เมื่อคราวเป็นสาวน้อยร้อยชั่ง สมัครไปเป็น labor จะเรียกให้ดีก็
fellow ที่ Sweden 2 ปีทำงานอยู่ห้อง Lab
ไปตอนแรกก็ลำบากหน่อยเพราะไม่รู้จักคนไทยเลย ต้องผูกมิตรกับ ชาวสวีเดน
เราก็พยายามฉีกยิ้มให้พวกเขาทุกวัน คน Sweden เป็นคนค่อนข้างเย็นชา
(อาจเป็นเพราะเขาอยู่เมืองหนาวเย็น)
ต้องใช้เวลากว่าจะผูกมิตรสำเร็จ
ในช่วง Summer
ที่นักเรียนปิดเทอม มีเด็กหนุ่มหน้าตาดีลูกของ Professor มาทำงานที่ Lab
เพื่อเรียนรู้และหารายได้พิเศษ ก็เผอิญได้มานั่งทำ Lab ใกล้กัน
(คงจะเป็นพรมลิขิต)
เราก็พูดคุย ฟุตฟิตฟอไฟ ไปตามเรื่อง แลัวเราก็ยิ้มให้ประจำ
จนทำให้หนุ่มน้อยเผลอไผลชวนเราไปเที่ยวและกินข้าวด้วยกันสองคน
(จะเรียกว่ามี date
ได้ไหมเนี๊ย)
“
อุ้ยตาย…..อยู่บ้านเรามาตั้งแต่อนุบาล จนถึงมหาลัย
เรียนจบทำงานแล้ว ก็ยังไม่เคยมี date กับเขาเลย
เพิ่งจะมีรายแรกนี่แหละ รู้สึกตื่นเต้น
ดีใจชอบกล”
แต่ว่า…เราเป็นหญิงไทยต้องระวังตัวเพราะมักจะถูกมองว่า
“มาล่าผู้ชายต่างชาติ”
คิดได้อย่างนี้แล้วเราก็ต้องทำเป็นเล่นตัว อย่าเพิ่ง say yes
ในครั้งแรก จะได้ดูดี
(มีค่ามีราคา) เราก็ต้องจำใจปฏิเสธก่อน
กะว่า.........ถ้าชวนอีกก็จะ โอเค
OK
แต่รอแล้วรอเล่า……เจ้าหนุ่มนั่นก็ไม่ยักมาชวนอีก
เลยไม่มีเรื่องเล่าตอนออก date น่าเสียดายจัง
!!!
เล่าเรื่องยิ้ม
เมื่อคราวเป็นสาวน้อยร้อยชั่ง
คงมีตอนต่อไปนะครับ
เรียนรู้จากเพลง สาวกระโปรงเหี่ยน
อยากให้มี Time machine ย้อนเวลาหาอดีต ป่านนี้เราคงได้ไปเยี่ยมหลาน ที่ Sweden ...เฮ้อ ! เสียดายจัง. .. เฮ้อ! เสียดายจริง
แฮะ แฮะ ถ้าอาจารย์ Say yes! ป่านนี้เราอาจจะไม่มีคุณ Tammy อยู่ห้องจุลฯ พยาธิก็เป็นได้ เอ๊ะ ! อย่างนี้คงต้องขอขอบคุณหนุ่มสวีเดนคนนั้น
ลองฝึกยิ้มแบบพี่เม่ยว่าดูแล้ว ปรากฏว่าคนที่บ้านวิ่งหนีแทบไม่ทันเลยค่ะ !
ไชโย ในที่สุดก็เขียนแล้วขอบคุณค่ะ อาจารย์ แล้วอย่าลืม สมัครเข้าชุมชนคนเขียน blog ใน มอ.ด้วยนะคะ