วันนี้ เป็นวันแห่งการเรียนรู้เรื่องสันติ ใน ๒ แง่มุม ช่วงเช้า เรียนจากมุมของความขัดแย้ง บ่าย เรียนจากมุมของวิทยาศาสตร์และการวิจัย

อนุทินส่วนตัว ๑๐ เม.ย. ๕๑

 

ฐานข้อมูลการเมืองการปกครองสถาบันพระปกเกล้า

       www.thaipoliticsgovernment.org

       ฝีมือเขียนโปรแกรมโดย ดร. ธวัชชัย ปิยะวัฒน์ ของเรา ชาว Gotoknow

 

หลักสูตรสมานฉันท์สันติสุขของสถาบันพระปกเกล้า

http://www.ryt9.com/news/2008-01-16/29334280/

¨    จัดทำขึ้นตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานกรรมการ

¨    วัตถุประสงค์หลัก เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้อง ให้แก่ผู้เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไป ในเรื่องความสมานฉันท์สันติสุข โดยใช้กระบวนการสันติวิธีและการมีส่วนร่วม   เพื่อให้เกิดสันติสุขในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

¨    หลักสูตร ๙ เดือน  มีการบรรยายไม่มาก  แต่เน้นกรณีศึกษา    มี ๕ กลุ่มวิชา คือ (๑) ทำความเข้าใจความขัดแย้ง  (๒) การป้องกัน  (๓) การจัดการ  (๔) การฟื้นฟู เยียวยา  (๕) การศึกษาดูงาน

¨    ผู้รับผิดชอบหลักสูตร : พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ    คณะกรรมการอำนวยการ ๒๑ คน  มี ศ. นพ. ประเวศ วะสี เป็นประธาน   ผมเป็นกรรมการด้วย

¨    ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ ๒ เมื่อ  ๑๐ เม.ย. ๕๑

AAR การประชุมของผม

-    หากจัดได้ดี หลักสูตรนี้น่าจะช่วยเปลี่ยนสังคมไทย   จากสังคมระแวงกัน เกลียดชังกัน   

     เป็นสังคมแห่งการยอมรับนับถือและเอื้ออาทร

-    เป้าหมายลึกๆ ยังไม่ชัดเจน/ยังไม่ตกลงกัน ในหมู่กรรมการ   ว่าจะเน้นถ่ายทอดความรู้

     ความเข้าใจ (Explicit Knowledge)   หรือจะเน้นการเรียนรู้จากภายใน

     จนเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (transformation) ในความความรู้สึก 

     และทัศนคติของผู้เรียน  

-          หลักสูตรที่ร่างมา ยังไม่ชัดเจนในด้านการเน้น CBL – Case-Based Learning

-          ทักษะสำคัญที่สุดของการเรียนหลักสูตรนี้ คือทักษะของการสื่อสารแนวราบ   การสร้างบรรยากาศแนวราบ

-          ควรจัดฝึกทักษะการเรียนรู้จากภายใน ในช่วงปฐมนิเทศ ๓ วัน

-          ผมมีเป้าหมายส่วนตัว หวังเอาประสบการณ์ด้าน KM ช่วยหลักสูตรนี้   ให้เกิดการเรียนรู้จากภายใน    เกิด transformation ในทัศนคติ และจิตวิญญาณ    ผมเตรียมศึกษาวิธีเชื่อมโยงเรื่องสันติศึกษากับ จิตเจริญ หรือ จิตตปัญญา”(spiritual health)    ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน   และจะเป็นอาวุธกอบกู้สังคมไม่ให้จมลงไปสู่กลียุค

 

โปรตีนสลาย ... กายดำรง

 www.peace-foundation.net

ฟัง Prof. Aaron Ciechanover หมอนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาเคมี ปี 2004 (http://nobelprize.org/nobel_prizes/chemistry/laureates/2004/)   ชาวอิสเรล บรรยายเรื่อง Life and death – Why our proteins have to die so we shall live ที่คณะวิทยาศาสตร์ ม. มหิดล แล้ว ผม AAR กับตัวเองว่า

o            ได้เรียนรู้วิธีพูดแบบมีเป้าหมายชัดเจน    ในการพูดวันนี้ สาระทางวิทยาศาสตร์คือเรื่อง Ubiquitin โปรตีนที่เป็นเสมือนพระศิวะ คอยทำลายโปรตีนที่ไม่ต้องการ   แต่ละวันร้อยละ ๑๐ ของโปรตีนในร่างกายเราถูกทำลาย สลายเป็นชิ้นเล็กๆ เอาไปสร้างโปรตีนใหม่    โปรตีนบางชนิดพอสร้างเสร็จก็ทำลายเลย   แต่นั่นไม่ใช่หัวใจของการพูดวันนี้    เพราะเรื่อง Ubiquitin หาอ่านที่ไหนก็ได้      http://en.wikipedia.org/wiki/Ubiquitin    ที่จริง Ubiquitin เก่งกว่าพระศิวะเสียอีก เพราะ Ubiquitin ไม่ทำลายเอง แต่คอยสอดส่องว่าโปรตีนตัวไหนควรถูกทำลาย แล้วกาหัว (label) เพื่อให้เอ็นไซม์ตัวอื่นทำหน้าที่ทำลาย            

o            หัวใจของการพูด คือการชี้วิธีทำงานวิจัย Basic Research ที่จะนำไปสู่การค้นพบใหม่ หรือ breakthrough   การวิจัยเรื่องโปรตีนนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดเป็นร้อยเป็นพันมุ่งค้นคว้าเรื่องการสร้างโปรตีน แต่ท่านฉีกแนวไปตั้งโจทย์วิจัยด้านการสลายหรือทำลายโปรตีน จึงค้นพบ Ubiquitin   การบรรยายวิธีคิด วิธีตั้งโจทย์วิจัย ที่มีความแปลกใหม่ และวางฐานงานวิจัยของตน เพื่อมุ่งมั่นทำงานวิจัยระยะยาว ครั้งนี้ จัดเป็นการบรรยายที่ดีที่สุดที่ผมเคยฟัง

o            โฟกัส หรือเข็มมุ่ง ของคนทำวิจัยแบบนี้ คือการค้นพบความรู้ใหม่   ไม่ใช่ชื่อเสียง รางวัล หรือการประยุกต์ใช้   สามเรื่องหลังนั้นจะตามมาเอง หรือเป็นเรื่องรอง    นักวิจัยที่โฟกัสความคิดผิดที่ จะไม่สามารถตั้ง/เลือก โจทย์วิจัยที่คมและแปลกใหม่ได้   แนวคิดแบบนี้ใช้ได้กับทุกเรื่อง รวมทั้งการเลือกทำ/ไม่ทำ สิ่งต่างๆ ในชีวิตด้วย

o            ผู้ที่ต้องการดำรงชีวิตเป็นนักวิจัยผมขอแนะนำให้อ่าน autobiography ของท่านที่   http://nobelprize.org/nobel_prizes/chemistry/laureates/2004/ciechanover-autobio.html     ทั้งสนุกและประเทืองปัญญา   ผมชอบข้อเขียนช่วงนี้มาก   

 

From my mentors I learnt two principles: first, to select an important biological problem, preferably an unobvious one and not in the mainstream, and second, to make sure that there are appropriate research tools to approach it experimentally. I also learnt to become a long books author rather than a short story writer: I learnt not to be opportunistic but rather to adhere to a project, to dig deeply into a problem, to resolve it mechanistically, to unravel complex mazes - peeling them like an onion, not to be tempted to be dragged after fashions. I learnt to pay attention to small details, to carefully examine hints, as the important findings are not always obvious from the apparent results. I learnt to be stubborn, to fight difficulties uphill, but most importantly, to be critical: I believe I developed good senses that enable me to distinguish false from truth, and artifacts from meaningful findings. Interestingly, I learnt all these principles not in frontal lessons or formal presentations, but as an apprentice, following my mentors' own attitude and way of thinking. At the same time I also learnt to question, to doubt, to ask, and to discuss, to follow my own gut feeling when it was necessary, not to always take advice and direction for granted, and to trust myself too. It did help in many occasions along the way. Thus, at times I found myself swimming alone against the stream. Altogether, these principles generated animportant philosophy and shaped my approach to science, something I try to instill in my own students, as I strongly believe it is the only way one can make an impact, leave an imprint behind.

 

               ผมมองว่า คนที่มีจิตวิญญาณเช่นนี้แหละ ที่เป็นผู้นำสันติภาพมาให้แก่โลก 

 

แปลกมาก ที่วันนี้ เป็นวันแห่งการเรียนรู้เรื่องสันติ ใน ๒ แง่มุม   ช่วงเช้า เรียนจากมุมของความขัดแย้ง   บ่าย เรียนจากมุมของวิทยาศาสตร์และการวิจัย

 

วิจารณ์ พานิช

๑๑ เม.ย. ๕๑