แด่นักสู้ ผู้ล่าฝัน อันสูงลิบ
มุ่งพิชิต พิษในใจ ให้ล่าถอย
สู้ยิบตา ข้าไม่ปล่อย ฝันหลุดลอย
จะรอคอย คืนและวัน ฉันถึงชัย
...............................
แด่ อ.ศุภฤกษ์ ปั้นทอง
14 เมษายน 2551

วันนี้ 13 เมษายน 2551 เวลาประมาณ 8.15 น อ.ศุภฤกษ์ ปั้นทอง ได้ปั่นจักรยานคู่ชีพออกจากประตู 4 ของสถานทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี มุ่งหน้าไปยังเมืองมุมไบ เป็นจุดหมายต่อไป ซึ่งคาดว่าจะถึงมุมไบในวันที่ 30 เมษายน2551
อ.ศุภฤกษ์เดินทางถึงนิวเดลีในค่ำของวันพฤหัสที่ 10 เมษายน ตามที่ผมเล่าแล้ว และในวันศุกร์ที่ 11 เมษายน สถานทูตโดยทูตจีระศักดิ์ ธเนศนันท์ได้จัดงานเลี้ยงรับรองและแนะนำตัวให้กับคนไทยและสื่อมวลชนอินเดีย
อ. ศุภฤกษ์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอินเดีย สรุปความสำคัญได้ ดังนี้
-แรงบันดาลใจที่ทำโครงการนี้ก็คือเพื่อถวายในหลวงในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา
-ต้องการทำสิ่งที่ยากยิ่งสักอย่างในชีวิตหลังเกษียณ จึงเลือกที่จะปั่นจักรยาน ซึ่งจะสร้างสถิติเป็นคนมีอายุมากที่สุดที่เดินทางรอบโลกโดยจักรยาน
-กับตัวเอง ถือว่าได้ทำสิ่งที่ท้าทายใน 4 เรื่องคือ
1.อายุมากแล้วก็ไปรอบโลกได้2.ไม่รู้เรื่องจักรยานเลย 3.ไม่มีเงินเลย4.ไม่รู้ภาษาอังกฤษเลยก็ไปไ/ด้
-ก่อนที่จะเดินทางรอบโลก มีการเตรียมตัวมาก่อนโดยทดลองปั่นจักรยานในประเทศ และในต่างประเทศกว่า 7 หมื่น กม.เพื่อดูว่าร่างกายจะพร้อมและทำได้
-การฝึกคือต้องปั่นจักรยานทุกวัน วันละไม่น้อยกว่า 40 กม. ซึ่งเริ่มปั่นจักรยานมาประมาณ 7 ปีมาแล้ว
-เคยเป็นนักกีฬามาก่อนแต่หลังจากปั่นจักรยานก็เลิกเล่นกีฬาอย่างอื่น ปั่นจักรยานอย่างเดียว
-การทำโครงการนี้ ต้องอาศัย ความเพียร ความตั้งใจและความอดทนสูง
-ในเอเซียจะปั่นใน 5 ประเทศc]tในยุโรปและทวีปอื่นๆ อีก 54 ประเทศเพื่อให้ได้ทั้งหมด 59 ประเทศทั่วโลก
เดินทางให้ได้ 8 หมื่นกิโลเมตร
-หวังทำสิ่งที่ท้าทาย ลำบากยิ่งให้สำเร็จ หากสำเร็จจะเป็นความภูมิใจของชีวิต
-ที่ผ่านมาแล้ว ผจญภัยมามากมาย ค่ำไหนนอนนั่น ได้รับการต้อนรับจากชาวบ้านชาวอินเดียที่ขี่ผ่านมาด้วยดี
-ต้องปั่นทุกวัน แม้วันไม่สบายก็ต้องขี่เพื่อรักษากำหนดการเดินทาง
-ที่บังกลาเทศ ป่วยเป็นบางช่วง ก็ต้องหยุดพักยาว หายก็เดินทางใหม่
-ล่าสุด ไปแวะทานน้ำชาร้อนและเติ่มน้ำร้อน โดนคนขายเรียกเงินแพงและขู่ว่า ถ้าไม่จ่าย ก็ไปไม่ได้เกือบมีเรื่อง แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี
-ในการเดินทางที่ผ่านมา 2 ประเทศ แคล้วคลาดเหตุการณ์ต่างๆ มาตลอด ซึ่ง อ.ศุภฤกษ์ เชื่อว่าด้วยพระบารมีเช่น ทุกครั้งที่เกิดรถจักรยานเสีย ไม่ว่ายางรั่ว มักจะเกิดตรงหน้าร้านซ่อมพอดี
-โครงการรอบโลกนี้ ใช้เวลาทั้งหมด 5 ปี ยังตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จ
.......................................................
เรื่องราวของ อ.ศุภฤกษ์คนนี้ ผมได้หาข้อมูลในเว็บ ซึ่งมีมากพอสมควรและจากการได้พบและสัมผัสกับบุคคลผู้นี้โดยตรงในช่วงที่ไปแวะที่นิวเดลี ทำให้ได้ข้อคิด ดังนี้
สิ่งที่ อ.ศุภฤกษ์ตั้งใจทำนี้ เป็นสิ่งที่ท้าทายมากตัวเองมาก
ต้องถือว่าเป็นการเดินทางที่เสี่ยงชีวิตมากเพราะเดินทางคนเดียว
เป็นบุคคลที่จะต้องมีใจที่เด็ดเดี่ยวมากจริงๆ จึงกล้าทำสิ่งนี้โดยไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะเป็นเช่นใด
การที่ต้องจากบ้านเรือน จากครอบครับไปรอนแรมในต่างประเทศคนเดียว เผชิญกับผู้คนที่ไม่รู้จัก ทานอาหารที่ต่างถิ่น ผจญกับภูมิอากาศที่เลือกไม่ได้ ต้องแก้ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในทุกวัน .....จะเป็นความยากลำบากของชีวิตเพียงใด ใครจะรู้นอกจากผู้เดินทางคนเดียว
แสดงให้เห็นว่า อ.ศุภฤกษ์คงเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูง... มาก
ในฐานะคนไทยด้วยกัน อดที่จะห่วงไม่ได้ ...........
หลายคนอาจคิดแย้งและไม่เห็นด้วยกับวิธีการตามล่าความฝันของ อ.ศุภฤกษ์ แต่ก็นั่นเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้ และ คนที่มีความมุ่งมั่นและลงมือทำจริงแบบนี้ ก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับความนับถือที่เหมาะสมตามสมควร
ความฝันอันสูงสุดของคนเรานั้น ย่อมไม่เหมือนกันแน่นอน เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่ยอมล้มเลิกง่ายๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าศรัทธา และน้อยคนนักจะทำได้
ใครทำได้ แม้อาจจะไม่สำเร็จก็ตาม ก็ถือว่าได้สร้างความหมายให้กับชีวิตตนเองและของผู้อื่นแล้ว
ทำให้ผมนึกถึงคำที่ว่า “นักรบนั้นถึงแพ้ก็ไม่เป็นไร ขอให้แพ้อย่างมีความหมาย”
*ดูภาพเพิ่มเติมที่ http://www.polpage.com/suphareuk_page02.htm
ชอบการปั่นจักรยานค่ะ แต่ช่วงนี้ไม่ได้ปั่นเลยค่ะ
สุขกาย สุขใจ ในเทศกาลสงกรานต์และทุกๆวันค่ะ
กราบสวัสดี อ.พลเดชค่ะ
คุณBerger0123 ครับ
น่าสนใจจังครับ การขี่จักรยาน ดีและได้ประโยชน์อย่างไร
บอกเล่ากันบ้างนะครับ
สุขสันต์วันสงกรานต์นะครับ
คุณคนไม่มีรากครับ
เราต่างเป็นนักเดินทางด้วยกันทุกคนครับ
ณ เวลาที่ อ.ศุภฤกษ์จะปั่นจักรยานจากไปเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน
ผมบอกอาจารย์ว่า เราต่างก็เป็นนักเดินทาง
ผมไม่ได้ปั่นจักรยานไปเช่นอาจารย์แต่ก็เป็นผู้เดินทางเหมือนกัน ในเส้นทางชีวิต
ต่างคนต่างมีเส้นทางของตนเอง
วันดีคืนดี ก็โคจรมาพบกันแล้วก็จากกันไป ตามเส้นทางเดิม
ประสบการณ์ชีวิตที่แต่ละคนมีนั้น เป็นประโยชน์กับตนเองและผู้อื่นเสมอ
เราจึงเป็นอาจารย์ของกันและกันได้ครับ
ใจสำคัญที่สุด
ก่อนที่จะคิดหวังสิ่งใดในโลกนี้หรือโลกหน้า ต้องดูใจของเราเองก่อนครับ
ต้องดูใจ ฝึกใจ ฝืนใจ เรียกว่าเจียรไนใจตนเองให้ได้ก่อน เป็นประการแรก
เพราะข้าศึกที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ศัตรูที่ทองเห็นตรงหน้า
แต่เป็นใจของเราที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา
ความปรารถนาดีของเรานั้น ยังคงหวังต่อไปได้ แต่ต้องใช้ปัญญาในการเผชิญกับผู้อื่น
ถ้าเขาแข็ง เราต้องอ่อน
ถ้าเขาอ่อนเราต้องแข็ง
อย่างไรก็ดี เมตตาธรรมนั้นถือว่าใช้ได้ดีที่สุดครับ จะทำให้เราอยุ่กับสังคมได้ครับ
นำคำที่ว่า ผู้ให้ ยอ่มเป็นที่รักของผู้รับ ไปใช้ ก็จะช่วยได้ครับ
ด้วยความปรารถนาดี
"จะไกลแค่ไหน ไม่เคยสิ้นหวัง
จะไม่มีหยุดยั้ง พลังฝันอันเร่งเร้า
ไม่ลังเลและขลาดเขลา สู่เป้าหมายอันใฝ่หา
อาจจะล้มเซถลามากี่ครั้ง ก็ยังรักยุติธรรม"
ขอมอบเนื้อเพลงท่อนหนึ่ง ของเพลงสู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ภาคภาษาไทย แด่ อ.ศุภฤกษ์ ปั้นทอง ค่ะ
สวัสดีค่ะท่าน
ท่านเปลี่ยนรูปใหม่ดิฉันจำไม่ได้ค่ะ
การเดินทางด้วยใจนำทาง ทำให้ผู้เดินทางพร้อมที่จะพบกับสิ่งต่างๆ ในการเดินทางนะคะ ดิฉันเชื่ออย่างนั้นค่ะ
สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะท่าน
ขอบคุณค่ะ
กราบสวัสดี อ.พลเดชค่ะ
คุณ Lin Hui ครับ
ความเพียรดังกล่าว เกิดกับใครก็มีคุณค่านะครับ
อดสะท้อนใจไม่ได้ว่า ครอบครัวของ อ.ศุภฤกษ์คงจะห่วงใยมาก ที่เป็นเช่นนี้
ผมเคยได้ข่าวมีคนไทยปั่นจักรยานรอบโลกเหมือนกันแต่รู้สึกจะไป 2 คน ซึ่งก็ยังดีกว่าไปคนเดียว
อย่างไรก็ตาม ได้แต่เอาใจช่วยและช่วยเหลือตามสมควรนะครับ
ใครจะไปรู้ ในอนาคต เมื่อเกษียณราชการ ผมอาจมีความคิดอะไรทำนองนี้เหมือนกัน
จะได้ระลึกถึงวันนี้
ขอบคุณครับที่มาทักทายกัน
คุณใบไม้ย้อนแสงครับ
ขอบคุณแทนอาจารย์ครับ
เนื้อเพลงดีมากครับ
คุณ Jaewjingjing ครับ
สุขสันต์วันสงกรานต์เช่นกันครับ
ขอให้เจริญสุขทั้งทางโลกและทางธรรมนะครับ
ใจนำทางนั้นถ้าเป็นใจที่เป็น สัมมา และมีปัญญา ก็จะนำไปแต่ในทางที่ดีงามครับ
อย่างไรก็ดี อุปสรรคและความยากลำบากก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะขาดไม่ได้ หากต้องการความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาครับ
บางที มนุษย์เราจะมองความทุกข์ ความลำบากผิวเผินไปครับ
เจริญสุขครับ
คุณคนไม่มีรากครับ
ลองทำดูนะครับ
การแผ่เมตตาที่แบมือทั้งสองข้างแล้วผายมือออกไปข้างหน้ากระจายพลังบุญที่มีอยู่และจะออกไปผ่านฝ่ามือทั้งสอง ให้กับวิญญานทุกผู้ทุกนามในสากลโลก
ถ้าให้ด้วยใจ ทั้งใจและกายสัมพันธ์กัน จะรู้สึกถึงความปีติจากการให้ครับ
แม้จะไม่เห็นผู้รับโดยตรง แต่ก็ได้กลับมาแล้ว
คือความสุขใจ
ที่ได้ให้ ในทุกขณะ
ความจริง การรดน้ำในเทศกาลสงกรานต์ ก็เป็นภูมิปัญญาคนโบราณที่ต้องการจะให้เราเป็นผู้ให้ความเย็น ใส สดชื่นแก่ผู้อื่น น้ำ ก็คือน้ำใจด้วยครับ
ด้วยความปรารถนาดี
สวัสดีค่ะพี่โยคี
ขอปรบมือให้กับ อ.ศุภฤกษ์ ปั้นทอง และนักเดินทางทุกคน จะเดินด้วยกาย หรือใจ ก็สุดแท้แต่
การเดินทางผู้เดียว เป็นความเข้มแข็ง ประสบการณ์ และการแก้ไขอุปสรรค ต้องใช้ปัญญาที่มีอยู่อย่างเดียว รอดหรือไม่รอด เราเท่านั้นจะรับรู้
ขอขอบคุณ ที่พี่โยคีเป็นผู้ให้กำลังใจที่ดี ทำให้นักเดินทางหลายๆคน มีกำลังใจ มุ่งไปสู่จุดหมายปลายทางที่ตั้งไว้อย่างอบอุ่นใจค่ะ
โยคีน้อย
สวัสดีค่ะคุณพลเดช
ประทับใจในความเพียรและความอดทนของอ.ศุภฤกษ์มากค่ะ
แต่ผลของความเพียรก็ย่อมเป็นผลเลิศแต่ตัวอาจารย์เช่นกัน รวมถึงเป็นการจุดประกายใหักับผู้อื่นๆ ด้วย ว่าเราสามารถทำสิ่งใดๆ ให้ลุล่วงได้หากมีความเพียร ถึงแม้จะไม่สำเร็จดังตั้งใจ แต่ก็ยังสำเร็จที่ได้ลองทำอย่างตั้งใจ
ขอบคุณอ.ศุภฤกษ์ และคุณพลเดชมากๆ ค่ะ
โยคีน้อย ทำให้นึกถึงภาพการเดินทางที่เคยวาดไว้
มุ่งมั่นหนอ
โดดเดี่ยวหนอ
แต่ละคืนที่ผ่านไป คงไม่ใช่ง่าย
ค่ำไหน นอนนั่น
อ.ศุภฤกษ์เล่าว่าบางช่วงที่ไม่ถึงเมือง ก็ต้องไปขอค้างคืนกับร้านขายของข้างทาง เช่นร้านขายหวาย
บางทีไปแวะร้านน้ำชา ก็โดนเรียกเงินแพงเกินเหตุ และทำท่าจะรุม ถ้าไม่ยอมจ่าย ก็ไม่ให้ไปต่อ...
ก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จนเอาตัวรอดไปได้
เหล่านี้.......ทำให้ต้องเข้าใจว่า คนอายุถึง 64 ปีแล้ว เคยเป็นอาจารย์ใหญ่ คงต้องเป็นความฝันสูงสุดมากที่ทำให้ต้องมาทนทำในสิ่งเหล่านี้ ทำไมต้องเสี่ยง ที่นอนแต่ละคืนก็ไม่เคยได้รู้ว่าจะได้นอนที่ไหนและปลอดภัยหรือไม่(ยกเว้นจุดที่เจอสถานทุตไทย)
คนเดนทางหลากหลายรูปแบบและเส้นทาง
โยคีน้อยก็เป็นเส้นทางหนึ่ง......ที่อยู่ในอ้อมอกของพระธรรมทูต :)
พี่เอง ก็เป็นนักเดินทาง ไปอยู่ ณ จุดหนึ่งของเส้นทางชีวิตและเส้นทางธรรม
เมื่อถึงเวลา ก็เจอกัน
ในเช้าวันอาทิตย์ที่ อ.ศุภฤกษ์จะปั่นจากไป ลืมบอกไปว่า มีพระสงฆ์อีกองค์หนึ่งชื่อตุนันท์ เดินทางมาอยู่ณ บ้านพักของพี่พอดีโดยบังเอิญ
จึงเป็นสิ่งที่น่าคิด
ในวันสงกรานต์ที่ 13 เมษายน 2551 นักเดินทาง 3 ชีวิตมาพบกัน....แล้วก็จากกัน ในวันเดียวกัน
ยินดีให้กำลังใจเสมอ
เอาดอกไม้ปีใหม่มาฝากครับ
อ.กมลวัลย์ครับ
ความฝันของ อ.ศุภฤกษ์คือทำสถิติโลก เป็นนักปั่นจักรยานรอบโลกที่มีอายุมากที่สุดในโลกคือ 69 ปี (คืออีก 5 ปี ข้างหน้า)และเป็นคนไทย
จุดประกายให้คนอื่นจริงๆ ครับ ทำไมจึงมีความมุ่งมั่นถึงปานนั้น
เดลีเป็นเพียงจุดผ่านจุดหนึ่งในเส้นทางรอบโลก
แต่คิดว่าได้ให้ข้อคิดมากทีเดียว
คงต้องติดตามข่าวของ อ. ศุภฤกษ์ต่อไปครับ
ขอบคุณครับ
ลุงเอกครับ
กราบขอบพระคุณครับ
ดอกไม้สวย ละมุนละไม สัมผัสใจได้ดีมากครับ
ถ้าเป็นการรบ 5 ปี ถือว่านานไหมครับ เดินทางรอบโลกแบบนี้
อ.ศุภฤกษ์ต้องมีวิญญานของนักรบแน่นอน
และมีความมั่นใจว่าจะพิชิตศึกนี้ได้
ชอบประโยคนี้จังค่ะ “นักรบนั้นถึงแพ้ก็ไม่เป็นไร ขอให้แพ้อย่างมีความหมาย”
มาอวยพรวันปีใหม่ไทยค่ะ ขอให้ท่านและครอบครัว จงมีความสุข สงบ สดชื่นและสุขภาพแข็งแรงนะคะ
คุณพี่ศศินันท์ครับ
ขอบพระคุณครับและขอให้พรนั้นบังเกิดผลกลับไปยังผู้ให้เป็นทวีคูณเช่นกันครับ
แพ้อย่างมีความหมาย คือไม่ได้แพ้ครับ
ในทางทหาร พวกนักรบ คงทราบดี
แพ้อย่างไร ที่ทำให้ผู้ชนะสูญเสียเช่นกัน
ในทางธรรม แพ้อย่างมีความหมาย คือเห็นประโยชน์และคุณค่าของความพ่ายแพ้นั้น
ในความเป็นจริง ทั้งการชนะและการแพ้เป็นส่วนประกอบสำคัญของกันและกัน
รู้ชนะอย่างเดียว ก็จะหลุดพ้นไม่ได้ ต้องรู้แพ้ด้วยครับ
สวัสดีวันสงกรานต์ครับ