ก่อนน้องไปเรียนต่อ คำเรียกหาตัวฉัน คือ “พี่” แต่วันนี้น้องเรียก “อาจารย์” ตลอด เออ! สิ่งแวดล้อมมันเปลี่ยนคนได้เช่นนี้เอง

 23 มีนาคม 2551   

ครอบครัวฉันตื่นกันมาแต่เช้า  ด้วยวันนี้นอกจากฉันจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อมาเรียนรู้จากส.ค.ส.   วันนี้ยังเป็นวันครบรอบวันเสียชีวิตเป็นปีที่ 2  ของป๋าอันเป็นที่รักยิ่งของฉัน   เมื่อตื่นขึ้นมาปรากฏว่าคุณสามีที่รักได้ตื่นมาเตรียมทุกอย่างที่จะนำไปวัดไว้เกือบเรียบร้อยหมดแล้ว ตั้งแต่หุงข้าว ซื้อหาอาหารทั้งของคาวและของหวานสำหรับถวายพระ ดอกไม้ ธูปเทียน และหมากพลูสำหรับการทำพิธีสงฆ์    ฉันกับลูกๆตื่นทีหลัง ด้วยคิดว่า มีเวลาอยู่มากโขพอต่อการทำทุกอย่างได้ทันก่อนออกเดินทาง   จึงแทบไม่ได้ทำอะไรเลย

  

ฉันพาลูกชายและลูกสาว ไปกินอาหารเช้าและแวะซื้อกับข้าวเพิ่มเติมอีก 2-3 อย่าง  เมื่อกินข้าวอิ่มหนำกันแล้วเรียบร้อย    เราก็กลับมาบ้าน  ช่วยกันขนของที่เตรียมไว้ทั้งหมดรวมทั้งสัมภาระไปที่วัดถ้าเสือ  วัดที่มีชื่อแห่งหนึ่งของจังหวัดกระบี่    ไปถึงวัดแล้วก็รอพระสงฆ์จำนวน 9 รูปที่นิมนต์ไว้เพื่อถวายสังฆทานอยู่เป็นครู่  จนถึงเวลา 9.15 น. พิธีสงฆ์ก็ได้เริ่ม   ลูกชายบอกว่า คุณสามีได้นมัสการแจ้งพระสงฆ์ที่นิมนต์ไว้แล้วว่า ฉันมีความจำเป็นต้องเดินทางด้วยเครื่องบินเข้ากรุงเทพฯในเช้านั้น  ท่านจึงได้เมตตาเริ่มพิธีสงฆ์ให้ถวายเพลก่อนเวลาและทำพิธีให้อย่างรวบรัด กระชับ โดยไม่มีขั้นตอนใดขาดหายไป    พิธีเสร็จสิ้นเวลา 10.00 น.   ระหว่างพระฉันเพล   ฉันก็ปลีกตัวออกจากวัด   โดยมีลูกๆมาส่ง   ให้คุณสามีรออยู่ที่วัด   ออกจากวัดแล้วก็แวะไปร้านโกจ้อย เหนือคลอง กินขนมจีน ไก่ทอดรองท้องก่อนขึ้นเครื่อง   อิ่มท้องพอควรแล้ว ก็พากันมาที่สนามบินกระบี่    คิดว่าจะลงที่อาคารผู้โดยสารขาออก  ปรากฏว่า ข้างหน้า มีชาวต่างชาติยืนเข้าคิวต่อกันอยู่ยาวมากทั้ง 2 ประตู   เราเดากันว่า คงมี direct flight มาลงอีกแล้ว  ลูกชายเห็นคิวแล้วบอกให้ฉันเปลี่ยนใจไปลงที่อาคารผู้โดยสารขาเข้า ซึ่งเดินขึ้นมา check in ได้ ว่าน่าจะเร็วกว่า   ซึ่งก็เป็นจริงอย่างนั้น  

 

ระหว่างไปรอ check in เหลียวมองหาน้องๆของร.พ. ที่หนีบไปร่วมอบรมด้วย 4 คน ก็ยังไม่เห็นมีใครมาสักคน  เลย check in ไปก่อน  ระหว่างรอคิว check in เจอหมอรุ่นน้อง ตอนแรกจำชื่อไม่ได้ว่าชื่ออะไร เพิ่งมานึกชื่อได้ตอนหลังว่าเป็น หมออนุชา  ที่ขอทุนไปเรียนต่อด้านศัลยกรรมกระดูก  ได้ทักทายกันเล็กน้อย  รู้สึกแปลกกับคำทักทาย  ก่อนน้องไปเรียนต่อ คำเรียกหาตัวฉัน คือ พี่   แต่วันนี้น้องเรียก อาจารย์ ตลอด  เออ! สิ่งแวดล้อมมันเปลี่ยนคนได้เช่นนี้เอง   ถามไถ่ได้ความว่า มิถุนายนนี้ น้องก็จะจบกลับมาเป็นกำลังให้ร.พ.กระบี่อีกคนแล้ว  ได้ check in แล้ว ฉันก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ  แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ฉันลืมหยิบเสื้อวอร์มที่เตรียมไว้ใส่ตอนขึ้นเครื่องไว้ในรถ  ตอนนั้นคิดว่า ลืมแล้วก็แล้วไป ไม่น่าจะเป็นไร   

 

ออกจากห้องน้ำมา พบอี่กับหยามรอ check in กันอยู่  2 สาวบอกว่า แวะไปรับฉันที่บ้าน  รอเรียกอยู่ที่บ้านนานด้วย  โทรฯเข้ามือถือแล้วฉันก็ไม่รับสาย ฉันจึงเล่าว่าวันนี้ฉันไปทำบุญให้ป๋าจึงออกจากบ้านแต่เช้า   มือถือแบตหมด จึงไม่ใช้   ปรากฏว่า เช้าวันนี้กว่า 4 สาวจะมาครบก็ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมง   โสภาให้น้องเกด เพื่อนรักมาส่ง  น้องมดมีคุณแม่และพี่ชายมาส่ง  

 

check in กันแล้วเราไปนั่งรอในห้องผู้โดยสารขาออก ในห้องผู้โดยสารขาออก มีผู้โดยสารคนไทยอยู่มากกว่าชาวต่างชาติ อาจจะเป็นเพราะว่า ชาวต่างชาติส่วนใหญ่บินด้วย direct flight กัน จึงถูกแยกไปนั่งอีกห้อง  รออยู่ประมาณ 15 นาที  จึงมีเสียงเรียกให้ขึ้นเครื่อง   เราถึงดอนเมืองเวลา 13.00 น.  หลังจากนั้นจึงเดินทางต่อไปที่โรงแรมศาลายาพาวิลเลี่ยน กว่าจะถึงโรงแรมก็เป็นเวลา 15.00 น.แล้ว    แม้จะเป็นศิษย์เก่าม.มหิดล แต่ก็เป็นศิษย์ยุคที่ศาลายายังไม่เกิด   เมื่อศาลายากำเนิดขึ้นแล้วก็ไม่ใคร่ได้มาสัมผัสบ่อยนัก ทั้งๆที่คุ้นๆว่าน่าจะอยู่ด้านหน้า แต่เพราะไม่ปักใจและไม่เคยคุ้น เลยพากันนั่งแท็กซี่วนหาโรงแรมอยู่สักพักจึงเจอ   

 

เดินเข้าไปในโถงด้านล่างโรงแรม ถามรปภ.ว่า ล็อบบี้อยู่ที่ไหน  รปภ.คนแรกที่เจอบอกว่า ให้ไปที่หัวหน้าซึ่งอยู่ที่โต๊ะทำงานที่หน้าบันไดของตึกด้านหลัง   ฉันรู้สึกฉงนในใจเมื่อหันไปตามทิศทางที่เขาชี้บอก  ก็หน้าบันไดที่เขาว่านั้น เป็นใต้ถุนอาคารสูง ที่มีโต๊ะต่างวางเรียงรายและมีนักศึกษานั่งอ่านหนังสือกันอยู่ประปราย ไม่มีวี่แววว่าจะเป็นล็อบบี้โรงแรมเลย  แต่ด้วยคิดว่า อ้อ! เรามาประชุมในสถานศึกษา ปกติที่เคยเห็น สถานศึกษาก็มักจะมอบหมายงานไว้ให้คนของเขาดูแลแขก  จึงไม่ใคร่แปลกใจเท่าไร ที่รปภ. คนนี้บอกเช่นนั้น  

 

เมื่อเริ่มเดินไปตามทิศทางที่ได้รับคำบอก  น้องๆก็พากันขนสัมภาระเดินตาม  ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามา  ทำให้ฉุกคิดว่ากระเป๋าที่น้องๆขนกันมาแม้จะมีเพียงคนละกระเป๋าแต่น้ำหนักก็น่าดู   ถ้าจะขนตามกันไปเพื่อถามไถ่ความก็น่าจะเรียกเหงื่อได้มากอีกทั้งอากาศก็ร้อน  และถ้าเผื่อทิศทางของโรงแรมไม่ใช่ตรงจุดที่ได้รับคำแนะนำให้เข้าไป  ก็จะพากันต้องขนของย้อนกลับมาอีก   ฉันจึงให้น้องๆรออยู่ตรงโถงหน้านั่นแหละ  ตัวเองเดินไปถามให้เสียเอง เมื่อไปถามกลับมาแล้ว  น้องๆก็ชี้ให้ดูว่า มีประกาศบอกไว้ว่า โรงแรมอยู่ที่ชั้น 6   เออ!  ตอนนั้น ปิ๊งแว๊บเลยว่า   เรานี่ใจร้อนนะ  ถ้าใจไม่ร้อน  ส่ายตาหากระดานประชาสัมพันธ์สักหน่อย ก็คงรู้ได้โดยไม่ต้องเดินไปถาม  แต่ไปถามมาแล้วก็ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไร  ใจตอนนั้นรู้สึกสบายใจเสียอีกที่ตัดสินใจถูกว่า ให้น้องๆรอจะดีกว่าขนของตามกันไป

 

 

เราขึ้นลิฟท์ไปด้วยกันจนถึงชั้น 6 ของอาคารแห่งนั้น  ภาพแรกที่เห็นและชอบมาก คือ  การออกแบบให้ล็อบบี้มีสวนอยู่ตรงดาดฟ้านอกห้อง  มีเก้าอี้และโต๊ะเล็กๆให้นั่งปล่อยอารมณ์ด้วย ดูแล้วสดชื่นดี  และให้ความรู้สึกเย็น  ปิ๊ง idea  เขามากเลย    สีสันของห้องล็อบบี้เป็นโทนสีโอโรส  หวานๆสบายๆ ให้ความรู้สึกดี หรูนิดๆ   ด้านซ้ายของเคาน์เตอร์มีที่นั่งรับแขกและมุมอ่านหนังสือพิมพ์ให้ เหมือนห้องรับแขกกลางบ้านอย่างไหนอย่างนั้นเลย  เลยไปหน่อยก็เป็นห้องอาหารเล็กๆ ดูเงียบๆ  สวย สบายๆ ผนังห้องมีการตกแต่งลวดลายภาพวาดให้คล้ายเหมือนมีเหล็กดัดทาบทับอยู่ อย่างดูดี   

 

 

ที่เคาน์เตอร์ล็อบบี้ ได้ประสบการณ์ใหม่กับการลงชื่อ   ซึ่งคงไม่เจอเคาน์เตอร์โรงแรมที่ไหนแบบนี้อีกที่เพียงแต่เอาตัวเข้าไปยืนใกล้แล้วก็สามารถเอาคางวางบนเคาน์เตอร์ได้เลย  เป็นครั้งแรกของตัวเองเลยนะนี่ที่เขียนหนังสือ check in โรงแรมโดยเอาคางวางบนเคาน์เตอร์เขียน เหมือนเด็กเล็กนอนเขียนหนังสือบนโต๊ะ   ตอนที่เขียนไม่ได้รู้สึกอะไร (มารู้สึกเอาวันหลังๆ เมื่อมีคนในกลุ่มที่เข้าอบรมเอ่ยกันขึ้นมา)