สภาวะปัจจุบันและข้อควรแก้ไขของระบบกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ประเทศญี่ปุ่น
เมื่อครั้งที่ผู้เขียนอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่น ผู้เขียนได้พบกับศาสตราจารย์ยูกิฮิโร อาซามิ แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟูกูโอกะ (ครั้งหนึ่ง ได้เคยมาเยี่ยมสถานที่ทำงานของผู้เขียน) และได้รับทราบข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสภาวะปัจจุบันและข้อควรแก้ไขของระบบกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ สรุปได้ดังนี้ง
คดีอาหารเป็นพิษในนมพร่องไขมันที่ผลิตโดยบริษัทนมแห่งหนึ่ง ซึ่งได้เกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.๒๐๐๐ ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ผู้บริโภคเป็นจำนวนกว่า ๑๓,๐๐๐ คน และในเดือนกรกฎาคม ในปีเดียวกัน หน่วยงานของรัฐได้เข้าทำการตรวจสอบบริษัทแห่งหนึ่งได้ปิดบังข้อมูลคำร้องเรียนจากลูกค้าเป็นเวลากว่า ๓๐ ปีแล้วยังได้เก็บสินค้าคืนโดยไม่แจ้งทางการ จากกรณีดังกล่าวได้นำไปสู่การพิจารณาทบทวนมาตรการและระบบกฎหมายที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ในประเทศญี่ปุ่น อนึ่ง ระบบกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ในประเทศญี่ปุ่นกำลังอยู่ในระหว่างการปฏิรูปไปสู่การบริหารความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์โดยพิจารณาจากมุมมองผู้บริโภคมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาซึ่งมีการดำเนินมาตรการเกี่ยวกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์แล้ว ระบบกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นจะต้องแก้ไข ๓ ประเด็นดังนี้
๑.ท่าทีของรัฐที่มีต่อการบริหารความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ โครงสร้างระบบทั้งด้านบุคลากรและงบประมาณที่ไม่มีความพร้อมและพอเพียง แม้ในเรื่องวิธีควบคุมสุขอนามัย การวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤติที่ต้องควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยสุขอนามัยผลิตภัณฑ์อาหาร (HACCP) และการเรียกเก็บคืนรถยนต์ (ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกามีการดำเนินการอย่างเข้มแข็ง)
๒.การร่วมแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค โดยรวบรวมข้อมูลจากผู้บริโภคควบคู่ไปกับการกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรายงานเรื่องต่าง ๆ การเปิดเผยข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญของการรักาความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์และจะต้องเป็นสิ่งที่รัฐจะต้องตระหนักถึงที่สำคัญที่สุด (ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการส่งส่งเสริมอย่างยิ่ง)
๓.คุณธรรมและความเกรงกลัวต่อกฎหมายของผู้ประกอบการ ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีการดำเนินมาตรการเกี่ยวกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นผลมาจากการที่มีการให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดีเมื่อเกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากการใช้ผลิตภัณฑ์แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรับผิดชอบทางการเงินที่ผู้ประกอบการต้องชดใช้จากค่าปรับนั้นสูงมากในกรณีที่ไม่ใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
ในการนี้ ศาสตราจารย์ยูกิโร อาซามิ ได้สรุปปัญหาความปลอดภัยและรับผิดในผลิตภัณฑ์ไว้ดังนี้
การรณรงค์เรื่องความรับผิดในผลิตภัณฑ์แต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องรณรงค์เรื่องความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ด้วย ดังนั้น ฝ่ายผู้ประกอบการจะต้องควรยึดหลักดังนี้
๑.หลักความโปร่งใส (transparency)
๒.หลักความรับผิดชอบ (accountability)
ผู้ประกอบการจะต้องมีความพยายามเก็บข้อมูลไว้ให้มากที่สุด มีเป้าหมายในการเก็บข้อมูลและที่สำคัญจะต้องมีการถ่ายทอดข้อมูลดังกล่าวให้แก่ผุ้บริโภคได้รับทราบอย่างชัดเจน ด้วยการจัดตั้งระบบภายในบริษัท ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจะต้องมีคำสั่งในทางบริหารภายในและแนวความคิดเกี่ยวกับการบริหารข้อมูลซึ่งหากล่าช้าจะก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง ซึ่งความรับผิดและความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์จะมีระดับเพียงใดขึ้นอยู่กับระบบบริหารและระบบตุลาการของประเทศนั้น ๆ
อย่างไรก็ตาม นายไซโกะ โออิกาวา อดีตหัวหน้าฝ่ายการบริหารด้านผู้บริโภคโดยรัฐ กรมการวางแผนทางเศรษฐกิจ อดีตผู้อำนวยการกรมคุณภาพชีวิต และประธานกรรมการศูนย์คุณภาพชีวิตสมัยปัจจุบัน ได้กล่าวในการบรรยายในช่วงสุดท้ายว่า ในประเทศญี่ปุ่นหลังจากที่กฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ได้มีผลบังคับใช้แล้ว ได้มีข้อโต้แย้งทางความคิดในสังคม เช่น
๑.มีความจำเป็นต้องมีกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์หรือไม่ ทั้งนี้ เนื่องจากการนำสืบหรือพิสูจน์ความผิดพลาดเมื่อมีความบกพร่องผู้เสียหายจะต้องนำสืบให้ได้
๒.กฎหมายดังกล่าวจะรวมใช้บังคับถึงผู้ประกอบการระดับกลางและระดับย่อมหรือไม่ ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวได้ต่อต้านรัฐบาลมาโดยตลอด แต่ในที่สุดก็ได้รับความยินยอม
๓.จะก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคมหรือไม่ เนื่องจากจะเกิดการฟ้องคดีว่าด้วยเรื่องดังกล่าวอย่างมาก อย่างไรก็ตาม คดีว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ก็มีได้มากมายตามที่ได้คาดไว้ ทั้งนี้ เนื่องจากการเจรจายอมความกัน การตกลงกันนอกศาล และความยากลำบากในการนำสืบความบกพร่องของผลิตภัณฑ์
๔.คำนิยามของคำว่า "ผลิตภัณฑ์" คือสิ่งของที่จำหน่ายในท้องตลาดทั้งหมด ยกเว้นการบริการ สิ่งของที่เป็นนามธรรม อสังหาริมทรัพย์ ในบรรดาสังหาริมทรัพย์เฉพาะสิ่งของที่แปรรูปเท่านั้น สิ่นค้าที่ได้มีการอภิปรายกันมากที่สุดในขณะนั้นคือ เลือด การที่ได้รับเชื้อจากเลือดจะอยู่ในขอบเขตของกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์เช่นเดียวกัน
๕.ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล ความสำคัญคือภาระการพิสูจน์ โดยโจทก์จะต้องพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล มีปัญหาว่าจะสืบอย่างไร
๖.ความรับผิดในกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ เมื่อมีความรับผิดสูงจะมีผลต่อการพัฒนาเทคนิคของผู้ประกอบการหรือไม่ เป็นต้น
ในการนี้ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ของประเทศไทยว่ามีลักษณะเฉพาะ ได้แก ค่าใช้จ่ายในการฟ้องคดีได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมกรณีทีหน่วยงานของรัฐฟ้องคดีแทนผู้เสียหาย และในระหว่างการเจรจาไกล่เกลี่ย อายุความจะสะดุดหยุดอยู่ นอกจากนี้ การฟ้องคดีแทนผู้เสียหายโดยสมาคมที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้รับรองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค
ในการนี้ ได้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ของประเทศญี่ปุ่นเพื่อให้ผู้เขียนได้นำไปเป็นพื้นฐานความคิดในการร่างหรือบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการดังกล่าวต่อไปในอนาคต ได้แก่ การฟ้องคดีแบบกลุ่ม (class action) การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมของกฎหมาย
(หมายเหตุ: ดูกฎหมายของประเทศไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2551/A/036/17.PDF
สวัสดีค่ะคุณอัครพงษ์ที่เคารพรัก
๑. ขอบคุณครับ คุณ "หมูอ้วน" สำหรับข้อคิดเห็น การตรากฎหมายจะต้องสอดคล้องกับบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และอื่น ๆ ของประเทศนั้น ๆ ครับ
๒. ท่าน ผอ.ประพิศฯ เพิ่งจะเกษียณอายุราชการไปเมื่อปีงบประมาณที่ผ่านมานี้ครับ อย่างไรก็ตาม ท่านก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับ สคบ.อยู่ด้วยเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา และเป็นอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการคณะหนึ่ง ให้กับ สคบ.ด้วยครับ
หวัดดีค่ะ ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า อ้น ก็ยังไม่ได้รู้จักอาจารย์อัครพงษ์เท่าไหร่นะค่ะ แต่มีเรื่องให้ช่วยเหลือนิดหน่อยค่ะ ตอนนี้บริษัทที่อ้นทำงานอยู่ เค้ากำลังจัดทำระบบ ISO 22000 ค่ะ มาตรฐานอาหารปลอดภัยค่ะ อาจารย์พอจะมีหนังสือ หรือคำแนะนำ เกี่ยวกับเรื่องนี้มั้ยค่ะ รบกวนด้วยค่ะ ขอบคุณ....
ให้ลองประสานเป็นเบื้องต้น เพื่อเป็นข้อมูลในการสืบค้นต่อไปได้ที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จะได้ข้อมูลที่ดีครับ
ชอบคุณครับ ที่ได้แวะมาในเว๊บล็อกนี้ครับ