เมื่อคืนผมทำงานเพลินๆ และไม่อยากนอนหัวค่ำเหมือนอย่างหลายคืนที่ผ่านมา เนื่องจากถ้าเป็นอย่างนั้นอีกสงสัยงานคงกองจมหัวผมแน่ สมาธิตอนทำงานมีสูงครับ แฮะแฮะ เพราะลูกๆ หลับตั้งแต่สองทุ่ม แต่เนื่องจากเป็นคืนแรกที่เริ่มเอางานมาทำหลังจากที่ออกตระเวนนอกบ้านมาเกือบสองสัปดาห์ คืนนี้เลยเอางานง่ายๆ สบายๆ มานั่งทำก่อน คือ เตรียมฟรีเซนเตชั่นสำหรับรายงานความคืบหน้าวิจัยพหุวัฒนธรรมที่มาเลย์ เพราะข้อมูลเต็มในสมองและคอมพิวเตอร์

แต่ทำไปทำมา งานมันไม่ยอมถูกใจคนทำครับ แก้ไปแก้มา ปรับเปลี่ยนทั้งวิธีคิด วิธีทำก็ยังไม่เป็นที่พอใจ อันนี้เหมือนข้อเสียผมอย่างหนึ่งครับ หากผมวาดภาพงานในสมองไว้ก่อนล่วงหน้า เวลาทำแล้ว ความคิดสร้างสรรค์จะหายไปด้วย แต่สุดท้ายโครงของพรีเซนเตชั่นก็เสร็จครับ ส่วนเนื้อหากะว่าเอาไว้ใส่คืนนี้

บางทีที่งานเมื่อคืนไม่ได้ดังใจผม อาจเป็นเพราะเสียงโทรศัพท์ตอนหัวค่ำก็ได้ครับ ไม่ใช่ใครที่ไหนโทรมาหรอก ท่านคณบดีของผมนั้นเอง ทีแรกก็คุยเรื่องทั่วๆ ไป ถามผมเกี่ยวกับการไปเก็บข้อมูลที่มาเลย์ แต่ผมรู้ว่าอันนี้คงไม่ใช่ประเด็นที่โทรมาหรอก เลยถามจนได้ความเรื่องจริงๆ ที่โทรหาผม

ฟังแล้วเครียดขึ้นครับ

เอาไงดีละ ปล่อยมันเลยตามเลย หรือว่าจะหยุดยั้งเพื่อเดิมตามเส้นทางที่ผมอยากให้เป็นดี จริงๆ เรื่องที่ท่านโทรมาถามผม ผมเคยคุยกับหลายคนแล้วครับ (รวมทั้งท่านคณบดีด้วย) ว่า เส้นทางนั้นผมยังไม่อยากไปตอนนี้ ผมอยากทำงานด้านวิชาการ งานวิจัยมากกว่า ผมว่าคนวัยผม (แฮะๆ วัยรุ่น) เหมาะสำหรับการลุยงานวิจัย งานวิชาการ มากกว่าการนั่งโต๊ะ แค่ที่นั่งอยู่ปัจจุบันนี้ มันก็ทำให้งานวิชาการผมลดไปตั้งเยอะแล้ว

คุยกันสักพักหนึ่ง ผมก็นึกถึงคำเตือนของกัลยานมิตรที่บอกไว้ว่า คนทำงานต้องไม่ยึดติด และพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตลอดเวลา ผมคงต้องยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ถึงแม้จะไม่ใช่เส้นทางที่วาดไว้ และผมคิดว่า เส้นทางที่เปลี่ยนไปนี้คงไม่ใช้เวลาที่นานนัก แล้วมันคงจะกลับเป็นเหมือนเดิม (อินชาอัลลอฮฺ)

ไม่รู้ผมเป็นคนที่แปลกหรือเปล่า ผมไม่เคยชอบการเป็นผู้บริหารเลย เวลาที่คุยกับหลายคนที่เขาบอกว่า จะเป็นอย่างโน้นจะเป็นอย่างนี้ ผมมักจะบอกตัวเองว่า เป็นอาจารย์ธรรมดาๆ นะดีที่สุด ซึ่งผมว่าหลายคนยืนยันได้ว่า เมื่อเป็นผู้บริหาร ความเป็นนักวิชาการก็มักจะลดลง

สุดท้ายเมื่อเอาความคิดหลายเรื่องมารวมกัน งานเมื่อคืนเลยออกมาไม่ค่อยจะดีเท่าไร ก่อนจะเอนกายลงน้อย เหลือบดูนาฬิกา มันบอกเวลาว่า ตีหนึ่งแล้ว และหลับตายังไม่ทันสนิทครับ ลูกสองคนก็ร้องเสียงดังเหมือนจะนัดหมายกันเลย ฮาฮา (งีบไปได้ครึ่งชั่วโมง) ต้องตื่นไปชงนมให้ลูกครับ กลับมานอนอีกที เหมือนหลับแต่ตาและหูยังเปิดอยู่ครับ ตีห้า สี่สิบห้าตื่นมาอย่างตกใจ โอ้ย สายแล้ว

ง่วงตั้งแต่ตื่นเลยครับวันนี้ จนถึงตอนนี้สอนไปง่วงไป โด๊ปกาแฟไปสองแก้วแล้วเรา ฮาฮาฮา

ผมได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งครับว่า ทุกคนมีเป้าหมายของเส้นทางการทำงาน เพียงแต่อาจจะต้องมีบ้างที่จะต้องเสียเวลากับการเดินอ้อมบ้าง ฮิฮิฮิ

ผมตอบคณบดีไปแบบเล่นๆ ว่า ผมไม่อยากเดินตามรอยท่าน ซึ่งตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนกับว่า เส้นทางผมเหมือนกับท่านไปทุกที ท่านก็ตอบแหย่กลับมาว่า ยังงัยๆ ผมก็คงต้องเดินซ้ำรอยท่าน เพราะตอนนี้หัวผมเริ่มล้านเหมือนท่านแล้ว ผมเลยตอบกลับไปว่า ใครบอกว่าผมจะหัวล้านตามท่าน เพราะตอนนี้ผมรู้สึกว่า ผมแซงท่านไปแล้ว ฮาฮาฮา

ช่วงบ่าย ได้คุยกับเพื่อนอาจารย์อีกท่านหนึ่ง ซึ่งท่านนั่งในกรรรมการบริหารด้วย เลยทราบว่า เรื่องที่คณบดีคุยกับผมเมื่อวาน เป็นมติไปเรียบร้อยแล้ว เอาละสิ เมื่อเช้าทำใจได้แล้วว่า อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด มาบ่ายนี้ได้ยินเรื่องนี้อีก ความเครียดกลับมาอีกแล้ว เลยเขียนระบายในบล็อกดีกว่า ฮิฮิฮิ

ผมวางแผนส่วนตัวสำหรับปีการศึกษาหน้าไว้ค่อนข้างเรียบร้อยแล้วครับ แต่ตอนนี้งานนอกแผนปรากฏค่อนข้างชัดแล้ว ดังนั้นเดาเล่นๆ ว่า งานปีหน้าของผมคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เสียแล้ว แต่ผมถือคติว่า ต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลง ต้องยอมรับมติ และที่สำคัญต้องเดินตามหลังผู้ใหญ่ (เพราะเขาโดนหมากัดมาก่อนเรา ฮิฮิ)

ผมถามตัวเองเหมือนกันครับว่า สู้มัย คำตอบคือ ผมสู้อยู่แล้วครับ เออ แล้วเครียดทำมัย งงเหมือนกัน หรือว่า ผมกำลังเครียดเรื่องอื่นอยู่แต่หามันไม่เจอ

สู้สู้แล้วกันครับ (อันนี้ให้กำลังใจตัวเองครับ)