เมื่อหลายเดือนก่อน ได้ดูหนังจากทีวี จำช่องไม่ได้แล้วครับ เรื่องนี้ดูแล้วน่าเบื่อมาก แต่มีประเด็นหนึ่งตอนเริ่มเรื่องทำให้ผมต้องติดตามตลอดเรื่อง ทั้งๆ ที่หนังเรื่องนี้น่าเบื่อมาก บังเอิญอ่านบล็อกหลายคนบ่นว่า เหนื่อย บ่นว่าท้อ บ่นว่างานยุ่ง (แอะ คล้ายๆ กับตัวเองยังงัยก็ไม่รู้) ก็เลยนึกถึงหนังเรื่องนี้ขึ้นมาทันที
สาระสำคัญที่ทำให้ผมติดตามคือ นางเอกเรื่องนี้เป็นคนเก่งมาก เก่งทุกเรื่อง ไม่เคยพบกับความผิดพลาดเลย ในขณะที่หัวหน้าของเธอ ทำอะไรแบบงี้เง่าหลายครั้ง และส่วนใหญ่ถึงแม้ตนเองจะเป็นหัวหน้าก็จำเป็นต้องทำตามที่นางเอกเสนอ เนื่องจากนางเองเก่งกว่า
แต่แล้วเมื่อภาระกิจสำคัญมาถึง นางเอกก็ไม่ได้ถูกเลือกให้เป็นหัวหน้าทีม ซึ่งเป็นข้อสงสัยของเธอมากว่า ทำไมเธอจึงไม่ถูกเลือกเป็นหัวหน้าทั้งๆ ที่เธอเก่งกว่าทุกๆ คนในทีม
หลายคนอาจคิดไม่ถึงกับคำตอบที่หัวหน้าตอบให้กับนางเอง ซึ่งผมชอบคำตอบนี้มากครับ คำตอบคือ เพราะคุณไม่เคยเจอความผิดพลาด เพราะคุณเก่งจนไม่รู้ถึงความผิดพลาด และคำตอบนี้แหละครับที่ทำให้ผมต้องนอนดูหนังเรื่องนี้จนจบ เพราะผมอยากรู้ว่า อะไรคือความผิดพลาดที่นางเอกคนนี้ควรได้รับ
ผมว่าเป็นคำพูดที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วครับว่า ความผิดพลาดทำให้คนเข้มแข็งขึ้น ถ้าเขารู้จักที่จะเรียนรู้มัน และนำมาเป็นสู่การแก้ไขและพัฒนา ดังนั้นสำหรับบางคน ความผิดพลาดอาจจะไม่ได้ช่วยให้เข้มแข็งขึ้น หากเขาไม่สามารถถอดความรู้ออกมาได้ หรือจมปลักอยู่กับมัน เราต้องไม่โดนงูกัดซ้ำจากรูเดิมครับ
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งกับหนังเรื่องนั้นที่ว่า ถ้าจะเป็นผู้นำได้ต้องเคยเจอความล้มเหลวมาก่อน คิดไปคิดมาเริ่มเหมือนหนังจีนมากขึ้นครับ ส่วนใหญ่จะบรรลุวิทยายุทธขั้นสุดท้ายต้องสูญเสียพลังยุทธก่อน ฮาฮาฮา
เออ. ไม่ใช่ในมุมมองที่ว่า ความล้มเหลวจะทำให้คนจะเป็นผู้นำเข้มแข็งขึ้นเท่านั้นครับ แต่ความล้มเหลวดังกล่าวจะทำให้ผู้นำเข้าใจลูกน้องที่ทำงานล้มเหลว รู้จักปลอบใจและให้กำลังใจลูกน้อง และทำให้ลูกน้องกลับมาสู่การเป็นพลังของการทำงานต่อไปได้ ผมว่าแย่น่าดูหากทั้งหัวหน้าและลูกน้องเพิ่งมาเจอความผิดพลาดครั้งแรกพร้อมๆ กัน
ขอคุยแค่นี้นะครับ การบ้านอีกหลายชิ้นรอสะสร้าง (ยังไม่ต้องการให้การเรียนป.เอกล้มเหลวมาเป็นบทเรียนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชีวิตครับ ฮาฮาฮา)
น่าสนใจ แต่คงน้อยคนที่ไม่เคยผิดพลาด มีแต่ว่าจะผิดพลาดมากหรือน้อย เรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก ทั้งนี้ บางคนอาจเคยผิดพลาดแล้วไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ คิดว่าเป็นความผิดของผู้อื่น หรือการไม่ยอมรับว่าเป็นข้อผิดพลาด อันนี้ก้จะน่าเสียดายที่จะไม่ได้นำข้อผิดพลาดมาเป็นบทเรียน
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยผิดพลาดมาในชีวิต ที่ถือว่าเป็นบทเรียน ที่จะต้องไม่ทำให้เกิดซ้ำซาก
อาจารย์อย่าดูหนังมากไปนะครับ เดี๋ยวงานที่ทำค้างมากๆเข้าจะทำให้ล้มเหลวในหน้าที่ แต่ถ้าคิดว่าคนที่ประสบความสำเร็จ ต้องผ่านความล้มเหลวมาก่อนก็ดูไปเถอะนะครับ
ขอบคุณครับ 1. Koi
เห็นด้วยครับ ประเด็นสำคัญคือ ต้องรู้ว่าอะไรคือความผิดพลาดและเรียนรู้มัน ต้องรับผิดพร้อมกับรับชอบครับ รับชอบอย่างเดียวแย่แน่ๆ
ขอบคุณครับ2. ลุงเอก
เรื่องเรียนผมเคยล้มเหลวมาแล้วครั้งหนึ่งครับ สมัยเรียน ม.5 เคยติด 0 วิชาคณิตศาสตร์ ฮิฮิฮิ และไม่คิดจะเจออีกแล้ว ดูหนังในโรงนี้เลิกดูมาตั้งแต่มัธยมแล้วครับ มาดูใหม่ตอนเรียน ป.โท อาจารย์ให้งานเลยต้องไปดูหนังเพื่อเอามาทำการบ้าน ฮิฮิ แต่ตอนนี้นั่งทำงานไป เปิดโทรทัศน์ไปด้วย เป็นเพื่อนยามทำงานครับ
มาศึกษาเพิ่มเติมครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับสิทธิรักษ์ ที่แวะมาเยี่ยม
ผมเห็นด้วยกับ ข้อความที่ว่า ความผิดพลาดทำให้คนเข้มแข็งขึ้น ถ้าเขารู้จักที่จะเรียนรู้มัน และนำมาเป็นสู่การแก้ไขและพัฒนา แต่ที่ยังเอะใจคือ ยังมีอีกบางคนที่ยังไม่รู้ตัวเองว่าตัวเองทำผิดพลาด หรือว่ายังหลับอยู่ก็ว่าได้ ไม่รู้ว่าการอยู่เฉย การเงียบของเขาคือความผิดพลาดใหญ่หลวง บางคนทำให้คนอื่นปวดหัวคล้ายจะเป็นทั้งยืน แต่เจ้าตัวยังไม่รู้ตัว ต้องจัดการอย่างให้เขารู้ตัวสักที (ไม่กล้าไปสะกิดตัว) กลัวเขาตื่น
บททดสอบที่ได้รับ กับความล้มเหลวที่พบเจอ บ้างครั้งถ้าเราไม่พลั้งเผลอ ทางข้างหน้าที่พบเจอ เป็นความยิ่งใหญ่เสมอ ตราบที่เราเข้มแข็งและฟันฝ่า...เพราะมันจะทำให้เราแกร่งขึ้นจริงๆๆๆๆๆๆๆๆๆ วัลลอฮฺอะลัม
จากประสบการณ์ส่วนตัวสิ่งที่เรียนรู้จากความผิดพลาดทำให้เราจำ ให้ความสนใจ เพิ่มการสังเกตและมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้นค่ะ
ขอบคุณอาจารย์ Mada-o
ปัญหาการไม่รู้สึกตัวของคนบางคน ไม่ใช่เป็นปัญหาของเจ้าตัวครับ แต่เป็นปัญหาของเราคนที่ตื่น ที่จะต้องคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้อยู่รอด
ขอบคุณอาจารย์เสียงเล็กๆ
บางทีปัญหาบางอย่างมันไม่น่าจะเกิดครับ แต่ยังเกิดได้อันเนื่องจากความประมาทและพลั้งเผลอครับ ผมเห็นด้วยมากๆ ครับ
ขอบคุณอาจารย์ พิชชา มากครับ
บทเรียนได้ที่ล้ำค่าครับ ไม่มีการซื้อขายกัน ดังนั้นหากเราไม่สนใจ ไม่ใส่ใจและไม่จดจำก็อาจนับได้ว่า เส้นทางข้างหน้าสำหรับเราอาจจะไม่ไกลอย่างหวังแล้วละครับ
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ 10. คนไม่มีราก
เห็นด้วยเช่นกันครับว่า เราสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ได้ด้วยประสบการณ์
ไม่ว่าจะทำงานในหน้าที่อะไร สิ่งหนึ่งที่เรามักจะลืม จนทำให้เราประมาณตนผิดไปคือ
ในหนึ่งวัน เรามี 24 ชม. เหมือนๆกัน ไม่ว่าจะเป็นใคร ทำงานตำแหน่งไหนก็ตาม ^_^
งานเกือบทุกงานที่เราต้องรับผิดชอบ เรามักจะคิดว่าเราทำได้ และทำได้ดีด้วย แต่สุดท้าย ก็อาจจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อย ส่วนหนึ่งของความผิดพลาดก็เกิดจากการลืม ลืมคิดไปว่า เรามีเวลาแค่ 24 ชม. ต่อวัน
เคยคุยกับเพื่อนๆ ว่า "ถ้าเธอมีวิธี ที่จะทำให้วันๆนึง มีมากกว่า 24 ชม. ก็บอกกันด้วยละกัน" ^_^
ปัญญาชนดูหนัง
อือ เข้าใจแล้วครับท่าน
ทักทาย
อัสสลามมุอะลัยกุม
ล้มเหลว...เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าบ่อย จะเป็นเรื่องปกติ ที่ไร้ค่า
ขอบคุณครับ ดร.ซอบีเราะห์ ผมว่าทำงานเกินตัวเกินเวลาไม่เป็นไรครับ แต่ทำงานเกินหน้าที่หรือก้าวกายหน้าที่คนอื่น อันนี้เป็นเรื่องได้ครับ ฮิฮิฮิ
ขอบคุณครับคุณหมอ ธนพันธ์ ชูบุญ แฮะแฮะ มันเป็นเรื่องที่ดูไว้นานแล้วครับ เพียงแต่บังเอิญเข้ากับสถานการณ์ แล้วที่ทำให้ดูจนจบ เพราะกำลังนั่งทำงานอยู่ เลยต้องเปิดทีวีไว้เป็นเพื่อน ปรากฏว่า หนังจบ หรืองานยังไม่เสร็จ ฮาฮาฮา
ขอบคุณครับ morisawa เห็นด้วยมากๆ ครับ ผิดบ่อยจะกลายเป็นเรื่องปกติ และกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์กร ถึงตรงนี้แก้ยากมากครับ
แต่อาจารย์คิดต่างกันนะ
ในเรื่องการทำงานเกินหรือไม่เกินหน้าที่
เวลาคิดถึงการทำงาน มักจะคิดเหมือนการเล่นฟุตบอล
ที่แต่ละตำแหน่ง มีหน้าที่ความรับผิดชอบที่ค่อนข้างชัดเจน
ไม่ว่าจะ กองหน้า กองหลัง หรือแม้แต่ผู้รักษาประตู
ทุกคนควรทำงานในหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่
แต่สิ่งเดียวที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ การยิงประตู
"ทำอย่างไรก็ได้ ให้ได้ประตู"
เหตุการณ์ในบางครั้ง เช่น...
หากลูกบอล เกิดหล่นไปอยู้ตรงหน้าผู้เล่น ที่มีหน้าที่เป็นผู้รักษาประตู
แต่ตอนนั้น เค้าบังเอิญ อยู่ในตำแหน่งที่ทำประตูได้(หน้าประตูฝ่ายตรงข้าม)
หากไม่ล้ำหน้า เค้าควรยิงลูกนั้นเข้าประตู หรือไม่?
หรือไม่ควรยิง เพราะไม่ใช่หน้าที่ตัวเอง?
บ่อยครั้ง ถ้าเราบังเอิญอยู่ในจังหวะ ที่โอกาสให้เราได้ทำงานเพื่อความสำเร็จของภาพรวมขององค์กร และในบางครั้ง ถ้าเราทราบ(และเห็น)ว่าคนที่อยู่ในตำแหน่งนั้นๆ ณ ตอนนั้น อาจจะติดภาระอื่น หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
ถามว่า...เราควรทำอย่างไร?
ปล่อยมันไปเฉยๆ แล้วตอบแค่ว่า "ธุระไม่ใช่"?
บางครั้ง เราเอง มีตำแหน่งที่ชัดเจน และเหมาะสม
แต่ลืมนึกถึง ภาระงานที่มีมากเกินไป
มากเกินกว่าการดูแลงานหลักที่เป็นงานของตัวเองให้เต็มที่
มันก็คงไม่แปลก ถ้าคนรอบๆตัวเรา นึกอยากจะช่วยเรา ในงานนั้นๆ
เพราะสุดท้าย ผลประโยชน์ในภาพรวมและความก้าวหน้าขององค์กร เป็นเป้าหมายหลัก
"ตำแหน่ง"..เป็นเพียงหมวกหรือหัวโขนที่มนุษย์เราจัดวางบนตัวเรา
แต่ภาพรวมและความก้าวหน้าขององค์กรต่างหากที่เป็นเป้าหมายหลัก
ที่ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งใดก็ตาม ต้องช่วยๆกันผลักดันให้ไปถึงฝั่ง
แต่แน่นอน..การทำงานของแต่ละคน
ต้องเหมือนกับผู้รักษาประตูที่ได้เขียนไป
นั่นคือ...ถ้ามันไม่ล้ำหน้า เราก็ไม่ควรทิ้งโอกาสนั้น โดยไม่ยิงประตู
ไม่ใช่หรือคะ?
ส่วนตัว มักจะบอกตัวเองและคนรอบๆข้างเสมอว่า...
"ตำแหน่ง" เป็นอามานะและภาระของเราที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ "identity" หรือเอกลักษณ์ของเรา
ขอบคุณครับ อ.ซอบีเราะห์
เล่นฟุตบอล มัวแต่จะยิงประตูอย่างเดียว แพ้แน่นอนครับ
จำเป็นต้องมีฝ่ายป้องกันและฝ่ายยิงครับ
ดังนั้นบทบาทสำคัญคือ การเชื่อมโยงงานกันให้ได้ครับ และทุกหน่วยงานจำเป็นต้องทำงานอย่างเต็มศักยภาพ
ค่ะ
ถึงได้เขียนไปตอนต้นว่า
เวลาคิดถึงการทำงาน มักจะคิดเหมือนการเล่นฟุตบอล ที่
"แต่ละตำแหน่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่ค่อนข้างชัดเจน"
ไม่ว่าจะ กองหน้า กองหลัง หรือแม้แต่ผู้รักษาประตู
"ทุกคนควรทำงานในหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่"
แต่สิ่งเดียวที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ การยิง(น่าจะใช้คำว่า ทำ)ประตู
"ทำอย่างไรก็ได้ ให้ได้ประตู"
หน้าที่ ที่เราต้องรับผิดชอบ เราทุกคนต้องทำมันอย่างเต็มความสามารถ ในเวลาเดียวกัน เราต้องไม่ลืมนึกถึง "เป้าหมายร่วม"
เราควรทำอย่างไรก็ได้ ให้องค์กรของเรา มีเป้าหมายร่วมเดียวกัน พยายามให้เราและทีมของเรา มองภาพใหญ่ขององค์กรร่วมกัน แทนการมองผลประโยชน์หรือเหตุผลเฉพาะตน
ขอตัดแปะจากหนังสือ laws of Teamwork
"ถ้าคุณสามารถมองภาพใหญ่อย่างชัดเจนถูกต้องแล้ว คุณก็สามารถทำงานสนองทีมได้เร็วขึ้น"
ขอบคุณครับ อ.ซอบีเราะห์ ผมเห็นด้วยทุกประการคับ
ขอบคุณมากครับที่ช่วยเติมเต็ม