การเกิดมาในชีวิตนี้ เราไม่ควรให้ความสำคัญตนผิดมาครอบงำใจเรา ไม่ควรให้อารมณ์ที่เป็นไปในทางลบมาก ลบความงดงามของชีวิตที่มีค่ามหาศาลนี้ แต่ควรเปิดใจที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยความอ่อนโยน และยอมรับที่จะทำตัวให้เหมือนเด็กที่เพิ่งหัดเดินด้วยหัวใจที่งดงาม เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข และมีความดีเป็นอาภรณ์ประดับใจในวันข้างหน้า

การใช้ชีวิตในสังคมเสมือนโดยผ่านเว็บไซต์ Gotoknow เป็นเวลา 6 เดือน ทำให้พบเห็นสิ่งต่าง ๆ มากมาย ทั้งดีและไม่ดี เสมือนโลกจริงอย่างใดอย่างนั้นไม่มีผิดเพี้ยน

ผมไม่เข้าใจหรอกว่า Gotoknow เกี่ยวกับการจัดการความรู้ การประกันคุณภาพ KM TQR Porfolio อย่างไรกันแน่ ไม่ทราบ ... เขียนบันทึกให้ความรู้เรื่องนี้กันมาหลายท่าน ก็ล้วนแต่มีคำเฉพาะอยู่มากมาย ไม่ชวนให้น่าสนใจติดตามสำหรับคนที่ไม่ฉลาดอย่างผม คือ อ่านแล้วไม่สนุก ใจก็ปิดไปเสีย

 

แต่ที่แน่นอน คือ Gotoknow มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนข้อหนึ่งคือ "การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน"

ถ้าเป็นสมาชิก .. ก็ถ่ายทอดความรู้ของตนในรูปของการเขียนบันทึก, การอ่านบันทึกสมาชิกท่านอื่น การแสดงความเห็นสำหรับความรู้ในบันทึกนั้น ๆ ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ตาม

ถ้าไม่เป็นสมาชิก ... ก็จะอ่านบันทึกที่สนใจเป็นหลัก พร้อมกับอยากแสดงความคิดเห็นก็ทำได้ในบันทึกที่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่สมาชิกแสดงความคิดเห็นได้ในบันทึกนี้ เหมือนสมาชิกคือ อาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

 

แต่สิ่งที่พบเห็นหลายครั้งหลายหนคือ ความขัดแย้งระหว่างเจ้าของบันทึก กับ ผู้แสดงความคิดเห็น (ทั้งเป็นสมาชิก และไม่เป็นสมาชิก)

 

เจ้าของบันทึกในเขียนในแง่มุมของตัวเอง ในขณะที่ผู้แสดงความคิดเห็นก็แสดงความคิดเห็นในแง่มุมของตัวเองเช่นกัน ... หากเจ้าของบันทึกยังยืนยันว่าตัวเองคิดดี คิดถูก ก็จะตอบโต้กลับมายังผู้แสดงความคิดเห็น บางทีก็แรง ไม่ไว้หน้า ด่าทอ เอาอัตตา ความเป็นตัวตนนำมา หรือไม่ก็คิดว่า ไม่รู้หรือไงว่า ผมเป็นใคร ชั้นเป็นใคร ในที่ทำงานของชั้นใคร ๆ ก็ต้องยกมือไหว้หัวโขนของชั้น หรือไหว้ครุยวิทยฐานะของชั้นไง สามบั้ง ไม่เห็นหรือไง

บรรยากาศการไม่ยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ไม่ต่างอะไรกับนักการเมืองขี้เท่อที่ทะเลาะกัน ไม่สนใจส่วนรวม สนใจแต่ตนเอง ... อย่ามาบอกว่า ผมตำแหน่งนี้ การศึกษาโน้น ใครจะมาแสดงความคิดเห็นแตกต่างจากผม ไม่ได้ ... ต่างจากผม คือ ผิด ตั้งตนเป็นศัตรูกับผม

 

ผมไม่อยากให้บรรยากาศแบบนี้เกิดขึ้น ซึ่งผมก็ทราบดีว่า ห้ามกันไม่ได้หรอก ร้อยพ่อ พันแม่ เรียนต่ำ เรียนสูง มันก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีเหตุผล ก็คือ ไม่มี นั่นแหละ

 

ข้อเขียนของท่านผู้มีปัญญาท่านนี้ อาจจะทำให้ท่านฉุกคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาสักเรื่อง แต่สำหรับผม เมื่อได้อ่าน ก็คิดถึงเรื่องที่กล่าวไว้ข้างต้น การมองเห็นบรรยากาศการไม่ยอมรับคิดเห็นของคนอื่น เพราะว่า คน ๆ นั้น คิดว่า "ตัวเองสำคัญกว่าคนอื่น" ... คิดแค่นั้นนั่นแหละ นำมาซึ่งความขัดแย้ง

 

โปรดอ่านข้อเขียนนี้ และลองไตร่ตรองถึงตัวเองดู

 

เรามิใช่คนสำคัญกว่าใครอื่น

 

การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ถือว่า เป็นความมหัศจรรย์ของชีวิต เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์โลกทั้งหลาย ภาวะของความเป็นมนุษย์ สามารถพัฒนา เพื่อจะไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปได้ทว่าในความโชคดีก็มักมีความโชคร้ายแฝงตัวอยู่เสมอ เพราะมนุษย์มีจิตใจที่ซับซ้อนกว่าสัตว์ชนิดอื่น จึงทำให้มีทั้งความสุขและทุกข์คละเคล้ากันไป

ยิ่งมนุษย์ไร้วิธีการจัดระเบียบความซ้ำซ้อนในชีวิตของตัวเองด้วยแล้ว สิ่งที่ตามมาก่อเป็นความหมองเศร้าที่ยากเกินกว่าจะสลัดให้หลุดออกไปได้ มนุษย์จึงต้องจมอยู่กับความทุกข์นั้นตราบนานเท่านาน ที่สำคัญสิ่งที่ก่อให้คนเรามีความแปลกแยก และห่างจากความเข้าใจอันดีงามในชีวิต นั่นก็เพราะ "ความสำคัญผิดในตัวเอง"

 

บางครั้งเป็นที่น่าเสียดาย บทเรียนแห่งชีวิตที่คนเราเรียนรู้กันมา เพราะถ้ามองโดยคุณค่าที่ควรจะเป็นสำหรับคนเรา บทเรียนที่ผ่านมาสำหรับคนที่จิตใจดีงาม อ่อนน้อมถ่อมตน และโค้งคารวะตามธรรมชาติ เขาย่อมเรียนรู้ที่จะไขว่คว้าสิ่งดีงามด้วยความยินดีและรู้คุณ

ต่างจากคนที่สำคัญตนเองผิด ความรู้ที่ได้รับอาจเป็นเพียงอุปกรณ์ชิ้นหนึ่ง ที่ช่วยตกแต่งให้เกิดความเข้าใจผิดในชีวิต และเพิ่มพูนความเป็นตัวตนของเขาให้หนาขึ้น สิ่งที่ได้รับมาจึงเป็นไปเพื่อทับถมให้ผู้อื่นต่ำต้อยกว่าตน หรือเป็นการได้มาเพื่อกลบคุณค่าของตัวเองให้ด้อยค่าลง

 

การสำคัญตนผิดถือว่า เป็นการเดินทางไปสู่หายนะอย่างน่าใจหาย ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับผู้คน หน่วยงานที่เกี่ยวพัน และสภาพแวดล้อมที่ตัวเองเสพคุ้น สิ่งที่เกี่ยวข้องล้วนเสี่ยงต่อการนำมาซึ่งความทุกข์และปัญหาทั้งสิ้น

 

เพราะความสำคัญผิด จึงทำให้เราตัดสินใจเพียงลำพัง โดยไม่มีการยับยั้งชั่งใจ

เพราะความสำคัญผิด จึงทำให้เราข่มคนอื่นด้วยกิริยาและท่าทีที่ไม่เป็นมิตร

เพราะความสำคัญผิด จึงทำให้เราห่างเหินจากมิตรภาพที่งดงามจากคนรอบข้าง

เพราะความสำคัญผิด จึงทำให้เราถอยห่างจากคุณค่าของชีวิตที่ควรจะได้รับมากกว่าที่ควรจะเป็น

 

เมื่อทำความเข้าใจด้วยปัญญา เราจะเห็นได้ว่า การก้าวไปในแต่ละขณะของชีวิตนั้น มีสิ่งที่รอคอยการเรียนรู้จากเราอีกมากมาย มิใช่ว่าต้องติดยึดอยู่กับความคิดเห็นของตัวเองฝ่ายเดียว เพราะการคิดเห็นเช่นนี้ ถือเป็นการกักขังให้สติปัญญาที่มีอยู่แคระแกร็น ซึ่งไม่ต่างอะไรจากต้นไม้ที่ถูกดัด จนะไม่มีโอกาสได้ชูต้นตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น

แต่หากยอมเปิดใจรับรู้และทำความเข้าใจกับโลกที่กว้างใหญ่ ย่อมทำให้รู้ว่าแท้จริงเราเป็นแค่เพียงหน่วยเล็ก ๆ ของโลกเท่านั้น เพราะยังมีอะไรอีกมากมายที่รอการค้นหาจากเราผู้เยาว์วัย แต่เพราะความสำคัญผิดที่เราสร้างเป็นกรอบขังสติปัญญา จึงทำให้เรามองสิ่งใดแล้วสรุปตามความเข้าใจของตน จึงเป็นเหตุให้ประสบกับควาามเขลาอยู่เรื่อยมา

 

มีครั้งหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ได้ไปกราบนมัสการ พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) แห่งวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี เขาได้กล่าวเชิงสงสัยและไม่มั่นใจในคำสอนทางพระพุทธศาสนาว่า

"พุทธศาสนาไม่มีอะไรที่พิสูจน์ได้ คงจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร วิทยาศาสตร์เขาดีกว่า ทำอะไรเขาก็พิสูจน์ได้เยอะ ทำอะไรออกมาก็ปรากฎให้เห็นได้ แต่พุทธศาสนาพิสูจน์ไม่ได้"

 

ฝ่ายหลวงพ่อชา เมื่อรับฟังความคิดเห็นของนักวิทยาศาสตร์แล้ว เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์อีกด้านให้เขาได้เรียนรู้ ท่านจึงกล่าวให้ข้อคิดว่า

"เราอาจยังไม่ถึงพุทธศาสตร์ก็ได้ ก็เหมือนกับว่ามือเรามันสั้น แต่รูมันลึกไป เราล้วงมือลงไป มือมันสั้นมันสุดแค่นี้ แต่รูมันยังลึกเข้าไปอีก เราจะปฏิเสธว่า เอ๊ะ ! รูมันหมดแค่นี้เอง มันจะถูกต้องตามความเป็นจริงหรือเปล่ ความจริงมือเรามันสั้น เหมือนกับว่าเครื่องบินมันบินไป เครื่องบินนั้นมีอยู่ แต่สายตาของเรามันหมดเสียก่อน ก็เลยไม่เห็นเครื่องบิน แต่เครื่องบินมันยังมีและบินไปเรื่อย ๆ อย่าเพิ่งปฏิเสธว่ามันไม่มี"

 

เมื่อพิจารณาคำกล่าวของหลวงพ่อชา บางครั้งชีวิตคนเราไม่ต่างจากนักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ ที่มองยังไม่เห็นความลึกซึ้งของความรู้อีกด้านหนึ่ง แต่มักสรุปเป็นความเข้าใจส่วนตัวว่า "เรารู้แล้ว"

ถ้าเรามีวิธีคิดที่เข้าข้างตัวเองอยู่บ่อย ๆ นั่นเชื่อว่า เราปิดประตูแห่งการเรียนรู้ของตัวเองอย่างน่าเสียดาย เพราะเมื่อใจปิดตัวเองลง ถึงแม้จะมีสิ่งดีงามเรียงรายอยู่มากมาย สิ่งที่มีอยู่ก็เปรียบเป็นแค่ขยะเน่าที่อยู่ข้างบ้านของเราเท่านั้น

 

สิ่งดีงามที่เจิดจำรัสสำหรับปราชญ์ จะกลายเป็นซากของความรู้ที่ไม่มีโอกาสฉายแสงสำหรับคนใจแคบ ความเพริศแพร้วของความรู้ที่ยิ่งใหญ่ ก็ไม่ต่างอะไรจากเศษก้อนหินที่วางระเกะระกะบนเนินเขา สิ่งที่มีอยู่จึงเป็นเพียงความด้อยค่าสำหรับคนที่หลงใหลใจตัวเอง

แต่สำหรับคนที่เปิดใจกว้างและไม่สำคัญตนเองผิด สิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ล้วนเป็นคำถามที่ทำให้ตัวเองมีโอกาสเรียนรู้อยู่ในที ถึงแม้จะเป็นความเลวร้ายที่พานพบ แต่ก็มักมีจุดจบที่เป็นความสุขเสมอ หากเป็นความดีงามที่ประสบ ยิ่งทำให้ความเด่นสวยในชีวิตได้มีโอกาสเผยตน และฟ้องความงามของการเกิดของบุคคลนั้นอย่างน่าชื่นชม

 

ฉะนั้นการเกิดมาในชีวิตนี้ เราไม่ควรให้ความสำคัญตนผิดมาครอบงำใจเรา ไม่ควรให้อารมณ์ที่เป็นไปในทางลบมาก ลบความงดงามของชีวิตที่มีค่ามหาศาลนี้ แต่ควรเปิดใจที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยความอ่อนโยน และยอมรับที่จะทำตัวให้เหมือนเด็กที่เพิ่งหัดเดินด้วยหัวใจที่งดงาม เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข และมีความดีเป็นอาภรณ์ประดับใจในวันข้างหน้า

ถ้ามีสติที่มากพอ เราจะรู้ว่า การสำคัญตนผิด ถือว่า เป็นเรื่องน่าอายสำหรับการเรียนรู้ชีวิตของเราเอง

 

 

การรู้จักตนเองเป็นสิ่งสำคัญ การกระทำใด ๆ ก็ตาม ย่อมต้องมีสติเป็นตัวกำกับ เมื่อปัญญาเกิด คุณจะเข้าใจในข้อเขียนนี้เอง ... แต่ถ้าไม่เข้าใจ ปล่อยผ่านมันไปเถอะครับ ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก และก็ไม่ต้องมาใส่ใจ ถือว่า เป็นแค่บันทึกขยะที่รอวันทิ้งลงสู่ถังเท่านั้น

พรุ่งนี้ เทศบาลฯ ก็มาเก็บไปทิ้งแล้ว

 

สวัสดีครับ :)

 

 

แหล่งอ้างอิง

ชุติปัญโญ (นามแฝง). ทำใจเสียบ้าง แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น. พิมพ์ครั้งที่ 9.

              กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ใยใหม, 2550.