เมื่อต้องการสร้างคุณค่าแท้ให้กับชีวิต เราต้องเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจในทุกรายละเอียดที่กำลังเกี่ยวข้องอย่างผู้ใช้ปัญญา แล้วจะรู้ว่าระหว่างคุณค่าแท้และคุณค่าเทียมนั้น เราควรเลือกสิ่งใดมอบให้กับชีวิตมากกว่ากัน

ในบันทึก อยากให้ G2K เป็นอย่างไร ? ของคุณ เบิร์ด  ... ผมเคยได้ย่องเข้าไปแสดงความคิดเห็น แต่ไม่สามารถตอบอะไรไปมากกว่า จะบอกคุณ เบิร์ด ว่า .. ผมอยากให้ Gotoknow เป็นคนดี

ทันใดนั้น คุณ เบิร์ด จึงได้ถามผมกลับมาโดยที่ผมไม่ได้ตั้งตัวว่า เราควรมีแนวทางอย่างไรบ้างคะเพื่อให้ G2K  เป็นคนดีแบบที่เราอยากเห็น ?

ผมใช้เวลาหาคำตอบนี้หลายเดือน จนในที่สุด ... ไปพบข้อเขียนธรรม ข้อเขียนหนึ่งที่อ่านแล้ว จึงอยากจะกลับมาบอกคุณเบิร์ดว่า ผมคิดว่า ผมพบคำตอบแล้วล่ะ อาจจะไม่ตรงใจใคร ก็ตรงใจ ก็ไม่ทราบได้ครับ แต่ผมอยากบอกนี่

คุณเบิร์ด และท่านทั้งหลาย ลองอ่านดูนะครับ ..

 

คุณค่าแท้ คุณค่าเทียม

 

ชีวิตของคนเราที่กำลังเคลื่อนไหวไปมาแต่ละขณะ ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเกี่ยวข้องกันอยู่เนือง ๆ เริ่มตั้งแต่สถาบันครอบครัวที่เล็กสุด จนกระทั่งถึงสังคมโลกที่กว้างใหญ่ไพศาล

ทุกอย่างล้วนมีความสัมพันธ์ต่อกัน โดยมีเราเป็นผู้ขับเคลื่อนให้ก้าวต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้เกิดเป็นความคุ้นเคยหรือเป็นเพียงมารยาทที่ต้องปฏิบัติต่อกันอยู่เรื่อยมา

แต่เรื่องที่น่ากังวลในการคบค้าสมาคมต่อกัน ก็คือ "การทำทีว่ามีมารยาท แต่สุดท้ายกลายค่าเป็นมารยาที่มอบให้แก่กัน" เป็นภาวะที่ดูเหมือนเต็มใจแสดงกิริยาที่งดงาม แต่แท้จริงแล้วกลับซ่อนมิตรภาพที่จอมปลอมไว้อยู่ในนั้น

เพราะเรามักจะเข้าใจว่า คุณค่าจากสิ่งอื่น ไม่มีความจำเป็นต่อชีวิตแต่อย่างใด เราจึงเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นในรูปแบบของการจำใจที่จะต้องปฏิบัติให้เสร็จไปวัน ๆ เท่านั้น

 

เด็กทำทีท่าว่าเคารพผู้ใหญ่ เพียงเพราะถูกสอนมาว่า ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน มิเช่นนั้นจะถูกกล่าวหาว่า ไร้มารยาท

คนทำงานเกี่ยวกับการต้อนรับ พูดจาดี มีกิริยาที่สุภาพ เพียงเพราะต้องการเอาใจเจ้านาย ผู้จะให้เงินเป็นสินจ้างรางวัลแก่ตน

ผู้คนลุกขึ้นยืนทำความเคารพทุกครั้งที่เสียงเพลงชาติดังขึ้น เพียงเพราะคิดว่าเป็นมารยาทที่ต้องปฏิบัติให้ผ่านพ้นไปวัน ๆ

ผู้คนแสดงความเคารพศาสนา เพียงเพราะเกรงจะถูกดูแคลนว่าไม่มีวัฒนธรรม จึงกราบไหว้เพียงให้รู้ว่า ตนมียี่ห้อของศาสนาอะไร ฯลฯ

 

นี่คือ ดัชนีชี้วัดว่า ตัวเราและคนที่อยู่ร่วมกันจะแสดงออกเพียงเพื่อให้รู้ว่า มันเป็นเพียงมารยาทที่ต้องปฏิบัติต่อกันเท่านั้น

 

แต่ถ้ารู้จักทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยใจที่มีความเอื้ออาทรในสิ่งที่เกี่ยวข้อง เราเริ่มมองเห็นการใช้ชีวิตที่สักว่าเป็นเพียงมารยาทที่พึงปฏิบัติต่อกันนั้น เป็นการลดคุณค่าในชีวิตลงด้วยตัวของเราเอง

เพราะชีวิตและสังคมที่งดงาม จะต้องอาศัยการขับเคลื่อนด้วยการร่วมมือ และมีไมตรีจิตที่แท้จริงมอบให้กัน มิใช่เป็นเพียงสักแต่ว่าทำลงไปแล้วก็จบลง ณ ตรงนั้นทันที

 

แต่ต้องเป็นมารยาทที่เกิดจากความงามที่จิตใจเป็นหลักเป็นความเต็มใจที่จะแสดงออกต่อกันและกัน ด้วยความรู้สึกเห็นค่าต่อสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตของตนด้วยความเต็มใจ

แล้วเราจะเห็นว่าทุกชีวิตสามารถสัมพันธ์ต่อกัน และก่อให้เกิดความสุขตามที่ฝ่ายพึงประสงค์ ด้วยภาวะที่งดงามในความเป็นตัวของตัวเองของสิ่งนั้น ๆ ตามสถานะ

 

เราจะได้เห็นเด็กแสดงความเคารพผู้ใหญ่ ในขณะที่ผู้ใหญ่ก็ใจดีพอที่จะยิ้มรับการแสดงความนอบน้อมนั้น พร้อมกับการให้กำลังใจในสิ่งดี ๆ ที่พวกเขากำลังทำ

เราจะได้เห็นคนทำงานเกี่ยวกับการต้อนรับ ยิ้มรับผู้มาเยือน ด้วยรอยยิ้มที่ฉีกกว้างด้วยความเต็มใจ ในขณะที่ผู้มาเยือนก็พร้อมที่จะกล่าวคำว่าขอบคุณด้วยความชื่นชม

เราจะได้เห็นผู้คนลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพเมื่อเสียงเพลงชาติดังขึ้น ด้วยความสำนึกต่อบรรพบุรุษ ผู้มีพระคุณ ที่ท่านอุตส่าห์รักษาแผ่นดินให้เราได้อยู่อาศัยตราบจนปัจจุบัน และทำให้ตัวเราเกิดความหวงแหนแผ่นดินนี้ตราบชีวีจะม้วยมรณา

เราจะได้เห็นภาพของผู้คนกราบไหว้ศาสนาของตน ด้วยความเคารพศรัทธาที่ออกมาจากใจ เห็นค่าสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่โดยการรู้จักปฏิบัติตนเป็นคนดี ให้สมกับที่ศาสดาของตนสอนไว้ และรู้จักแสดงความเคารพต่อศาสนาอื่น ด้วยจิตที่ยอมรับในความเป็นเขาด้วยความเข้าใจ

 

เมื่อทำได้เช่นนี้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะส่งผลเป็นคุณค่าของชีวิตให้มีความงามที่เปล่งประกายกว่าเดิม และทำให้สังคมที่เราอาศัยอยู่ก้าวไปสู่ความสงบสุขร่วมกัน

เพราะสิ่งที่เราได้ช่วยกันถักทอ มิใช่เป็นเพียงแค่มารยาทที่ตอ้งจำใจปฏิบัติ แต่เป็นภาวะที่ถูกยกระดับให้เกิดคุณค่าแท้ต่อสิ่งที่เราเกี่ยวข้อง โดยเราเองก็มีความรู้สึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น คือ สิ่งที่ช่วยจรรโลงและโลกของเราให้งดงาม

 

 

มีชายคนหนึ่งได้ไปเยี่ยมพระที่รู้จักกันที่วัดแห่งหนึ่ง ทั้งสองได้สนทนากันจนถึงเวลาอาหารเพล พระผู้เป็นเจ้าของสถานที่จึงเชิญเขาให้อยู่รับประทานอาหารด้วยกัน ซึ่งฝ่ายชายผู้มาเยือนก็กล่าวน้อมรับด้วยความยินดี

อาหารเพลในวันนั้น คือ บะหมี่ ซึ่งคนครัวได้บรรจงทำด้วยความประณีต แต่ที่ทำให้เกิดความแตกต่างก็คือ คนครัวยกมาเพียง 2 ชามเท่านั้น ชามหนึ่งใหญ่ แต่อีกชามหนึ่งมีขนาดที่เล็กกว่า ทำให้ทั้งสองไม่รู้ว่า จะเลื่อนชามไหนให้ใครดี

ฝ่ายพระจึงได้แสดงน้ำใจ ด้วยการเลื่อนบะหมี่ชามที่ใหญ่กว่าไปให้ชายผู้มาเยือน ทว่าโดยมารยาทแล้ว ชายหนุ่มก็ควรแสดงน้ำใจ ด้วยการเชิญให้พระได้ฉันชามที่ใหญ่กว่า แต่ปรากฎว่า เขากลับลงมือรับประทานบะหมี่ชามใหญ่นั้นหน้าตาเฉย

เมื่อกินบะหมี่จนอิ่มแล้ว ชายผู้มาเยือนจึงได้มองดูพระคู่สนทนา แต่กลับเห็นท่านไม่ยอมแตะชามบะหมี่นั้น จึงหัวเราะในสิ่งที่เห็น พร้อมกับถามว่า

"ทำไมท่านไม่ยอมฉันล่ะครับ ?"

ฝ่ายพระก็ไม่ยอมพูดแม้สักคำเดียว ได้แต่นั่งนิ่งเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรสักอย่างอยู่ในใจ ชายผู้กินบะหมี่จึงหัวเราะขึ้นด้วยเสียงที่ดังกว่าครั้งแรก และพูดว่า

"ท่านไม่พอใจที่ผมไม่ยอมเลื่อนบะหมี่ชามที่ใหญ่กว่า คืนให้ใช่ไหมครับ"

ฝ่ายพระเองแทนที่จะตอบคืน กลับแสดงกิริยาที่นิ่งเงียบ โดยซ่อนความไม่พอใจไว้อยู่ข้างใน ชายคู่สนทนาจึงถามว่า

"ผมขอถามท่านหน่อยว่า การที่เราเลื่อนชามบะหมี่กลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้ จุดมุ่งหมายคืออะไรครับ ?"

"เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามได้กินชามที่ใหญ่กว่า" พระกล่าวตอบ

เมื่อฝ่ายพระให้คำตอบเช่นนั้น ชายผู้มาเยือนจึงกล่าวเชิงให้ข้อคิดในเรื่องดังกล่าวว่า

"ถูกต้องแล้วครับ การที่เราเลื่อนชามบะหมี่ไปให้ผู้อื่นก็เพื่อต้องการให้เขาได้กินชามที่ใหญ่กว่า แต่ถ้ามัวแต่เกี่ยงกันไปมาอยู่อย่างนี้ เมื่อไรจะได้กินเสียที การที่ผมกินบะหมี่ชามที่ใหญ่กว่า แล้วทำให้ท่านไม่พอใจ ก็แสดงว่าการแสดงน้ำใจ หรือ การถ่อมตนนั้นไม่มีประโยชน์อะไร เพราะมันไม่ได้ออกมาจากใจ สิ่งที่ท่านทำอยู่นี้ จึงไม่ชื่อว่า เป็นการพัฒนาจิตใจให้ดีขึ้น เป็นเพียงมารยาทที่ต้องจำใจแสดงออกไปเท่านั้น"

เมื่อได้ฟังถ้อยคำดังกล่าว พระจึงได้รู้ว่า การที่ตนเองแสดงมารยาทออกไปเช่นนั้น ไม่ได้ชื่อว่าเป็นความงามของมารยาทที่แท้จริง เป็นแต่เพียงการแสดงกิริยาออกไป เพื่อให้คนอื่นรู้สึกว่า ตนมีน้ำใจเท่านั้น เมื่อคิดได้เช่นนี้ ท่านจึงมีสติกลับมาอยู่กับตัว พร้อมกับกล่าวขอบคุณคู่สนทนา

"ท่านพูดถูกแล้วล่ะ ขอบใจที่ให้ปัญญาแก่อาตมา"

 

เมื่อต้องการสร้างคุณค่าแท้ให้กับชีวิต เราต้องเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจในทุกรายละเอียดที่กำลังเกี่ยวข้องอย่างผู้ใช้ปัญญา แล้วจะรู้ว่าระหว่างคุณค่าแท้และคุณค่าเทียมนั้น เราควรเลือกสิ่งใดมอบให้กับชีวิตมากกว่ากัน

 

 

คุณเบิร์ดครับ ... ผมอยากให้ Gotoknow เป็นคนดีแบบนี้ครับ .. มีบรรยากาศของความมีมิตรไมตรี ไม่โกหก หลอกลวง มีความจริงใจต่อกัน เกิดปัญหาก็ช่วยกันแก้ไข ... ไม่มีมารยา กลลวงใด ๆ ... ไม่ใช้ Gotoknow เป็นเครื่องมือดำเนินกลยุทธ์ในทางที่มิชอบ เช่น หวังผลด้านตำแหน่ง ยศฐา บรรดาศักดิ์ ... เป็นสถานที่เอื้ออาทร ความมีเมตตาการุณ ฯลฯ

แบบนี้ พอเป็นคำตอบได้ไหมครับ คุณเบิร์ด

 

ขอบคุณครับ :)

 

 

แหล่งอ้างอิง

ชุติปัญโญ (นามแฝง). ชีวิตวันนี้ที่วุ่นวาย มีที่พักใจหรือยัง ?. พิมพ์ครั้งที่ 4.

               กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ใยไหม, 2551.