมาย[2] และทุกคนยังมีสิทธิร้องทุก ร้องฟ้อง และเสนอความคิดเห็นต่อองค์การที่เกี่ยวพันธ์ถึงสิทธิและผลประโยชน์รวม หรือผลประโยชน์เฉพาะของตน คำร้องฟ้อง คำร้องทุกและความเห็นนั้นต้องได้รับการพิจารณาและแก้ไขตามที่ได้กำหนดไว้ในกฎหมาย
2.3.2. กฎหมายขัดกันลาว
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษากฎหมายที่รับรองถึงสิทธิในการทำสัญญาจ้างแรงงานภายใต้กฎหมายการขัดกันของลาวในระบบกฎหมายลาวจะมีกฎหมายขัดกันหรือไม่อย่างไร ดังต่อ
ไปนี้
ในระบบกฎหมายของลาวยังไม่มีตัวบทที่เป็นกฎหมายขัดกันเฉพาะฉะนั้นจึงทำให้คนลาวรวมถึงนักกฎหมายบางคนยังเข้าใจว่าในระบบกฎหมายของยังไม่มีกฎหมายการขัดกันเพราะด้วยเหตุผลที่ว่ากฎหมายลาวทุกกฎหมายที่รัฐออกมานั้นไม่มีการขัดกันทุกกันกฎหมายมีการลงตัวกันดังนั้นจึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะสร้างกฎหมายการขัดการเป็นอันเฉพาะ ถึงอย่างไรก็ตามผู้เขียนได้ศึกษาตามข้อเท็จจริงและกฎมายของลาวถึงแม้ว่าในระบบกฎหมายของลาวจะไม่มีกฎหมายขัดเป็นอันเฉพาะแต่ผู้เขียนยังพบว่าในกฎหมายของลาวได้บัญญัติถึงการขัดกันทางกฎหมายหรือการขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจของศาลในเมื่อหากเกิดมีข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีที่มีถิ่นที่อยู่หรือมีภูมิลำเนาต่างกันนั้นก็ให้ถือเอาบ่อนที่เหตุการณ์หรือข้อขัดแย้งนั้นได้เกิดขึ้นหรือบ่อนที่ทรัพย์สินตั้งอยู่หรือบ่อนที่จำเลยยู่หรืออาศัยยู่นั้นเป็นศาลที่มีสิทธิมีอำนาจในการตัดสิน[3] หรือให้ปฏิบัติสนธิสัญญาร่วมมือทางด้านยุติธรรม[4]และต้องสอดคล้องกับสัญญาที่สาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาวได้ลงนามหรือได้เข้าร่วม สำหลับในกรณีที่ สาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาว และต่างประเทศไม่ได้ลงนาม(เชน)สัญญาร่วมกันนั้นสาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาว อาจรับเอาคดีมาพิจารณาบนหลักการร่วมมือซึ่งกันและกัน แต่ไม่ให้ขัดกับกฎหมายแห่งสาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาว[5] หรือให้ยื่นคำร้องฟ้องนั้นผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อนำส่งให้เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องของประเทศที่จำเลยอาศัยอยู่พิจารณาคดี[6]
นอกนั้นกฎหมาย แห่งสาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาวยังรับรู้และปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ โดยผ่านทางสถานทูต กงสุล หรือองค์การตางหน้าของสาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาว อยู่ต่างประเทศและได้แปลเป็นภาษาลาว และได้รับการยั้งยืนจากศาลประชาชนสาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาว[7]
จากปัญหาที่กล่าวมาข้างบนนั้นผู้เขียนจึงสามารถสรุปได้ว่าถึงแม้ว่าในระบบกฎหมายลาวของลาวจะไม่ได้มีกฎหมายการขัดกันเป็นอันเฉพาะก็ตามแต่ก็ยังมีกฎหมายอื่นที่ได้บัญญัติถึงสิทธิและวิธีที่ที่จะแก้ไขในกรณีที่มีการขัดกันแห่งกฎหมายโดยสอดคล้องและปฏิบัติตามสนธิ
สัญญาที่สาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาวได้เข้าเป็นภาคี
2.3.3. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของลาว
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษากฎหมายที่รับรองถึงสิทธิในการทำสัญญาจ้างแรงงานภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของลาว ว่าจะมีการรับรองสิทธิในการทำสัญญาการจ้างงานหรือไม่และจะมีพากส่วนใดบ้าง ที่สามารถเข้าร่วมในการทำสัญญาในการจ้างงานได้ ซึ่งผู้เขียนจะได้ทำการศึกษาดังต่อไปนี้
จากการศึกษาสิทธิในการทำสัญญาจ้างแรงงานภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของลาวผู้ที่สามารถเข้าร่วมในการทำสัญญาในการจ้างงานได้นั้นมีอยู่ สามพากส่วนด้วยกันเช่น องค์การจัดตั้งของรัฐหรือรวมหมู่ด้วยกัน องค์การจัดตั้งของรัฐหรือรวมหมู่กับนิติบุคคลอื่นหรือบุคคล และ นิติบุคคลหรือบุคคลด้วยกัน[8]
สัญญาแรงงานหมายถึงความตกลงระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง หรือผู้ตางหน้าของบุคคลดังกล่าว ลูกจ้างและนายจ้าง ต้องปฏิบัติตามข้อผูกพันในสัญญาแรงงานอย่างเข้มงวด ลูกจ้างต้องปฏิบัติหน้าที่ตามวิชาเฉพาะและความชำนิชำนานงานของตนอย่างครบถ้วน ผู้ใช้แรงงาน ต้องมอบงานหรือตำแน่งงานใดหนึ่งที่กำหนดไว้ในสัญญาแรงงานให้ลูกจ้างทำ พร้อมจ่ายเงินเดือนหรือค่าแรงงานและรับประกันผลประโยชน์อันชอบธรรมให้แก่ลูกจ้างโดยสอดคล้องกับสัญญาแรงงานและกฎหมาย สัญญาแรงงานต้องได้กำหนดสถานที่ทำงาน งานที่จะทำ ระดับค่าแรงงานและนโยบายอื่นๆที่ควรจะได้รับจากผู้ใช้แรงงานหรือนายจ้าง[9]
สัญญาที่ถูกต้องจะต้องประกอบด้วยเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 1) ความสมักใจของคู่สัญญา 2) มีความสามารถทางด้านการประพฤติของคู่สัญญา 3) วัตถุประสงค์ของสัญญาต้องชัดเจน มีจริง และถูกต้องตามกฎหมาย 4) เหตุผลของสัญญาต้องถูกต้องตามกฎหมาย และ 5) รูปการของสัญญาต้องสอดคล้องกับการกำหนดของกฎหมาย[10]
ความสะมักใจของคู่สัญญา
ในเมื่อคู่สัญญา หากหากมีความสมยอมทำสัญญาด้วยกันแล้ว ก็จะถือว่าเป็นความสะมัก
ใจ จะไม่ถือว่าเป็นความยินยอม ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดหนึ่งนั้นหากทำสัญญาขึ้นด้วยความหลงผิด หลอกลวง บังคับนาบขู่ หรือใช้ความรุนแรง หรือทำขึ้นโดยฝ่ายหนึ่งได้รับอับประโยชน์ ถ้าเป้าหมายของสัญญาหากไม่ถูกต้องตามที่คู่สัญญาได้ตกลงกันแล้ว ก็จะถือว่าสัญญานั้นทำขึ้นด้วยความหลงผิด ในเมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งหากได้ใช้กลฉ้อฉลซึ่งทำให้อีกฝ่ายหนึ่งหลงเชื่อ และมีความสมยอมทำสัญญานั้น ก็จะถือว่าสัญญาทำขึ้นด้วยความหลอกลวง จะถือว่าเป็นสัญญาที่ทำขึ้นด้วยการบังคับนาบขู่ หรือใช้ความรุนแรง เมื่อคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหากสมยอมทำสัญญา ย้อนความกลัวต่อการกระทำดังกล่าว ซึ่งเป็นอันตรรายแก่ตนเอง ครอบครัว ทรัพย์สิน หรือญาติพี่น้องของตน จะถือว่าสัญญาที่ทำขึ้นโดยฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายเมื่อผลประโยชน์ที่เกิดจากสัญญานั้นหากไม่เสมอภาคกันระหว่างคู่สัญญา[11]
มีความสามารถทางด้านการประพฤติของคู่สัญญา
ความสามารถทางการประพฤติ หมายถึงความสามารถด้านการกระทำที่ทำให้เกิดสิทธิ
และพันธกรณีทางแพ่งแก่ตน บุคคลใดบุคคลหนึ่ง จะถือว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถทางด้านการกระทำได้ ก็ต่อเมื่อบุคคลผู้นั้นหากมีอายุแต่ สิบแปดปีขึ้นไป และเป็นคนไม่เสียจิต สำหลับบุคคลที่ยังไม่ถึง สิบแปดปี หากได้มีการสมรสถูกต้องตามกฎหมายแล้วก็จะถือว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถทางด้านการกระทำ [12]
วัตถุประสงค์ของสัญญาต้องชัดเจน มีจริง และถูกต้องตามกฎหมาย
วัตถุประสงค์ของสัญญาหมายถึงเป้าหมายที่คู่สัญญาต้องการให้มีขึ้นวัตถุประสงค์
ชัดเจน มีจริง ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่แตะต้องถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมและสามารถปฏิบัติได้[13]
เหตุผลของสัญญาต้องถูกต้องตามกฎหมาย
เหตุผลของสัญญานั้นจะต้องเป็นสิ่งที่ผลักดันให้ทำสัญญา และให้คู่สัญญานั้นได้ปฏิบัติ
สิทธิและพันธกรณีของตน และเหตุผลของสัญญาต้องมีจริงและถูกต้องตามกฎหมาย[14]
รูปการของสัญญาต้องสอดคล้องกับการกำหนดของกฎหมาย
สัญญาจะต้องทำเป็นรายลักษณ์อักษร สัญญาอาจทำด้วยวาจาก็ได้ ในกรณีที่สัญญาหากมีมูลค่าห้าพันกีบลงมาเว้นแต่สัญญายืมทรัพย์สิ่งของไปชมใช้ [15]
[1]มาตรา 35 แห่ง รัฐธรรมนูญ ส ป ป ลาว ค.ศ. 2003.
[2]มาตรา 39 แห่ง รัฐธรรมนูญ ส ป ป ลาว ค.ศ. 2003.
[3]มาตรา 62 กฎหมายพิจารณาความทางแพ่งและพาณิชย์ ค.ศ. 2004.
[4]มาตรา 126 กฎหมายพิจารณาความทางแพ่งและพาณิชย์ ค.ศ. 2004.
[5]มาตรา 125 กฎหมายพิจารณาความทางแพ่งและพาณิชย์ ค.ศ. 2004.
[6]มาตรา 126, อ้างแล้ว.
[7]มาตรา 127 กฎหมายพิจารณาความทางแพ่งและพาณิชย์ ค.ศ. 2004.
[8]มาตรา 2 แห่งกฎหมายว่าด้วยข้อผูกพันในสัญญา ค.ศ. 1990.
[9]มาตรา 23 กฎหมายว่าด้วยแรงงานลาว ค.ศ. 2006.
[10]มาตรา 5 แห่งกฎหมายว่าด้วยข้อผูกพันในสัญญา ค.ศ. 1990.
[11]มาตรา 6, แห่งกฎหมายว่าด้วยข้อผูกพันในสัญญา ค.ศ. 1990.
[12]มาตรา 7, แห่งกฎหมายว่าด้วยข้อผูกพันในสัญญา ค.ศ. 1990.
[13]มาตรา 8, แห่งกฎหมายว่าด้วยข้อผูกพันในสัญญา ค.ศ. 1990.
[14]มาตรา 9, แห่งกฎหมายว่าด้วยข้อผูกพันในสัญญา ค.ศ. 1990.
[15]มาตรา 10, แห่งกฎหมายว่าด้วยข้อผูกพันในสัญญา ค.ศ. 1990.