ความเดือดร้อนคือ ระหว่างการก่อสร้างซึ่งจะใช้เวลาถึงสามปี จะก่อให้เกิด ฝุ่นมหาศาลซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับหุ่นกระบอกที่ทรงเครื่องภัสตาภรณ์อันแสนประณีต หุ่นก็จะเสียหาย เสียงดังที่จะเกิดขึ้นก็เป็นอันว่าไม่ต้องมาร้อง มาซ้อมหุ่นกัน ไหนยังความปลอดภัยของสิ่งของก่อสร้างที่จะตกลงมาเมื่อไหร่ ไม่มีใครรับประกันความปลอดภัย และยังเรื่องของแสงสว่างที่อาคาร ๓๒ ชั้น จะปิดกั้นแสงตะวันและทางลม เราจะหวังให้ศิลปินแห่งชาติทำงานสร้างสรรค์และสอนสั่งลูกศิษย์ท่ามกลางสภาพเช่นว่านี้ได้อย่างไร

ได้ไปชมการซ้อมหุ่นกระบอก "ตะเลงพ่าย" ที่มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต เป็นครั้งที่สอง เมื่อวันอาทิตย์ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมานี้ ได้เห็นทั้งสิ่งที่เป็น ความสุข ความบันเทิงที่เป็นบุญตา ภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทยแล้วได้มีโอกาสมาสัมผัส (ได้มาเห็นก็คุ้มค่า ตายได้ ไม่ต้องรอให้ไปเห็นนครวัดก่อนค่อยตาย เผอิญก็ได้ไปเห็นนครวัดมาแล้วด้วย ชีวิตที่เหลืออยู่จึงเป็นกำไรทุกวันกระมัง)  และ รับรู้ถึงความทุกข์-ความเดือดร้อนของมูลนิธิฯ

ความสุขใจเกิดจากการได้ชมความประณีตของตัวหุ่นทุกตัวที่วิจิตรเหลือเกิน และ อารมณ์ที่ได้จากเนื้อเรื่อง เนื้อร้อง-การร้อง ดนตรี และความมาดมั่นในการเชิดหุ่นของผู้เชิดทุกท่าน ที่มีความตั้งใจถ่ายทอดอารมณ์ของตัวหุ่น ผ่านการเชิดของตน ทำให้ต้องชมทั้งท่าทางของตัวหุ่น และท่าทางของผู้เชิดไปพร้อมๆกัน

ทุกครั้งที่พักช่วงอาหารกลางวัน อาจารย์จักรพันธุ์ ท่านจะพูดคุยกับผู้มาชมอย่างสุภาพ เป็นกันเอง และอ่อนน้อมถ่อมตน ทำให้ผู้เขียนที่เคยอ่านงานเขียนของท่าน ในนามปากกา "ศศิวิมล" ที่เคยรู้สึกว่า ท่านเป็นศิลปินยิ่งใหญ่ มีวาจาเชือดเฉือน ต้องแปลกใจด้วยนึกไม่ถึงว่าตัวจริงท่านจะเป็นผู้ที่มีเมตตาสูง และมีความละเมียดละไมในการแสดงความนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ และวางตนอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนกับคนทั่วไปอย่างเราๆ ทั้งๆที่ท่านนั้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในระดับ "ศิลปินแห่งชาติ"  แค่เห็นใบหน้าของท่านผู้เขียนก็ปิติแล้วเพราะใบหน้าท่านนั้นงามอย่างเทวดา ไม่ทราบจะบรรยายอย่างไร

ท่านมักจะกล่าวขอบคุณผู้ที่มาชมว่า"กรุณาสละเวลามาชมการซ้อม ที่เมื่อไหร่จะเปิดแสดงจริงก็ยังตอบไม่ได้" แม้แต่การขอร้องให้ปิดโทรศัพท์มือถือและงดการพูดคุยระหว่างการซ้อม ท่านก็ยังกล่าวว่า ไม่ใช่ต้องการมาออกกฏระเบียบเข้มงวดอะไร แต่ขอร้องเพราะ ผู้เชิดหุ่นนั้นล้วนเป็นมือสมัครเล่น ต้องการสมาธิสูง การมีสิ่งทำให้วอกแว่กเขาจะเรียกสมาธิกลับมาได้ยาก เป็นการพูดอย่างถ่อมตัวจริงๆ ท่านยังให้เกียรติผู้มาชมหลายท่านที่ต่างนำอาหารกลางวันมาช่วยเลี้ยงทุกคนที่มาชมการซ้อมหุ่น โดยท่านจะประกาศชนิดอาหารและผู้นำมา ทีละอย่าง ทั้งคาวและหวาน

ครั้งนี้ก่อนที่จะกล่าวถึงเมนูอาหาร ท่านได้เล่าสิ่งที่เป็นความเดือดร้อนของมูลนิธิฯ และ "ขอลายเซ็นต์" ผู้มาชม เพื่อเข้าชื่อร่วมคัดค้านการก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียม ๓๒ ชั้นของนายทุนชาวสิงคโปร์ ชื่อโครงการ DVL Sukhumvit 63 ซึ่งจะสร้างประชิดติดรั้วมูลนิธิฯ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีทั้งพิพิธภัณฑ์ และกิจกรรมบ่มเพาะด้านศิลป วัฒนธรรมให้คนไทยได้มาซึมซับเรียนรู้ ท่านได้ถ่ายทอดความรู้สึกในการที่ท่านและลูกศิษย์ลูกหาได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจ ในการทำงานศิลปวัฒนธรรมอย่างชนิดทำเพื่อแทนคุณแผ่นดิน มาวันนี้อำนาจเงิน การพัฒนาแบบทุนเป็นใหญ่จะเบียดเบียน รุกราน คนไทยรักสงบ ที่เคยอยู่ร่มเย็นอยู่ในรั้วบ้านของตนให้ต้องเดือดร้อนอย่างไม่รู้ว่าจะสู้ได้อย่างไร

ความเดือดร้อนคือ ระหว่างการก่อสร้างซึ่งจะใช้เวลาถึงสามปี จะก่อให้เกิด ฝุ่นมหาศาลซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับหุ่นกระบอกที่ทรงเครื่องภัสตาภรณ์อันแสนประณีต หุ่นก็จะเสียหาย เสียงดังที่จะเกิดขึ้นก็เป็นอันว่าไม่ต้องมาร้อง มาซ้อมหุ่นกัน ไหนยังความปลอดภัยของสิ่งของก่อสร้างที่จะตกลงมาเมื่อไหร่ ไม่มีใครรับประกันความปลอดภัย และยังเรื่องของแสงสว่างที่อาคาร ๓๒ ชั้น จะปิดกั้นแสงตะวันและทางลม เราจะหวังให้ศิลปินแห่งชาติทำงานสร้างสรรค์และสอนสั่งลูกศิษย์ท่ามกลางสภาพเช่นว่านี้ได้อย่างไร

ทุกคนในที่นั้นได้เห็นน้ำตาและความอัดอั้นตันใจของอาจารย์ จักรพันธุ์ แล้วพากันอึ้งไปกันหมด ท่านเกรงว่าเรื่องนี้จะพาลทำให้รับประทานอาหารกลางวันกันไม่ลง จึงตัดบทไปแจ้งเมนูอาหารให้ครื้นเครงแทน ท่านขอเพียงให้ทุกคนที่มีจิตอยากช่วยท่านช่วยกันลงชื่อในแฟ้มที่เตรียมไว้เพื่อรวบรวมส่งให้ทางราชการที่เกี่ยวข้อง

ผู้เขียนก็ตัวเล็กๆ คนบ้านนอก ไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่บุญบารมีอะไร ไปลงชื่อแล้วคิดว่าคงต้องบอกข่าวให้ผู้ที่มีจิตศรัทธางานของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ไปช่วยกันลงชื่อ และท่านที่มี สมอง ปัญญา บารมี เมื่อทราบเรื่องอาจได้ช่วยกันคิดถึงทางออกที่เหมาะสมและทันการ

ดังนั้นหากจะช่วยกันได้บ้าง ผู้เขียนอยากให้ท่านผู้อ่านมีโอกาสได้ไปชมการซ้อมหุ่นกระบอกเรื่อง"ตะเลงพ่าย" และไปช่วยกันลงรายชื่อ ที่มูลนิธิฯ  ซึ่งอยู่ในซอยเอกมัย กรุงเทพ ริมถนนใหญ่ หาง่ายมากอยู่ตรงข้ามกับห้าง บิ๊ก ซี

การขอเข้าชมการซ้อม มีขั้นตอนเล็กน้อย เพราะสถานที่ไม่ใหญ่โต ทางมูลนิธิจึงจำเป็นต้องทราบจำนวนผู้จะเข้าชมล่วงหน้า การซ้อมมีทุกวันอาทิตย์สัปดาห์สุดท้ายของเดือน ครั้งต่อไปในเดือน เมษายน เป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน นะคะ

ติดต่อสอบถามขั้นตอนกันก่อนไปชม ตั้งแต่ วันที่ ๑-๑๕ ของเดือน ที่ มูลนิธิฯ

  โทรศัพท์ ๐๒ ๓๙๒ ๗๗๕๔

 

สำหรับผู้อยู่ไกล แต่มีใจอยากช่วย สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มการลงชื่อ และ หาเพื่อนพ้อง พี่น้องให้ช่วยกันด้วยค่ะ <คลิ้กที่นี่> เพื่อดาวน์โหลด