วันว่าง เดือนว่าง

วันสงกรานต์ ตามภาษาเป็นทางการนั้น ปักษ์ใต้บ้านเราเรียกกันว่า วันว่าง  และเมื่อขยายออกไปเดือนห้าแบบไทยๆ ปักษ์ใต้ก็เรียกกันว่า เดือนว่าง ...

คำว่า ว่าง ตามปักษ์ใต้ภาษาแปลว่า ไม่ยุ่ง ดังนั้น วันว่างก็คือวันที่ไม่ยุ่ง และเดือนว่างก็คือเดือนที่ไม่ยุ่ง...  ผู้เขียนคิดว่าในสมัยก่อนชาวปักษ์ใต้อาจเป็นอยู่ตรงตามความหมายนี้... แต่สังคมที่ผันแปรไป ทำให้ปัจจุบันนี้ ความหมายตามข้อเท็จจริงค่อยๆ เลือนหายไป คงเหลือแต่คำศัพท์ที่ยังคงใช้กันอยู่ และความหมายตามตัวอักษรเท่านั้น

ผู้เขียนเข้าถึงความจริงของคำนี้ก็เมื่อตอนเป็นวัยรุ่นอายุประมาณ ๑๘-๑๙ (ปี ๒๕๒๕-๒๖) ...  จำได้ว่าเดือนห้าปีนั้น ซึ่งอยู่ในช่วงปิดเทอม ผู้เขียนไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่ตะโหมด พัทลุง... เพื่อนก็พาผู้เขียนไปเที่ยววันแล้ววันเล่า เช่น ไปเที่ยวโตนหม่อมจุย (โตน คือ น้ำตก) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก บางวันก็ไปยิงปลาตามห้วย (ใช้ปืนฉมวกทำเองด้วยเหล็กก้านร่ม และสวมหน้ากากเพื่อมองเห็นในน้ำได้) หรือบางวันก็พามอเตอร์ไซต์ไปเที่ยวยังที่ไกลที่ใกล้ในละแวกนั้น...

ผู้เขียนรู้สึกเกรงใจครอบครัวของเพื่อน เพราะไม่ได้อยู่ติดบ้านกันเลย... แต่เพื่อนของผู้เขียนกลับบอกว่า เดือนห้าเดือนว่าง เดือนนี้ เค้าไม่ทำไหร่ อยู่เฉยๆ หรือเที่ยว... เพื่อนมักบอกผู้เขียนทำนองนี้เสมอ และผู้เขียนก็รู้สึกว่า คนอื่นๆ เค้าก็ไม่ค่อยทำไหร่เหมือนกัน จึงค่อยๆ คลายความกังวลลง...

คำของเพื่อนทำให้ผู้เขียนระลึกย้อนไปถึงชีวิตวัยเด็ก เพราะแถวบ้านเดิมผู้เขียน (อำเภอสทิงพระ สงขลา) เค้าก็ถือธรรมเนียมทำนองนี้เหมือนกัน แต่ธรรมเนียมนี้ไม่หนักแน่นเท่ากับอำเภอตะโหมด พัทลุง... และเรื่องนี้ผู้เขียนก็จำมาตั้งแต่วันนั้น

การที่โบราณปักษ์ใต้กำหนดเดือนห้าเป็นเดือนว่าง อาจเป็นเพราะเดือนนี้ไม่มีภารกิจเร่งด่วน เช่น ฝนก็ยังไม่ตกเพื่อจะเพาะปลูก ยางพาราก็ผลัดใบไม่ควรที่จะกรีดยางช่วงนี้... ประจวบกับวันสงกรานต์ีซึ่งเป็นปีใหม่ไทยโบราณ ดังนั้น ทุกคนจึงฉลองและสนุกสนานกันเต็มที... เพียงแต่ว่า วันว่าง ในบางท้องถิ่นอาจกำหนดเพียง ๒-๓ วัน แต่บางท้องถิ่นอาจขยายออกไปหลายๆ วัน จึงเรียกว่า เดือนว่าง

...........

เฉพาะวันสงกรานต์หรือวันว่างนี้ ธรรมเนียมชาวพุทธนิยมไปทำบุญที่วัด สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ตามประเพณีทั่วไป... ส่วนปักษ์ใต้บ้านเรามีธรรมเนียมอาบน้ำคนแก่ หรือบางครอบครัวหรือบางท้องถิ่นก็นิยมทำบุญกระดูกไปด้วย... (เฉพาะเรื่องอาบน้ำคนแกนั้น ผู้เขียนค่อยแยกไปเล่าเรื่องพิธีกรรมต่างหาก) จะเล่าเฉพาะเรื่องทำบุญกระดูกเท่านั้น

กระดูกของบรรพบุรุษที่ถึงแก่กรรมไปแล้วนั้น เรานิยมใส่โกฎเล็กๆ ไว้ ซึ่งบางครอบครัวอาจเก็บไว้ที่บ้าน แต่โดยมากมักจะนำโกฎไปเก็นไว้ในบัว (บัว คือเจดีย์เล็กๆ  ไว้บรรจุกระดูก... ภาคเหนือจะเรียกว่า กู่ ... ส่วนอีสานเรียกว่า ตูป) ตามป่าช้าหรือในวัดเพื่อจะได้ไปบูชาหรือทำบุญอุทิศให้ตามประเพณี...

บัวบรรจุกระดูกทำนองนี้ มีหลากหลาย.... บางตระกูลอาจสร้างด้วยคอนกรีตหรือไม้สวยงามตระการตา ... บางตระกูลก็สร้างกุฏิหรือศาลาทั้งหลังถวายวัดแล้วขอกันพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้เป็นบัวเพื่อบรรจุกระดูก... แต่บางตระกูลอาจเอาโกฎกระดูกฝั่งไว้ในดินแล้วพูนดินขึ้นมาปักป้ายหรือปลูกต้นไม้หมายไว้เท่านั้น... ความหลากหลายทำนองนี้ขึ้นอยู่กับฐานะ ความจำเป็นของพื้นที่ และความนิยมในแต่ละท้องถิ่นด้วย

ผู้เขียนเคยไปอยู่มาเลย์ระยะหนึ่ง ชาวไทยพุทธสัญชาติมาเลย์ยังคงถือเป็นธรรมเนียมเคร่งครัดว่า ดือนห้า (และเดือนสิบ) แม้ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็ต้องกลับมายังบ้านเดิมที่มีบัวของบรรพบุรุษสถิตอยู่ จะต้องมาถางหรือดายหญ้ารอบบัว มาทาสีบัวใหม่แล้วทำบุญอุทิศไปให้บรรพบุรุษ...

ส่วนธรรมเนียมปักษ์ใต้บ้านเรา เดียวนี้ไม่ค่อยเคร่งครัดนัก บางคนไปอยู่กรุงเทพหรือที่อื่นไกลๆ ก็ขี้เกียจกลับ เริ่มมีธรรมเนียมใหม่ว่า เขียนชื่อเอาก็ได้ อยู่ที่ไหนก็ทำบุญที่นั้น อุทิศไปให้ก็ถึงเหมือนกัน... ทำนองนี้

..........

เมื่อผู้เขียนมาบวชจึงรู้ว่า สำหรับปักษ์ใต้บ้านเรานั้น ในช่วงเดือนห้าเดือนว่างนี้ ถือว่าเป็นฤดูเศรษฐกิจสำหรับพระ-เณร... โดยเฉพาะเขตนอกเมืองบางท้องถิ่นแล้ว พระ-เณรไม่ว่างเลย จะต้องไปสวดกระดูก บังสุกุลบัวทุกวันก็ว่าได้... โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันคาบเกี่ยวกับวันว่าง (ก่อนและหลังวันสงกรานต์ ๒-๓ วัน) หลายท้องถิ่นญาติโยมมีการวิวาทกันเรื่องแย่งพระ-เณร หรือบางครั้งท่านเจ้าอาวาสก็อาจถูกต่อว่า จากญาติโยม เนื่องจากไม่อาจจัดสรรพระ-เณรที่มีอยู่ให้ลงตัวในการบริการกิจนิมนต์สำหรับญาติโยมได้...

ส่วนในเมืองนั้น ไม่ค่อยเท่าไหร่นัก อาจกล่าวได้ว่า รายได้ของพระ-เณรในช่วงเดือนห้าเดือนว่างนี้ พระ-เณรเขตนอกเมืองจะมีรายได้มากกว่าเขตในเมือง คงเป็นเพราะคนทั่วไปมีรากเง้ามาจากนอกเมืองทั้งนั้น มีน้อยนักที่ครอบครัวจะมีรากเง้าอยู่ในเมืองจริงๆ...

จำได้ว่าตอนผู้เขียนบวชใหม่ๆ พ่อท่านเจ้าอาวาสรูปหนึ่ง (มรณภาพแล้ว) เคยชวนผู้เขียนไปอยู่วัดของท่านในช่วงเดือนห้า ท่านบอกว่า เดือนห้าคุณมาอยู่กับผม รับรองว่ารวย... และพี่ท่านเจ้าอาวาสรูปหนึ่งก็พูดทำนองเปรียบเปรยว่า วัดเราทำนาปี กล่าวคือ ปีัทั้งปีไม่ค่อยมีกิจนิมนต์ ต้องรอเดือนห้า ได้ปัจจัยเท่าไหร่ก็เก็บสะสมไว้ ค่อยๆ ใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น หรือถ้าหวังจะซื้อหรือสร้างอะไรสักอย่าง ก็ต้องรอให้ผ่านเดือนห้าก่อน จึงจะมีปัจจัย... ทำนองนี้

.........

สำหรับพระ-เณรที่ไปบังสุกุลบัวตามป่าช้าหรือตามวัดเขตนอกเมืองนั้น มีสำนวนเรียกกันอย่างหนึ่งว่า ไปขุดโดก (ไปขุดกระดูก) ซึ่งก็ได้ปัจจัยมากพอสมควร... จำได้ว่า ตอนผู้เขียนบวชครั้งแรก (ปี ๒๕๒๗) เคยไปบังสุกุลกระดูกที่วัดคงคาเลียบ อำเภอหาดใหญ่ (ไปกับพ่อท่านแดง วัดท่าแซ) ได้ปัจจัยมาหกร้อยกว่าบาท พร้อมกับผ้าอาบน้ำฝนและสบงล้นย่าม.... รู้สึกปลื้มใจมาก จำไม่ลืมเลยในชีวิตการบวช (สมัยนั้น สวดศพได้ครั้งละ ๒๐-๓๐ บาท การที่ได้มาหกร้อยกว่าบาทภายในวันเดียว จึงนับว่าเป็นรายได้ที่สูงพอสมควร)

สำหรับวัดที่เป็นสำนักเรียนทั้งหลายในเขตเมือง ช่วงนี้จะปิดเทอม จึงถือว่าเป็นช่วงว่างเช่นเดียว ดังนั้น พระ-เณรที่เป็นนักเรียนหรือพระอาจารย์ก็ตาม ถ้าใครไม่อยู่วัดสำนักเรียน ก็มักจะรู้กันว่าไปขุดกระดูก ซึ่งบ้างก็อาจกลับไปยังวัดภูมิลำเนาเดิม หรือบ้างก็พระเณรที่เป็นเพื่อนกันก็ชวนกันไปขุดกระดูก... สำหรับพระหนุ่มเณรน้อยถือว่าเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิต ได้เที่ยว ได้ปัจจัย ได้สนองศรัทธาญาติโยม... แต่สำหรับพระเถระบวชเป็นสิบพรรษาขึ้นไป (เช่น ผู้เขียน) โดยมากมักขี้เกียจ นอนเฝ้าวัดไม่ไปไหน กล่าวคือ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็มักจะไม่ค่อยไปขุดกระดูก ปล่อยให้พระหนุ่มเณรน้อย หรือหลวงตาแก่ๆ แย่งกันขุดก็แล้วกัน (............)

สำหรับท้องถิ่นอำเภอหาดใหญ่และใกล้เคียง ถือว่าเป็นพื้นที่เศรษฐกิจดีมาก จะมีพระ-เณรจากสถานที่ต่างๆ  ซึ่งรู้ธรรมเนียมท้องถิ่น หลั่งไหลกันมาแย่งกันขุดกระดูก... บางรูปบางท่านมีความอยากได้มากเกินสมณเพศ ทะเลาะกันเรื่องกระดูกก็มี (5 5 5....)

............

อนึ่ง เพื่อนสหธรรมิกรูปหนึ่งของผู้เขียน (ปัจจุบันลาสิกขาหรือสึกไปแล้ว) เรียนหนังสืออยู่เชียงใหม่ ท่านเป็นผู้มักน้อยสันโดษ ในช่วงปิดเทอมท่านก็จะลงมาพักที่หาดใหญ่กับเพื่อนสหธรรมิกเจ้าถิ่น มาเที่ยวขุดกระดูกอยู่แถวหาดใหญ่ จนกระทั้งเปิดเทอมจึงกลับขึ้นเชียงใหม่เพื่อเรียนหนังสือต่อ...

ตอนเรียนหนังสืออยู่เชียงใหม่... ปีหนึ่งๆ ท่านเกือบจะไม่มีกิจนิมนต์เลย อาศัยปัจจัยที่ได้มาจากการขุดกระดูกนี้ิแหละ ค่อยๆ ใช้จ่ายอย่างประหยัด ปิดเทอมใหญ่ก็มาขุดกระดูกเป็นทุนการศึกษาอีกครั้ง...

ท่านก็ได้ปัจจัยจากการขุดกระดูกนี้แหละ เป็นทุนการศึกษาและส่งเสียตนเองจนเรียนจบ และได้ลาสิกขาไปเมื่อปีแล้วก่อน...

  • ทำนองนี้ควรเรียกว่า  ขุดกระดูกเพื่อการศึกษา