จากปัตตานี สู่ภูเก็ต จากภูเก็ตแวะพักที่สตูล จากสตูลสู่หาดใหญ่ จากหาดใหญ่สู่กรุงเทพ จากกรุงเทพสู่ปัตตานี จากปัตตานีสู่กลันตัน นี้คือการเดินทางรอบครึ่งเดือนนี้ครับ ผมได้ความรู้เยอะแยะเลยครับ เลยขอเก็บเอาเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ มานำเสนอครับ เริ่มจากประเด็นหลักๆ เลยนะครับ

1. คุณเคยตั้งคำถามมัยครับว่า หากคุณมีร้านอาหาร หน้าร้านของคุณควรเป็นอย่างไร? ผมไปที่ภูเก็ตเห็นว่าที่นั่นมีลักษณะเด่นประการหนึ่งคือ หน้าร้านจะตั้งเมนูและรูปภาพของอาหารเด่นๆ ของร้านไว้ พร้อมทั้งบอกราคาไว้อย่างเรียบร้อย หน้าร้านที่หาดใหญ่ เน้นการตกแต่งสร้างความสวยงาม ส่วนหน้าร้านที่กลันตันมีอ่างล้างมือ

  ผมถามเจ้าของร้านอาหารที่ภูเก็ตว่า ทำไมต้องตั้งเมนูที่หน้าร้าน คำตอบคือ ฝรั่งหาเข้าร้านแล้วอย่างไรๆ เสียก็จะต้องสั่งอาหาร ดังนั้นก่อนเข้าร้านใดๆ เขาจะต้องมีข้อมูลเพื่อการตัดสินใจก่อน ดังนั้นจึงต้องให้ลูกค้าได้ทราบข้อมูลสำหรับการตัดสินใจตั้งแต่หน้าร้าน ซึ่งต่างจากวัฒนธรรมไทย ที่มองจากภายนอกก่อน ร้านสวยหรือเปล่า น่านั่งมัย เข้าไปนั่งก็ค่อยตัดสินใจอย่างอื่นภายหลัง

ส่วนที่กลันตัน มีอ่างล้างมือ เนื่องจากที่นั้นจะล้างมือก่อนการรับประทานอาหาร ดังนั้นผมจะสังเกตเห็นลูกค้าเดินไปที่อ่างล้างมือก่อนไปดูอาหาร ถึงแม้ว่าเขาจะทานอาหารกับช้อนก็ตาม ซึ่งเท่าที่สังเกตพบว่า คนทานก็ช้อนมีมากกว่ามือครับ แต่ส่วนใหญ่ไปล้างมือก่อนทานอาหาร แต่ก็มีหลายร้านที่อ่างอยู่ภายในร้าน แต่ก็จะเป็นจุดที่สะดวกต่อการเข้าไปล้างมือของลูกค้าครับ

2. อาหารฮาลาล คือจุดขายสำคัญสำหรับร้านอาหารนานาชาติ ผมไปนั่งร้านของน้องสาวเพื่อนที่ภูเก็ต ถ้าเป็นโอกาสปกติผมคงไม่เข้าร้านอาหาร นอกจากจะเป็นร้านมุสลิม แต่เนื่องจากรอบนี้ไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน เลยต้องเข้าร้านอาหารลักษณะนี้ ฮิฮิ ปรากฏคำถามที่ถูกถามหลังจากที่เพื่อนผมบอกกับน้องสาวของเขาว่าผมเป็นมุสลิม คือ เป็นมุสลิมแบบไหนค่ะ แบบที่ทานอะไรไม่ได้เลย หรือว่า พอได้ ผมเลยตอบว่า ผมเลือกทานที่ปลอดภัยที่สุดครับ ทางร้านก็เลยเสนอว่า งั้นเป็นสลัดผักนะค่ะ ผมก็เลยตกลง และจากการสอบถามพบว่า ทางร้านค่อนข้างจะมีความรู้เรื่องการประกอบอาหารสำหรับมุสลิมอยู่เยอะทีเดียวครับ ไม่ใช่หลักการอย่างเดียว แต่สภาพจริงที่มุสลิมเป็นอยู่ด้วย

ก็ต้องยอมรับครับว่า การเลือกรับประทานอาหารของมุสลิมในสถานการณ์ไม่ปกติ จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเยอะครับ และเหตุที่ผมเลือกตอบว่า เอาที่ปลอดภัยสำหรับผมที่สุดนั่นเนื่องจาก ภูเก็ตไม่ใช่สถานที่ที่หาอาหารมุสลิมทานไม่ได้ เพราะหาง่ายมากๆ ครับ ร้านมุสลิมที่ภูเก็ตมีเยอะครับ เมื่อเพื่อนถามผมว่า แล้วที่จะไปสหรัฐไม่แย่หรือ ผมก็ตอบว่า ถ้าอยู่ในสถานการณ์แบบนั่นยิ่งง่ายกว่าสถานที่ก่ำกึงแบบนี้เสียอีก

แนวคิดอาหารฮาลาลทั้งประเภทต้องยกให้มาเลเซียครับ เขาประชาสัมพันธ์ทุกร้านฮาลาลทั้งหมด ไม่ว่าร้านอาหารมาเลย์ สุมาตรา อินเดีย หรือแม้กระทั่งอาหารจีน ซึ่งรอบที่ผมไปครั้งนี้ ผมก็เห็นป้ายจากภัตรคารอาหารจีนติดไว้ขนาดใหญ่เลยครับว่า ฮาลาล เห็นแล้วยากเข้าไปลองชิม แต่ทีมที่ไปด้วยอยากทานอาหารอินเดียมากกว่า เพราะส่วนใหญ่ยังติดภาพอาหารจีนที่เมืองไทย เลยตอบผมว่า ยังทานไม่ลง ฮิฮิ ก็เข้าใจครับ

3. ราคาอาหาร อันนี้เป็นเรื่องยากมากครับสำหรับสภาพร้านอาหารที่มาเลย์ เพราะหลายที่เราจะไม่ทราบเลยว่าราคาเท่าไรจนกว่าจะเรียกมาเช็คบิล เนื่องจากทางร้านจะเป็นคนคำนวณเองจากปริมาณที่เราทานไป ซึ่งต่างจากร้านที่บริการฝรั่งที่ภูเก็ตและร้านส่วนใหญ่ในประเทศไทย

4. ผมประทับใจกับภาชนะที่ใช้ห่ออาหารของมาเลเซียครับ เพราะผมไม่เห็นเขาใช้กล่องโฟมเลยจริงๆ ต่างจากไทยครับที่ใช้กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

5. บรรยากาศร้าน อันนี้ผมยกให้ร้านไทยๆ ครับ ร้านมาเลเซียจัดร้านไม่ค่อยน่านั่งเท่าไร ออ. ก็มีบ้างที่สวยๆ ครับ แต่อันนี้ที่กลันตันพบว่า ไม่ค่อยสวยเท่าไร

6. ร้านอาหารเป็นสถานที่สำคัญของคนมาเลย์ครับ จะพบว่า ครอบครัวไหนที่ทำงานทั้งคู่สามีภรรยา ครอบครัวนั้นจะทานอาหารค่ำตามร้านครับ เป็นภาพที่ชัดเจนมากครับ ดังนั้นตอนทุ่มสองทุ่ม จะมีครอบครัวก็จะพากันออกมาทานข้าวนอกบ้าน ครอบครัวที่ทานข้าวในบ้านก็คือ ครอบครัวที่ภรรยาไม่ทำงาน อยู่เป็นแม่บ้านที่บ้านเท่านั้นแหละครับ

7. กุ๊กของร้านอาหาร จะพบว่า มาเลเซีย คนไทยไปเป็นกุ๊กที่นั่นก็เยอะครับ ส่วนที่ภูเก็ต ถึงแม้เจ้าของร้านเป็นไทย กุ๊กกลับเป็นพม่าครับ แต่ผมคิดว่า เขาเรียนรู้ความชอบของลูกค้าได้เก่งครับ รสชาติอาหารของกลันตันผมคิดว่าไม่ค่อยจะต่างจากปัตตานีเท่าไร แต่ต่างจากบ้านผมนะครับ (สตูล)

ใครเห็นเป็นอย่างอื่นก็เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ