สุมาอี้ อัครมหาเสนาบดีของวุยก๊กในมหากาพย์สามก๊ก (โจโฉ-ยุคปลาย) ผู้สามารถยันการบุกโจมตีของขงเบ้งได้ถึง 7 ครั้งซ้อน จนขงเบ้งเสียชีวิตก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้ สุมาอี้เป็นผู้บีบคั้นขงเบ้งจนถึงที่สุด ถึงขนาดต้องทำใจดีสู้เสือเปิดประตูเมืองอ้าซ่านั่งตีขิมบนหอคอยกำแพงเมือง ทั้งที่มีกำลังทหารเหลือเพียงไม่ถึง 1,000 นาย ขณะถูกล้อมโดยกองทัพของสุมาอี้ ที่มีกำลังพลเป็นแสน ๆ
ซึ่งผู้ที่อ่านสามก๊กจำนวนมากยกย่องว่า เป็นกลยุทธ์การศึกที่เหนือชั้นสุดยอดของขงเบ้ง สามารถใช้เพียงการเล่นขิมบนกำแพงเมืองที่เปิดอ้าซ่า ก็สามารถขับไล่กองทัพของวุยก๊กนำโดยสุมาอี้ ที่มีกำลังพลมากกว่าเป็นร้อย ๆ เท่า จนแตกกระจายหนีไป แต่ก็มีผู้อ่านบางท่าน ที่คิดว่าเป็นเพราะสุมาอี้ปล่อยขงเบ้งให้อยู่รอดต่อไปต่างหาก เพื่อตัวเองจะสามารถควบคุมสถานการณ์การเมืองในวุยก๊กได้ เพราะตราบใดที่ยังมีขงเบ้งคอยจ้องจู่โจมทำศึกขุนนางข้าราชการในเมืองหลวง ซึ่งเกรงกลัวขงเบ้งเป็นที่สุด ย่อมไม่อาจและไม่กล้าเพ็ดทูลปลดสุมาอี้ออกจากอำนาจ (ดังเช่นที่ได้กระทำมาแล้วเมื่อสุมาอี้ชนะศึกครั้งแรกกับขงเบ้ง) ทำให้ในที่สุด สุมาอี้ก็สามารถเบ่งบารมีขึ้นครองงำราชบัลลังก์ และก็เป็นหลานปู่ของสุมาอี้ที่สามารถปราบดาภิเษก รวบรวมแผ่นดินจีนเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันได้อีกครั้ง
คำกล่าวต่อไปนี้ เป็นของ สุมาอี้ ที่สั่งสอนลูกชายทั้งสองของตน ขณะใกล้สิ้นใจ (คัดลอกจากวรรณกรรม "สามก๊ก ฉบับคนขายชาติ") ความว่า
"...ชาวนาปลูกข้าวมุ่งหวังมีข้าวกินไปตลอดปี ..
พ่อค้าค้าขายล้วนมุ่งหมายจะได้กำไร ทำให้กิจการเจริญเติบโต ..
ข้าราชการขุนนางทำราชการด้วยหวังยศศักดิ์ความก้าวหน้า มีประโยชน์ และอำนาจเป็นที่หมาย ..
ข้าทหารตำรวจทำราชการหวังให้มีชื่อลือชาปรากฎไว้ในประวัติศาสตร์ว่า เป็นวีรชนของแผ่นดิน ..
แต่ผู้ปกครองบริหารราชการบ้านเมือง ต้องตั้งความหวังเอาไว้ที่ความร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเมือง ทำให้บ้านเมืองมั่นคง อริราชศัตรูไม่กล้าย่ำยีรุกราน โจรผู้ร้ายภายในไม่กล้าก่อการกำเริบ ข้าราชการขุนนางไม่กล้าข่มเหงรีดนาทาเร้นอาณาประชาราษฎร์ ไม่กล้าฉ้อราษฎร์บังหลวง ทั้งต้องทำให้ราษฎรอยู่ดี กินดี มีความสุข มีความก้าวหน้า มีความมั่นคง โดยสรุปคือ ต้องทำบ้านเมืองให้มั่นคง ทำให้ราษฎร์มั่งคั่ง ทำดังนี้สำเร็จจึงจะถือได้ว่า ได้บรรลุถึงภารกิจของยอดนักปกครอง
การทำการใหญ่ต้องรู้จักฐานกำลังอำนาจของตนเอง การจะเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน พึงรู้ว่า ฐานกำลังอำนาจที่แท้นั้นอยู่ที่มวลมหาประชาชน คำโบราณกล่าวไว้ว่า ประชาชนเหมือนหนึ่งน้ำ ผู้ปกครองเหมือนหนึ่งเรือ น้ำหนุนเรือให้ลอยได้ แต่น้ำก็จมเรือได้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะครองใจอาณาประชาราษฎร์ จะต้องหมั่นบำเพ็ญเมตตาธรรมใส่ใจต่อทุกข์สุขและความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพของราษฎร เป็นหนึ่งเดียวกับราษฎร ก้าวเข้าหาปัญหาแล้วแก้ไข โดยมิพักให้ราษฎรต้องเพรียกร้อง
ข้าราชการขุนนางเป็นแขนขา ต้องทำหน้าที่อำนวยประโยชน์สุข ดูแลราษฎรให้ร่มเย็นเป็นสุข หากทำการข่มเหงยำเยงเบียดเบียนราษฎร แขนขานั้นย่อมใช้มิได้ ต้องใช้ความเด็ดขาดจัดการแก้ไขสับเปลี่ยนกำจัดเสียให้สิ้น
เมื่อได้ทำนุบำรุงราษฎรด้วยเมตตาธรรม ด้วยยุติธรรม ดังนี้แล้ว ราษฎรย่อมร่มเย็นเป็นสุข กล่าวได้ว่า ฐานกำลังอำนาจมั่นคงเป็นปึกแผ่นแน่นหนาดุจดังแผ่นดิน
แต่ทว่าอำนาจรัฐนั้นหอมหวนเย้ายวนเป็นที่หมายปองของทุกผู้คน เป็นเป้าหมายแห่งการช่วงชิงยึดแย่งด้วยรูปการมากมาย ตั้งแต่ใช้พู่กันไปจนถึงศาสตราวุธ การรักษา และการใช้อำนาจเป็นองค์ประกอบสำคัญแห่งอำนาจ เมื่อช่วงชิงได้มาซึ่งอำนาจแล้ว ต้องทำการรักษาและใช้อำนาจนั้นให้ก่อเกิดประโยชน์สุขแก่บ้านเมืองและราษฎรให้บริบูรณ์ ทำให้อำนาจตกผลึกบ่มเป็นบารมีธรรมที่แท้แลมั่นคงยาวนาน เป็นอำนาจที่สมบูรณ์
บ้านเมืองย่อมมีคนดีแลคนชั่ว ย่อมมีทั้งผู้สนับสนุนแลคัดค้าน เหตุนี้การรักษาอำนาจและการใช้อำนาจจึงไม่อาจปราศจากศาสตราวุธได้ การซ่องสุมสั่งสมกำลังทหารที่มีสมรรถนะสู้รบสูง มีศาสตราวุธที่พรักพร้อม จึงเป็นความจำเป็นแก่การรักษาและการใช้อำนาจรัฐ หากแม้นดูแคลนละเลยเรื่องนี้เมื่อใด อำนาจแม้ถึงจะมีอยู่ก็จะถูกช่วงชิงบ่อนทำลายจนสูญสลายไปในที่สุด
เมื่อใดมีอำนาจวาสนาแล้ว เมื่อนั้นคนทั้งปวงจะหลั่งไหลมาพึ่งใบบุญเจ้าดุจดังพระมหาสมุทร ซึ่งจะมีน้ำจากห้วยหนองคลองบึงทุกสารทิศหลั่งไหลมาสู่ ย่อมมีทั้งน้ำอันใสสะอาด สกปรก ขุ่นมัว และโสโครก ย่อมมีทั้งขยะและพืชน้ำต่าง ๆ จำจะต้องแยกแยะเลือกสรรให้จงดี แสวงหาคัดเลือกคนดีมีฝีมือมาอยู่เคียงกาย อย่าให้คนพาลสันดานหยาบชั่วช้าเข้าใกล้กาย พึงตระหนักว่า พระอาทิตย์และพระจันทร์อันมีฤทธิ์ทั่วสกลจักรวาล ก็ยังมีความมัวหมองได้ด้วยเมฆหมอกที่ห่อหุ้ม ผู้เรืองอำนาจวาสนาก็ดุจกัน ย่อมมัวหมองเสื่อมโทรมด้วยผู้คนแวดล้อมฉะนั้น ..."
แหล่งอ้างอิง
วิษณุ หวังวิสุทธิ์. "สุมาอี้สอนสุมาสูและสุมาเจียว". Pantip Guide.
8, 36 (มีนาคม - เมษายน 2551) : หน้า 15.
อ่านแล้วเหมือนกำลังจะบอกใครในประเทศไทยนี้หนอ ...
ท่านห่วงราษฎร หรือ ห่วงตัวของท่านเองกันแน่ ... ???
ขอบคุณครับที่แวะมาเยี่ยมเยียน :)
สวัสดีครับ คุณ Wasawat Deemarn
อ่านข้อเขียนของคุณ Wasawat Deemarn แล้วครับ ไม่นึกว่าคุณ Wasawat Deemarn สนใจปรัชญาการเมืองการปกครอง ขั้นเอกอุเหมือนกัน ทำอย่างไรได้หละครับ อำนาจเป็นสิ่งหอมหวนและฉ้อฉล การเป็นผู้ปกครองที่ดีมีคุณธรรม คือผู้ปกครองเป็นราชาปราชญ์ (เพลโต เคยวาดฝันไว้ใน Replubic)คงหายากครับ
คุณ Wasawat Deemarn มีเวลาว่างลงไปเที่ยวงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่กรุงเทพหรือเปล่า ครับ มีหนังสือปรัชญาการเมืองตะวันตก ของ ลีโอ เสตราส์ แปลโดยสมบัติ จันทรวงศ์ จำนวน 3 เล่ม สำนักพิมพ์คบไฟ เป็นหนังสือผมใฝ่ฝันจะได้อ่านมากครับ อยากอ่านตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยท่าพระจันทร์ ครับ ปรมาจารย์ลีโอ เสตราส์ เขียนอธิบายประวัตินักปรัชญาการเมืองตะวันตกตั้งแต่สมัยกรีก โสเครตีส จนถึงมาร์ติน ไฮเดกเกอร์ ครับ ผมกะว่าไปงานหนังสือครั้งนี้ ไปซื้อมาอ่าน หิ้วหนังสือด้วยมือขวานี่หละครับ
อยากให้คุณ Wasawat Deemarn แนะนำเพื่อนฝูง หรือแนะนำบรรณารักษ์ซื้อเข้าห้องสมุดด้วย ครับ เพื่อให้นักศึกษาได้อ่านกัน อย่างไรก็ตาม การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ
ข้าว+ราคาแพง
ชาวนา+ยากจน
นายทุน+กำไร
ฉะนั้น นายทุน+นักการเมือง+กำไรตลอดปีตลอดชาติ
สวัสดีครับ อาจารย์ทวิช :)
ขอบคุณครับ :)
สวัสดีครับอาจารย์ Wasawat Deemarn
"...ชาวนาปลูกข้าวมุ่งหวังมีข้าวกินไปตลอดปี
.. พ่อค้าค้าขายล้วนมุ่งหมายจะได้กำไร ทำให้กิจการเจริญเติบโต
.. ข้าราชการขุนนางทำราชการด้วยหวังยศศักดิ์ความก้าวหน้า มีประโยชน์ และอำนาจเป็นที่หมาย
.. ข้าทหารตำรวจทำราชการหวังให้มีชื่อลือชาปรากฎไว้ในประวัติศาสตร์ว่า เป็นวีรชนของแผ่นดิน ..ฯลฯ
มาอ่านครับ ได้ความรู้ใหม่ครับ ประเด็นที่ว่า
แต่ก็มีผู้อ่านบางท่าน ที่คิดว่าเป็นเพราะสุมาอี้ปล่อยขงเบ้งให้อยู่รอดต่อไปต่างหาก เพื่อตัวเองจะสามารถควบคุมสถานการณ์การเมืองในวุยก๊กได้ เพราะตราบใดที่ยังมีขงเบ้งคอยจ้องจู่โจมทำศึกขุนนางข้าราชการในเมืองหลวง ซึ่งเกรงกลัวขงเบ้งเป็นที่สุด ย่อมไม่อาจและไม่กล้าเพ็ดทูลปลดสุมาอี้ออกจากอำนาจ (ดังเช่นที่ได้กระทำมาแล้วเมื่อสุมาอี้ชนะศึกครั้งแรกกับขงเบ้ง)
ส่วนตัวผมคิดว่า สุมาอี้คงกลัวๆ คงเบ้งด้วยล่ะครับ ขนาดขงเบ้งตายเป็นผีแล้ว ยังใช้กลศึกหลอกสุมาอี้ได้เลย ฮา...
สุมาอี้คงกลัวเกรงขงเบ้งด้วยก็ได้ไม่กล้าบุ่มบ่าม และก็คงต้อง ใช้ชื่อเสียงคงเบ้ง คานอำนาจกับขุนนางในเมืองด้วยล่ะครับ
การไม่รบแตกหักก็เลยเป็นกลยุทธที่ดีที่สุด
ได้ความรู้มากๆ ครับ
สวัสดีครับ คุณ ครูข้างถนน
ขอบคุณครับ :)
ขอบคุณนะครับ คุณ กวินทรากร ... แสดงความคิดเห็นได้สนุกครับ :)
พ่อช่อมะม่วง...พ่อพวงมะไฟ
เรียนรู้ปรัชญา..พาให้สงสัย
การเมืองปกครอง..ของประเทศไทย
ตอนนี้สับสน..ผู้คนวุ่นวาย
ข้าวยากหมากแพง...พุ่งแรงเหลือหลาย
น้องจิแวะมา...ให้กำลังใจ
ครูเขียนเมื่อไหร่..มาเมื่อนั้นเอย
* สวัสดีเจ้าค่ะ คุณครู น้องจิแวะมาเยี่ยมเยียน มีคำถามด้วยเจ้าค่ะ ท่านบรรหาร นามสกุลอะไร ถ้าไม่ทราบ ขอเชิญที่บันทึก มีเฉลย คิคิ
เป็นกำลังใจให้คุณครูเจ้าค่ะ ----> น้องจิ ^_^
สวัสดีครับ คุณWasawat Deemarn
ขอความอนุเคราะห์คุณWasawat Deemarn ไปเปิดที่ www.chulabook.com ที่ค้นหา พิมพ์ สมบัติ จันทรวงศ์ จะพบหนังสือ 8 รายการ ครับ พร้อมรูปภาพประกอบ และลดราคาจากปก ครับ เผื่อสั่งเข้าห้องสมุดใหนักศึกษาอ่านครับ หนังสือคุณภาพคับแก้ว ยิ่งการเมืองสภาพเป็นอย่างนั้ ยิ่งต้องหามาอ่าน ครับ
ขอบใจจ้า น้องจิ .... เอ ท่านบรรหาร นามสกุลอารายน้า ... :)
ขอบคุณครับ อาจารย์ วิช ... :)
อาจารย์ครับ
ยังไม่ตรวจบล็อกครั้ง ที่ 2 เหรอครับ
สวัสดีครับ คุณครูเฉลิมศักดิ์ :)
:)