ในการเดินทางไปทำลงพื้นที่หรือเดินทางไปไหนไกล เพื่อนร่วมทางที่ผมชอบมากที่จะเดินทางไปด้วยคนหนึ่ง คือ อ.อับดุรรอห์มาน จะปะกียา ครับ เหตุผลนอกจากท่านจะเป็นคนที่ขับรถได้อย่างคนนั่งสบายใจและไปทันเวลาแล้ว ทุกครั้งที่ผมเดินทางไปกับท่าน ผมมักจะได้รับข้อคิดดีๆ เสมอมา เนื่องจากท่านเป็นนักวิชาการศาสนาที่มีความเชี่ยวชาญหลายด้านครับ หลักๆ คือทางหะดีษ (วัจนของท่านศาสนฑูต ซ.ล)

ผมมักจะเป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด เพราะเวลาท่านพูดแล้ว ผมไม่เคยรู้สึกขาดทุนเลยสักครั้งหนึ่งครับ และรอบของการเดินทางไปยังกลันตันครั้งนี้ ขาไปยังไม่ได้คุยกันเรื่องศาสนาสักเท่าไรครับ เนื่องจากคุยงานวิจัยเป็นส่วนใหญ่ แต่ขากลับ ผมได้รับความรู้มากมายจริงๆ ครับ เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง

เรื่องแรกที่ท่านตักเตือนผมในครั้งเดินทางกลับคือ การไม่ลืมขอบคุณอัลลอฮ์ เพราะปรากฏชัดในอัลกุรอานว่า "ใครที่สำนึกในบุญคุณที่อัลลอฮ์ประทานให้ อัลลอฮ์จะเพิ่มพูนสิ่งดีๆ ให้ต่อ แต่หากใครที่ปฏิเสธหรือลืมที่จะขอบคุณพระองค์ แน่นอนการลงโทษของอัลลอฮ์นั่นรุนแรงยิ่ง" และจริงๆ ครับ เรามักจะลืมขอบคุณพระเจ้า หรือบางครั้งเราคิดว่าสิ่งที่เราได้รับมานั้นมันเล็กน้อย และไม่เห็นคุณค่า หรือดูถูกมัน และนั่นแหละเป็นเหตุให้เราได้รับการทดสอบที่ยิ่งใหญ่จากอัลลอฮ์

อย่าคิดว่าสิ่งที่เราได้รับนั้นน้อยค่า อย่าดูถูกสิ่งที่ด้อยค่าที่เราได้รับ เพราะทุกอย่างคือเนี๊ยะมัต (ความโปรดปราน) จากอัลลอฮ์ ซึ่งหากเราขอบคุณพระองค์ พระองค์จะเพิ่มพูนได้เสมอ

ผมเห็นด้วยมากๆ ครับ แล้วคิดถึงตัวเองว่า ถ้าวันนั้นผมปฏิเสธงบวิจัยที่มหาวิทยาลัยให้มาอย่างน้อยนิดแล้ว ผมคงไม่มีโอกาสทำงานวิจัยชิ้นใหญ่ๆ อย่างปัจจุบันได้ ถ้าวันนั้นผมปฏิเสธทำงานวิจัยเรื่องอาหารละศิลอดในเดือนรอมฏอน อันเนื่องจากงบที่ได้ไม่ถึงครึ่งของครึ่งที่ขอ ผมคงไม่มีประสบการณ์ดีๆ ที่นำมาใช้ในการออกแบบงานวิจัยเรื่องหลังจากนั้นได้

เราอาจมองว่า เงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่ได้มันน้อยนิด แต่ความจริง เราใช้สิ่งที่น้อยนิดนั้นได้พอเพียงกับชีวิตครับ ในขณะเดียวกันคนอีกจำนวนไม่น้อยที่มีเงินมีค่าตอบแทนมากมาย แต่สุดท้ายก็ไม่พอแถมยังเป็นหนี้อีก

เพราะคำว่า พอ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณ

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจและอยากนำเสนอคือ ท่านพูดถึงอีหมามชาฟีอีย์ไว้อย่างน่าคิดครับ ท่านบอกว่า ถ้าพิจารณาหลักการตัดสินหลักการปฏิบัติของอีหมามทั้งหมดแล้ว อีหมามชาฟีอีย์เป็นอีหมามที่ปลอดภัยที่สุด เพราะหลักการสำคัญของท่านคือ การปฏิบัติตามแนวทางที่ท่านศาสนฑูตได้ปฏิบัติไว้ ถึงแม้ว่า ท่านจะทำไว้เพียงครั้งเดียวก็ตาม แต่ปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา คือ เรามักจะไม่ได้ตามอีหมามชาฟีอีย์อย่างแท้จริง แต่เราตามศิษย์ของท่านมากกว่า โดยอ้างอิงว่านั้นคือแนวคิดของอีหมามชาฟีอีย์ (เรียกทางวิชาการว่า ชาฟีอียะห์)

ตัวอย่างที่ท่านยกมาคือ ไม่มีปรากฏในตำราของอีหมามชาฟีอีย์ ว่า ได้แบ่งรูกนสุนัตในการละหมาดออกเป็นอับอาสและอัยอาส ท่านอีหมามเพียงบอกว่าอะไรคือฟัรดูอะไรคือสุนัต แต่การแบ่งสุนัตออกเป็นสองชนิดนี้ทำในสมัยของอีหมามฆอซาลี และขยายผลต่อโดยอีหมามนาวาวีย์ครับ จึงทำให้เกิดกรณีที่บ้านเราไม่ค่อยจะลงรอยกันคือ การอ่านดุอาว์กูนูต แน่นอนครับอีหมามชาฟีอีย์ระบุว่าเป็นสุนัต ส่วนอีหมามถัดมาระบุว่าเป็นสุนัตที่หากลืมจะต้องสูญูดสะห์วี เช่นเดียวกันการนั่งตัชฮูดในรอกาอัตที่สอง

คำถามคือ ทำไมศิษย์กับอาจารย์คิดไม่เหมือนกัน คำตอบง่ายๆ ครับคือ สมัยก่อนการแสวงหาความรู้เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นในฐานะคนศึกษาจึงจะต้องเรียนรู้ ค้นคว้าตลอดเวลา ดังนั้นก่อนการตัดสินสักประการหนึ่ง จึงต้องตรวจสอบและสืบค้นจากหลายแหล่ง ไม่ได้ยึดเพียงแต่จากอาจารย์คนเดียว จากนั้นจึงให้คำวินิจฉัยบนหลักฐานและความรู้ที่ได้รับ ดังนั้นความของศิษย์อาจแตกต่างจากอาจารย์ได้ครับ ไม่ผิดแต่ประการใด ซึ่งตามจากคนปัจจุบันที่ขาดการศึกษาค้นคว้า แน้นการยึดถือตามที่ท่านว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับหลักการของศาสนาที่กำหนดให้มีการศึกษาค้นคว้า และปฏิเสธการศรัทธาแบบถือตามไม่มีเหตุผล

ออ. แล้วความแตกต่างของข้อสรุปสร้างความขัดแย้งหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ครับ ทั้งนี้เนื่องจากท่านศาสนฑูต (ซ.ล) ระบุไว้แล้วว่า ใครที่วินิจฉัยถูกต้องก็ได้บุญไปสอง ใครที่วินิจฉัยผิดก็ได้ไปเพียงหนึ่งบุญ นั้นหมายถึงว่า ความผิดพลาดจากการวินิจฉัยสามารถเกิดขึ้นได้และเป็นที่ยอมรับโดยศาสนฑูต (ซ.ล) ซึ่งเป็นนัยยะถึงการให้ทุกคนใช้ความพยายามในการแสวงหาความรู้ครับ ตามแบบอย่างที่สาวกของท่านได้ปฏิบัติมา อันนี้ก็ต่างจากคนปัจจุบันครับ อันที่หนึ่ง ขาดการแสวงหาความรู้ อันที่สองคือ มักจะมองว่าคนที่ปฏิบัติผิดไปจากตนเป็นฝ่ายผิดเสมอ ทั้งๆ ที่พระวัจนของท่านศาสนฑูตระบุนั้นเป็นนัยยะว่า ในเรื่องการปฏิบัตินั้นอาจมีความแตกต่างกันได้ ไม่มีใครผิด และไม่ควรมีใครไปตัดสินเสียก่อน

ท่านอีหมามชาฟีอีย์ใช้หลักการในการตัดสินว่า หากท่านศาสนฑูต(ซ.ล) ปฏิบัติแม้เพียงครั้งเดียว และไม่มีการสั่งยกเลิกการปฏิบัตินั้น ท่านจะขอปฏิบัติตาม และท่านมักจะเลือกแนวทางที่ปลอดภัยที่สุดในการปฏิบัติศาสนกิจ ตัวอย่างเช่น การกระทบกันระหว่างชายกับหญิงจะทำให้เสียน้ำละหมาด ซึ่งต่างจากอีหมามท่านอื่นๆ ทั้งนี้ท่านคิดว่า เป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุด ในขณะเดียวกันครั้งหนึ่งเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ท่านศาสนฑูต (ซ.ล) อ่านกูนูตในทุกละหมาด (ไม่ได้อ่านเฉพาะละหมาดซูบฮี) ดังนั้นท่านจึงคิดว่าการอ่านกูนูตในละหมาดซุบฮีจึงเป็นเรื่องของการตามซุนนะห์ของท่านศาสนฑูต(ซ.ล)

คนบ้านเราไม่ได้ทำการศึกษาตำราที่เขียนโดยอีหมามชาฟีอีย์อย่างแท้จริงครับ แต่เป็นการศึกษาจากตำราของศิษย์ของท่านมากกว่าครับ และมีตัวอย่างอยู่ตัวอย่างหนึ่งท่านอ.อับดุรรอมาน ยกตัวอย่างว่า ศิษย์ของอีหมามชาฟีอีย์ตัดสินต่างจากท่านแต่กลับไปเหมือนกับอีหมามฮานาฟี แล้วคนบ้านเราก็ตามศิษย์ของท่าน โดยบอกว่าเป็นแนวคิดของอีหมามชาฟีอีย์ครับ เสียดายครับที่ผมลืมตัวอย่างนี้แล้ว นึกออกเมื่อไหรผมจะมาเขียนเพิ่มเติมแล้วกันนะครับ