แต่ผู้เขียนมองไกลกว่านั้น ผลกระทบที่ตามมา คือ วัดไทยกุสินารา กลายเป็นเครื่องหมายของความเมตตา

  จะขอเล่าเรื่องราวการทำงานในคลินิก ที่ผ่านมาจนถึงสัปดาห์สุดท้ายนี้ มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย แต่ละเรื่อง ก็เป็นประสบการณ์ ที่เป็นประโยชน์ ต่อชีวิตของผู้เขียนทั้งสิ้น และขอนำเสนอต่อจากนี้ไปเรื่อยๆ  อาจจะหลายบทหลายตอน เพราะมีหลายแง่มุม ขอให้การศึกษาอินเดีย ต่อจากนี้ จะได้สร้างความรู้สึกที่ดี ต่อเพื่อนมนุษย์ ที่อยู่กันคนละมุมโลก ซึ่งอาจมีหรือไม่มีโอกาสสัมผัส ตัวตน ที่แท้จริงก็ตาม

      หลายคนมองคนอินเดียอย่างไร ไม่มีใครตัดสินว่าถูกหรือผิด เพราะทุกสิ่งอย่าง ที่ประมวลผล จนออกมาเป็นคำจำกัดความ ของ"คนอินเดีย"ได้ ต้องแล้วแต่ทุนเดิมของแต่ละคน คติ และวินิจฉัย ผู้เขียนได้รับข้อมูลมามากพอสมควร กับคนอินเดีย กับประเทศอินเดีย แต่ก็ไม่เคยวาดภาพ ให้มันติดตรึงในใจ จนหวาดระแวง พลอยให้เห็นอะไรต่างๆ เป็นไปตาม จินตนาการทั้งหมด  บอกตามตรง ผู้เขียนยังไม่เคยได้กลิ่นสาบ ของคนที่นี่ กลิ่นเครื่องเทศ ที่ระเหยออกมาจากร่างกาย เหมือนที่เคยได้กลิ่น กับแขกที่เคยพบ ที่เมืองไทย ไม่เคยเดินไปเหยียบอุจจาระข้างทาง ไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ แม้จะลงเดินในหมู่บ้าน เหล่านี้ ก็ทำให้รู้สึกแปลกใจตนเองอยู่เหมือนกัน

 ผิวพรรณคนอินเดีย ค่อนข้างดำสนิท ดำเหมือนหมึกก็ว่าได้ ยามที่ผู้เขียนนำมือไปจับพวกเขาเวลาตรวจร่างกาย ดูเหมือนมือตนเองนั้น ขาวผ่องขึ้นมาทันที แววตาคนไข้ มีแววเศร้าหมอง เห็นหมอก็พิโอดพิโอย คล้ายบ้านเรา แม้จะรู้ว่า ผู้เขียนฟังไม่เข้าใจ บางทียังเล่าไป น้ำตาไหลไป อาการที่พบมาก และป่วยจริงคือโรคผิวหนัง น่าจะเกิดจาก ยุง หรือแมลงกัด จะเป็นตุ่มด้านเต็มไปหมด คัน แม้แต่ตามร่มผ้าก็มี อาการปวดหลัง ปวดไหล่ ก็มีมาก สันนิฐาน น่าจะมาจากการเถินของบนศีรษะสูงๆ กับระยะทางที่ไกลพอสอควร ก็คิดอย่างนี้ เวลาเล่นคอมพิวเตอร์ นาน เอามือบังคับเม้าท์ท่าเดิม เรายังมีอาการปวดไหล่มากๆเลย แต่ที่แปลก โรค ที่เกิดจากเชื้อโรค ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อนั้น มีไม่มากเท่าไหร่ อ้อ เขาจะชอบมาก ถ้าเราให้ยาหม่องแก่เขา

    สัปดาห์เต็มๆ ที่ผู้เขียนไปช่วยงานคลินิก นับเป็นการเจริญเมตตาบารมีได้มากพอสมควร ทุกครั้งที่ได้สัมผัส ร่างกายของคนทุกข์ยากที่นี่ ผู้เขียนบังเกิดความสงสาร ผิวพรรณที่หยาบแห้ง ฝ่าเท้า หลังเท้า ที่ผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก และขาดการบำรุงรักษา มีลักษณะ เหมือนเอามือไปลูบ รูปปั้นที่มีชีวิต แต่ผิวที่สัมผัสนั้น เหมือนช่างปั้น ไม่ได้ฉาบเรียบ ให้เกิดเงางาม ถามใจตัวเองว่า รังเกียจไหม ไม่เลย และที่นำมาเล่าสู่กันฟังนี้ ก็ไม่ได้คิดจะ นำมาพูดเหยียดหยาม ประจาน ให้เกิดความรังเกียจแต่ประการใด เพียงอยากให้รู้ อยากให้ลึกซึ้งกับคำบอกเล่า แล้วท่านลองถามใจตัวเองดูว่า รู้สึกอย่างไร ก็จะเป็นการทดสอบความรู้สึก หรือคุณธรรม ที่มีอยู่ในใจเราเป็นอย่างดี ที่สำคัญ เราจะตอบว่าอย่างไร ก็ไม่มีใครมาล่วงรู้ จึงเป็นการรู้จักใจตน ผ่านจินตนาการของตนเอง

 ถึงตรงนี้ ต้องขอชื่นชม หมอ B.N.SINGH ที่ดูแลเพื่อนมนุษย์ เป็นอย่างดี จะสอบถาม พูดคุยอย่างอารมณ์ดี ผู้เขียนเห็นหมอจะสอนท่าบริหารร่างกายแก่คนไข้อยู่เนืองๆ เป็นความใส่ใจพิเศษ ที่ผู้เขียนชอบมาก บางวันคนไข้เป็นร้อย หมอก็ไม่แสดงอาการ หงุดหงิด อารมณ์เสียแต่อย่างใด

 หมอก็คงทำหน้าที่ของตน ที่ร่ำเรียนมา ให้สมบูรณ์ที่สุด แต่ผู้เขียนมองไกลกว่านั้น ผลกระทบที่ตามมา คือ วัดไทยกุสินารา กลายเป็นเครื่องหมายของความเมตตา ดูแลประชาชน ผู้ยากจนอย่างดี มีคุณภาพ และหวังว่าสักวัน ข่าวสาร แห่งความดีนี้ คงจะขจรขยาย ไปทั่วโลก ให้ประทับใจแก่ผู้พบเห็น ผู้เขียนขออนุโมทนาบุญ กับทุกท่าน ที่มีส่วนในการบุญ ของการสร้างคลินิกแห่งนี้

              ขอให้ ที่แห่งนี้ จงยังมาตรฐานของหัวใจ ในการให้ความเมตตา ความกรุณา ที่มอบให้กัน แม้จะต่างเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ก็ตามที นี่คือการเดินตามรอยพ่อแห่งธรรม ที่ไม่มีวันหลงทาง