Another Perception at World Café (1)
ผมได้รับจดหมายเขียนพรรณนาถึงประสบการณ์ World Café โดยคุณศิิริมา โคตตาแสง กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัว โรงพยาบาลหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ ใจความเป็นการถอดประสบการณ์ลงเป็นอักษรเรื่องเล่า จึงได้ขออนุญาตคุณศิริมา มาลงไป ณ ที่นี้เพื่อเป็นบันทึกต่อเนื่องการเรียนรู้ World Café ครั้งแรกของ HA Thailand ดังต่อไปนี้
=======================================================
สัมผัสจิตวิวัฒน์ ณ. World cafe
“สวัสดีครับ กัลยาณมิตรทุกท่าน”
“คงไม่ใช่เรื่องธรรมดา ที่ทุกท่านที่มาอยู่ในห้องนี้ จากคนที่มาประชุมในครั้งนี้ เจ็ดแปดพันคนแต่มีพวกท่านสามสิบสี่สิบคนได้มีโอกาสมาพบกันในห้องนี้ ผมว่ามันคงมีอะไรสักอย่างที่ทำให้เราต้องมาเจอกัน”
“ขอให้ทุกท่านโปรดถอดหัวโขน ยศ ตำแหน่งต่างๆ ออกไปวางไว้นอกห้องก่อน เมื่อเสร็จภารกิจแล้ว จะคืนให้”
เสียงพูดของชายวัยกลางคน รูปร่างสูงเพรียว สีหน้าท่าทางบ่งบอกถึงบุคลิกเป็นคนมีความมุ่งมั่น และที่สะดุดตาที่สุดด้วยเอกลักษณ์สวมเสื้อคอจีน แขนยาว ตัวเสื้อตัดหลวมๆความยาวคลุมถึงก้นย้อย สวมกางเกงขาก๊วยสีสดใส มีผ้าผูกเอวไว้ ชวนให้ฉันนึกคิดไปว่า “ ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา” ซึ่งท่านนี้เมี่อวานฉันเจอมาแล้วที่ห้อง Meeting room 1ในบทบาทวิทยากร แต่วันนี้ทำหน้าที่เป็นกระบวนกรร่วมกับอาจารย์อีกท่านในห้องWorld cafeในครั้งนี้ กำลังนำพาเข้าสู่บรรยากาศ สนทนา เบิกฟ้า เปิดโลกา
เช้าวันที่ 13 มีนาคม 2551 ฉันเดินทางออกจากที่พักราวเจ็ดโมงเช้า โดยความตั้งใจในวันนี้จะเข้าไปเรียนรู้ในห้อง Meeting room10 ฉันเดินทางถึงเมืองทองธานีโดยรถแท็กซี่ หลังจากเข้าคิวตรวจสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ฉันเดินลิ่วไปยังห้อง Meeting room10 และได้พบกับอาจารย์จาก พรพ.ท่านหนึ่ง ซึ่งอาจารย์ท่านนี้ฉันเคยพบท่านมาแล้วตอนไปอบรมแกนนำสร้างสันติ ท่านเป็นกัลยาณมิตรและสัมผัสได้ว่าเป็นบุคคลที่มีเมตตาต่อตัวฉันเองและโรงพยาบาลของฉันเป็นอย่างมาก ในวันนี้ก็เช่นกันท่านเป็นคนชี้แนะในหลักสูตรและหลังจากที่ฉันได้เข้าไปดูใน web site แล้วจึง ตัดสินใจสมัครโดยไม่รีรอเพราะทราบมาว่า รับจำนวนจำกัด
“สวัสดีค่ะ อาจารย์” ฉันยกมือไหว้พร้อมกล่าวทักทาย
“สวัสดีครับ ดีมาก” อาจารย์รับไหว้พร้อมพูดตอบมา
“ผมขอตัวไปดูที่ห้อง Meeting room 1 ก่อนนะ”
หลังจากนั้นอาจารย์ท่านนี้ก็เดินจากไปด้วยท่าทางเร่งรีบ ส่วนฉันได้เดินไปยังโต๊ะลงทะเบียนซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าห้อง หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว พลันสายตาทั้งคู่ได้มองหาที่นั่ง ฉันมีความรู้สึกว่าเก้าอี้บริเวณหน้าห้อง ยังดูว่างมีคนมานั่งรอก่อนราว 2-3 คนเท่านั้น
ขณะที่ฉันกำลังนั่งรออยู่หน้าห้อง สังเกตเห็นมีบางคนหรือบางกลุ่มเดินมาที่ห้อง Meeting room 10 แล้ว หลังจากได้รับการบอกกล่าวจากทางผู้จัดว่า ห้องนี้ไม่ใช่ห้องฟังแบบบรรยายแต่จะเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน มีดนตรีบรรเลงหรืออาจจะมีการวาดภาพระบายสีบ้าง บางคนบางกลุ่มก็เดินจากไปแต่ก็มีบางคนบางกลุ่มที่ฉันคิดว่ามีความรู้สึกเดียวกันกับฉัน จะยังไงก็ช่าง “ใจสั่งมา” อยากรู้จังเลยว่าWorld cafe เป็นอย่างไร?
ฉันนั่งรออยู่หน้าห้องครู่ใหญ่เมื่อมีคนมาบอกว่าเข้าไปในห้องได้แล้ว จึงลุกจากเก้าอี้เดินเข้าไปในห้อง จากความโล่งของห้องทำให้ฉันได้มีโอกาสยืนพิจารณาบรรยากาศภายในห้องก่อนที่จะมองหาที่นั่ง ที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นคือ ผ้าปูโต๊ะ
ภายในห้องมีโต๊ะที่ถูกจัดแบบลงตัวคล้ายกับมุมนั่งเล่นอยู่ราว 8-9ชุด โดยแต่ละชุดจะมีเก้าอี้ราว 4-5 ตัว ทุกโต๊ะจะมีผ้าปูเป็นผ้าขาวม้า บนโต๊ะจะมีกระดาษและสีเทียนวางอยู่ ด้านหน้าของห้องจะมีStandตั้งอยู่ทางซ้ายมือ ส่วนมุมด้านขวาจะถูกจัดเป็นโต๊ะวิทยากร มองไปจะเห็นแจกันดอกไม้วางอยู่บนโต๊ะแลดูสวยงามยิ่งนัก ฉันเลือกที่จะนั่งอยู่ตรงกลางแต่ค่อนไปทางด้านซ้ายของห้อง ในใจคิดว่าอยากจะนั่งเยื้องๆกับวิทยากร ส่วนกัลยาณมิตรท่านหนึ่งซึ่งเดินเข้ามาในห้องพร้อมๆกับฉันได้ไปเลือกนั่งโต๊ะบริเวณด้านหน้า ครู่หนึ่งต่อมาท่านนี้จึงได้ลุกมานั่งด้วยกันกับฉัน
ราวเก้าโมงกว่าๆผู้คนเริ่มมีพอสมควร บรรยากาศได้เริ่มต้นโดยกระบวนกรทั้งสองท่านได้แนะนำตนเองและเกริ่นนำถึงวัตถุประสงค์ในการทำWorld cafe พร้อมทั้งอรรถาธิบายกติกาและขั้นตอนในการทำ สนทนาเบิกฟ้า เปิดโลกา ในครั้งนี้
“ World cafe เชื่อว่าความรู้ต่างๆจะมีอยู่ในตัวคน”
“กติกา คุยอย่างเท่าเทียม ถ้าพูดจบแล้วให้บอกว่าจบ”
“การฟังมี 3 ระดับ หนึ่งฟังว่าเขาพูดอะไร สองเขารู้สึกอย่างไร สามเขาอยากบอกอะไร”
“ขณะฟังเพื่อนพูด สามารถเขียนอะไรลงไปในกระดาษได้ตามอัธยาศัย”
เสียงพูดที่นุ่มนวลและท่าทีที่สงบอันแฝงด้วยพลังรักและความเมตตาของกระบวนกร ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลาย ในใจพลันนึกไปถึงหลักสูตรแกนนำสร้างสันติของมหาวิทยาลัยมหิดลที่เคยอบรมมาแล้ว คิดว่าวันนี้คงมีรูปแบบคล้ายๆกันเพียงแต่การอบรมครั้งนั้นไม่มีการจัดโต๊ะเหมือนครั้งนี้ จึงทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ส่วนท่านอื่นๆที่นั่งร่วมโต๊ะเดียวกันกับฉันในวันนั้น ที่สัมผัสได้ว่าดูมีชีวิตชีวามากกว่าใครอื่นมาจากนครศรีธรรมราช
ประเด็นในการคุยเริ่มต้นด้วยหัวข้อ ศิลปบำบัดกับการดูแลผู้ป่วยโดยกระบวนกรได้โยนคำถามมาว่า “ความหมายศิลปะบำบัดในการดูแลผู้ป่วย ในความคิดเห็นของท่านที่มาจากตัวท่านเอง ที่ไม่ใช่มาจากตำราเป็นอย่างไร?”
ทุกคนต่างเล่าความคิดเห็นของตนเองออกมาและฉันสังเกตเห็นว่า คนที่สามารถพูดถึงศิลปะในการดูแลผู้ป่วยได้ในมุมมองที่กว้างกว่าใครอื่นเป็นพี่ท่านหนึ่ง ถ้าจากบุคลิกท่าทางที่ดูกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวาจะไม่สามารถทราบเลยว่าเกษียณอายุไปแล้ว พี่ท่านบอกว่าสนใจในหัวข้อนี้จึงอยากมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์
“การใช้ศิลปะในงานของเรามีการใช้ครบทั้ง 4มิติ ทั้งการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟู โดยจะต้องมีความสมดุลในด้านศาสตร์และศิลป์ สอดแทรกให้เหมาะสมกับสังคมวัฒนธรรมและวิถีชีวิต เพื่อทำให้ผู้ป่วยหรือผู้รับบริการมีความสุขทั้งทางด้านกาย จิต สังคม และปัญญา”
ตัวอย่างการใช้ศิลปะในการทำงานอาทิเช่น น้องแพทย์แผนไทยขณะทำการนวดให้ผู้ป่วยจะชวนผู้ป่วยพูดคุยให้เกิดความผ่อนคลาย อาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งเวลาจะหยอดโปลิโอจะหาสิ่งของมาล่อเด็ก เวลาเด็กเผลออ้าปากจึงค่อยหยอดยา ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจากการซักประวัติพบว่ามีความเครียดสูง พยาบาลได้เข้าไปสัมผัสและนวดคลึงเบาๆบริเวณไหล่ พร้อมกับพูดให้กำลังใจด้วยความนุ่มนวล หลังจากนั้นวัดความดันใหม่อีกครั้งปรากฏว่าความดันโลหิตลดลง ฯลฯ
ขณะฟังเพื่อนเล่าฉันพยายามที่จะใช้ Mind map เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ และขีดเขียนลงในกระดาษด้วยสีเทียนโดยเลือกสีตามอารมณ์ที่อยากจะเขียน มีบางครั้งสมาชิกในกลุ่มพูดจบถ้าใคร มีความสงสัยในประเด็นก็จะซักถามหรือถกกลับ บางครั้งมีเสียงหัวเราะดังออกมาจากกลุ่มเป็นระยะๆ บ้างบางคนขณะนั่งฟังก็หยิบถั่วลิสงหรือถั่วลันเตาอบกรอบเข้าปากเคี้ยวกรอบกรุบ หรือบางคนจิบกาแฟไปพร้อมมีเสียงดนตรีเปิดคลอเบาๆ เออ! ก็เข้าท่าดีแฮะ พลอยให้เพลิดเพลินจนลืมดูเวลา กลุ่มยุติลงในรอบแรกเมื่อมีสัญญาณบอกจากกระบวนกรว่าให้แยกย้ายกันไปกลุ่มใหม่ได้แล้วและมติกลุ่มบอกว่าให้ฉันทำหน้าที่เป็นHost ทุกกลุ่มทำตามคำบอกของกระบวนกร จึงทำให้เกิดการเคลื่อนไหวขึ้นมาอีกครั้งในห้องที่ความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่มีอุณหภูมิไม่เย็นหรือร้อนจนเกินไป
รอบที่สองเริ่มโดยHostได้แจ้งแก่สมาชิกที่เข้ามาใหม่ให้ทราบถึงว่า ก่อนหน้านี้ในกลุ่มได้พูดคุยอะไรไปบ้าง หลังจากนั้นกระบวนกรก็จะโยนคำถามมาปลุกให้ฉุกคิดอีกครั้งรอบนี้ประเด็นคำถามว่า ที่ผ่านมาท่านได้ใช้ศิลปะอะไรมาบ้างในการทำงาน?โดยให้พูดคนละเรื่องที่คิดว่าสำคัญที่สุด
บางคนบอกว่าเคยพาผู้ป่วยเด็กวาดภาพระบายสี บ้างบอกว่าเคยเปิดเพลงให้ฟัง อีกคนบอกว่าเล่านิทานให้ผู้ป่วยฟัง ในรอบนี้สมาชิกในกลุ่มมีความเห็นว่า ศิลปะในการดูแลผู้ป่วยจะทำอะไรก็ได้ที่เกิดจาก การคิดดี พูดดี ทำดี และสื่อออกมาในทางที่ดี รอบนี้ด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าคนที่เคยเป็นHostแล้วต้องเป็นต่อ ฉันจึงต้องนั่งเฝ้าทรัพย์ต่อไป แต่มาทราบความจริงในภายหลังว่าให้เปลี่ยนHostในทุกรอบ
รอบสุดท้าย รอบนี้มีคำถามว่า กลับไปท่านจะไปใช้ศิลปะอะไรที่สามารถทำได้ทันที? สมาชิกในกลุ่มรอบนี้มาจากหลากหลาย อาทิเช่น โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา รพร.ด่านซ้าย มาจากปักษ์ใต้(ต้องขออภัยจำชื่อรพ.ไม่ได้) ประสบการณ์ที่แลกเปลี่ยนออกมาช่วยทำให้สมาชิกภายในกลุ่มได้เปิดมุมมองใหม่ๆเพิ่มขึ้น สัญญาณหมดเวลากลุ่มของเราอาสาที่จะออกไปนำเสนอ ฉันได้รับฉันทานุมัติเป็นตัวแทนกลุ่มออกไปนำเสนอในครั้งนี้ สิ่งที่ฉันได้รับรู้จากการสนทนาในครั้งนี้มีความแตกต่างจากที่เคยเรียนรู้มากล่าวคือ สมาชิกแต่ละรอบไม่ใช่คนเดิม และแต่ละคนก็มาจากต่างกลุ่ม ทำให้ฉันได้สัมผัสสมุหปัญญาจากกัลยาณมิตรที่ได้มาพบเจอกันวันนี้ นอกจากนั้นยังได้ฝึกทักษะการฟังและการเก็บเกี่ยวสิ่งที่เพื่อนพูดออกมา โดยเฉพาะเรื่องที่เพื่อนพูดออกมานั้นมาจากการปฏิบัติจริง จึงเป็นสิ่งที่มาช่วยจุดประกายความคิดให้ฉันได้มีมุมมองใหม่ๆเกิดขึ้นอีกมากมาย สำหรับฉันคิดว่า World cafe เป็นเครื่องมือหนึ่งที่น่าจะนำมาใช้เพื่อให้คนหันหน้ามาคุยกัน โดยเฉพาะองค์กรของฉันในขณะนี้
ห้อง Meeting room 10 ในวันนี้มีประเด็นที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้อยู่ 4ประเด็น
-ศิลปะบำบัดกับการดูแลผู้ป่วย
-สุนทรียสนทนา แก้ปํญหาได้จริงหรือ
-จากการเริ่มต้น สู่การทำจริงของ Humanized health care
-ทำอย่างไรให้โรงพยาบาล(ของเรา)เป็นLiving organization
ตอนสมัครทาง Internet ฉันแจ้งความประสงค์ที่จะเข้าแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตลอดทั้งวัน แต่มาวันนี้ในใจมีความต้องการอยากไปเรียนรู้เรื่องการวิจัยในห้องMeeting room4 ประกอบกับประเด็นสุนทรียสนทนาเคยผ่านมาบ้างแล้ว จึงตัดสินใจเดินออกจากห้องนี้ โดยก่อนที่จะเดินออกไปได้มีการนัดแนะกับกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง “พี่หนุ่ย” ซึ่งมาจากรพร. ด่านซ้าย
“ตอนบ่าย เจอกันอีกครั้งนะพี่”
“พี่จะมาเรื่ององค์กรมีชีวิต แล้วค่อยเจอกันนะ”
ภายในห้องMeeting room4 ผู้คนในห้องนี้ดูหนาตา หลังจากฟังวิทยากรบรรยายไปครู่ใหญ่ฉันมีความรู้สึกว่า บรรยากาศในห้องนี้ไม่เหมาะกับฉันเลย ทั้งที่ฉันเองก็เคยผ่านประสบการณ์การเป็นนักวิจัยเชิงคุณภาพมาบ้าง ฉันสังเกตผู้คนที่นั่งอยู่รอบข้าง บุคคลเหล่านั้นดูกระตือรือร้น บ้างก็ลุกขึ้นถ่ายสไลด์ที่อาจารย์นำเสนอ บ้างก็จดบันทึกอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ทำไมฉันไม่กระดิกเลยยิ่งทำให้นึกถึงบรรยากาศในห้อง World cafe และบอกกับตัวเองว่าตอนบ่ายจะเข้าห้อง Meeting room 10 อย่างเดียวไม่แปรเปลี่ยนอีกแล้ว
การประชุมHA National Forumในครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่9 แต่เป็นครั้งแรกในชีวิตของฉันที่ได้มาเห็นบรรยากาศมืดฟ้ามัวดินเช่นนี้ ขณะนั่งรับประทานอาหารกลางวัน ฉันได้มีโอกาสสอบถามสมาชิกร่วมโต๊ะอาหารในวันนั้น และได้รับทราบว่าปีนี้มีคนมาประชุมมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา และจากการพูดคุยคนที่มาร่วมงานส่วนมากจะเคยมา บางคนมาทุกปี บางคนมาปีเว้นปี บรรยากาศในวันนี้ทำให้ฉันได้ฉุกคิดหลายอย่าง โดยฉพาะได้นึกย้อนมาถึงโรงพยาบาลของตัวเอง และมีความคิดถึงคำพังเพยที่ว่า “ไกลปืนเที่ยง”
หลังจากรับประทานอาหารกลางวันและดูแลภารกิจส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ฉันไม่รีรอที่จะเดินมุ่งไปยังบรรยากาศที่ใจเฝ้าหวลคนึง
“ผ่านห้องไหนมาบ้างแล้วคะ” ฉันเอ่ยปากทักทายกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง ขณะนั่งรอการเรียนรู้ที่จะมีขึ้นในช่วงบ่าย
กัลยาณมิตรท่านนั้นได้หยิบสมุดบันทึกขึ้นมาดูแล้วพูดให้ฉันฟัง เรื่องหนึ่งที่ฉันถามกลับคือ “ขับเคลื่อนชีวิตด้วยจิตวิวัฒน์”ของพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
หลังจากได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับกัลยาณมิตรท่านนี้ คำว่า “ อัตตา มโนธรรม โพธิจิต” ถูกบันทึกไว้ในใจฉันโดยอัตโนมัติ และมีความคิดผุดขึ้นมาว่า ต้องพยายามที่จะเรียนรู้คำสามคำนี้ต่อไป
บรรยากาศช่วงบ่ายวันนี้ดูคึกคักและปลุกเร้ามากกว่าตอนเช้าจากสมาชิกที่เข้ามาเรียนรู้ในเวลานี้ โดยเฉพาะมีสมาชิกท่านหนึ่ง ซึ่งนั่งอยู่ถัดจากฉันไป ได้ลุกขึ้นและเดินเข้าไปหาชายคนหนึ่ง
“สวัสดีค่ะ อาจารย์”
ฉันหันไปตามเสียงที่ได้ยินมาและอดไม่ได้ที่จะซักถามคนที่นั่งอยู่ข้างๆ
“คนนี้ เป็นใคร”
“อาจารย์ สุรชัย มาจากโคราช” กัลยาณมิตรตอบ
การเรียนรู้ในบ่ายวันนี้ฉันตั้งใจว่าจะไม่เป็นHostเหมือนตอนเช้าแล้ว และจะพยายามเรียนรู้ให้มากที่สุด กระบวนกรได้ใช้กระบวนการที่ฉันได้สัมผัสจากตอนเช้า กล่าวคือโยนคำถามมาแต่ละรอบ ฉันพยายามที่จะหาโอกาสเข้าเรียนรู้โต๊ะที่มีอาจารย์สุรชัยนั่งอยู่ แต่โอกาสไม่เอื้ออำนวย รู้สึกเสียดายที่พลาดโอกาส แต่อย่างไรก็ตามยังพอมีความโชคดีอยู่บ้างที่มีสมาชิกผ่านมาจากกลุ่มอาจารย์สุรชัย ได้มาเล่าต่อว่า
“ประทับใจคำพูดของอาจารย์สุรชัยท่านพูดว่า โรงพยาบาลที่บริการคำนึงถึงความเป็นมนุษย์คือโรงพยาบาลคนดูแลคน”
ที่ประทับใจฉันมากที่สุดมีHostท่านหนึ่ง ซึ่งบุคลิกของท่านบอกให้ผู้พบเห็นทราบว่า ผ่านร้อนหนาวมาหลายครา โดยเฉพาะเมื่อได้ฟังการสรุปประเด็นของท่านแล้ว ยิ่งทำให้ฉันประทับใจสุดสุด
“การบริการที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์คือ การบริการที่ทำให้ผู้รับบริการเห็นคุณค่าของตนเอง และผู้ให้บริการก็เห็นคุณค่าของตนเองด้วยเช่นกัน พร้อมทั้งเกิดความสุขทั้งในผู้ให้และผู้รับบริการ”
มีบางท่านบอกว่า ภาคเช้าได้รับทราบทฤษฎีสุนทรียสนทนา มาถึงตอนนี้ทำให้เห็นเป็นเชิงประจักษ์แล้วว่า เครื่องมือนี้ได้มาเติมเต็มให้เกิดองค์ความรู้หรือมุมมองเพิ่มมากขึ้น แต่สำหรับฉันแล้วรับรู้ได้ว่า คงเป็นบุญวาสนา จึงได้มีโอกาสมานั่งในบรรยากาศเช่นนี้ และยิ่งชวนให้นึกถึงคำสอนของครูบาอาจารย์ที่เคยพูดว่า
“ขอให้ทำจิตให้เป็นสุขให้ได้เห็นว่า ชีวิตของเรามองข้างหน้าให้เห็นความหวัง มองข้างหลังให้เห็นความดี”
ในยามนี้ฉันเป็นเช่นท่านพูดแล้ว ซึ่งเกิดจากการได้มาสดับฟังเรื่องราวความดี ความงาม จากกัลยาณมิตรในขณะนี้
ตะวันเริ่มบ่ายคล้อยดุจดังบรรยากาศในการสนทนาเบิกฟ้า เปิดโลกา กำลังจะเข้าสู่หัวข้อสุดท้าย แต่ณ.เวลานี้ผู้คนส่วนน้อยลุกจากเก้าอี้ไป มีบ้างบางคนบอกว่า ใจจริงไม่อยากจากไปแต่ไม่มั่นใจที่จะเรียนรู้ในหัวข้อ องค์กรมีชีวิต จึงต้องจำใจจรจากไป
ผู้คนจากนอกห้องเริ่มเข้ามาสมทบกับคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว ทำให้บรรยากาศดูคึกคักกว่ารอบที่ผ่านมา มีบุคคลที่เดินเข้ามาแล้วทำให้ฉันมีหัวใจพองโตมากขึ้น อาจารย์หมอสมคิดจากรพ.ขอนแก่นเป็นอาจารย์ที่เคยไปเยี่ยมโรงพยาบาลของฉัน นอกจากนั้นมีผู้หลักผู้ใหญ่ของพรพ. อาจารย์ดวงสมรก็เข้ามาในครั้งนี้ด้วย สายตาทั้งคู่ของฉันไม่ลดละที่จะสอดส่ายมองหากัลยาณมิตร ที่สัญญาว่าจะมาพบกันอีกในช่วงบ่าย พี่หนุ่ยจากรพร.ด่านซ้ายมาตามนัดจริงๆโดยพี่เค้านั่งอยู่คนละมุมห้องกับฉัน
การสนทนาในหัวข้อสุดท้ายนี้ จากคำถามของกระบวนกรที่จุดประกายให้สมาชิกภายในกลุ่มมีการพูดคุยกัน โดยเฉพาะคำถามสุดท้ายที่ถามว่า กลับไปท่านจะทำให้องค์กรมีชีวิตได้อย่างไร
การนำเสนอของHostแต่ละกลุ่มช่วยให้เราได้มองเห็นประเด็นที่เราสามารถทำได้ อาทิเช่นโครงการททท.(ทำทันที) การทำWorld cafe มีท่านหนึ่งที่มาจากเอกชน ได้มานำเสนอด้วยลีลาที่สนุกและเร้าใจจากทั้งตัวบุคลิกของผู้พูดและเนื้อหาที่นำเสนอง่ายๆแต่มีความเป็นไปได้
“การทำให้องค์กรมีชีวิต ต้องเริ่มจากตัวเองก่อน ง่ายๆแม้แต่เปลี่ยนทรงผม ยังทำให้ผู้พบเห็น เห็นความมีชีวิตชีวา ในตัวเราเปลี่ยนไป”
เป็นการบรรยายจนเห็นภาพและความรู้สึกอย่างชัดเจนเลยครับ
ขอบคุณคุณศิริมา มากๆ ครับ
ขอบคุณ อ.Phoenix และคุณศิริมามากๆค่ะ เมื่อก่อนหน้านี้ก้รู้สึกเสียดายมากอยู่แล้วที่ไม่ได้เข้า meeting 10 เพราะได้รับมอบหมายให้ต้องไปใขว่คว้าเรื่องอื่น วันนี้อ่านแล้วยิ่งเสียดายมากขึ้น...แต่คุณศิริมาเล่าได้จนเหมือนได้เข้าไปนั่งอยู่ด้วย...ขอบคุณจริงๆค่ะ..
แหววไม่ได้เข้าห้องนี้ค่ะ..แอบเสียดายเล็กๆ แต่ก็ไม่เป็นไรแล้วค่ะ..มีผู้นำบรรยากาศมาเล่าละเอียดจริงๆ เลยๆ ได้ประโยชน์มากค่ะ..ขอบคุณทั้งอาจารย์ Phoenix และคุณศิริมานะคะ แหววกำลังมองหากระบวนการที่จะสร้างสุขให้องค์กรอยู่พอดีเลย...