ผมจำได้ว่า ในตอนที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกันอยู่ มีกรรมการท่านหนึ่งออกมาพูดผ่านสื่อว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทดลองใช้ยาแรงเพื่อการแก้ไขปัญหาการซื้อเสียง ทั้งนี้หวังว่าหลังจากใช้ยาขนานดีแล้ว การเมืองไทยจะดีขึ้น และตอนนี้ผมคิดว่า ยาขนานนั้นออกฤทธิ์แล้วครับ แต่มันดันออกฤทธิ์ผิดจุดผิดที่ครับ

จุดที่ผิดคือ แทนที่ยานี้จะไปทำลายเชื้อโรค มันกลับไปทำลายไขสันหลังเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้นักการเมืองจึงพยายามที่จะเรียกร้องให้มีการปรับแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฮาฮาฮา

ทำไมยาขนานนี้จึงออกฤทธิ์ผิดที่ได้ขนาดนี้? คำตอบง่ายๆ คือ อันเนื่องจากความเข้าใจผิดพลาดของกรรมการร่างฯ ครับ ที่คิดว่า การซื้อเสียงคือเชื้อโรคร้ายของระบบประชาธิปไตยไทย ทั้งๆ ที่ความจริง มันเป็นไขสันหลัง หรือหัวใจหลักของประชาธิปไตยไทยในทัศนะของนักการเมืองไทย ฮาฮาฮา

จะให้นักการเมืองไทยเปลี่ยนมุมมองทำได้ยากครับ ยากกว่าการเปลี่ยนกติกามาให้เป็นแบบเป็นแก่นสาระหลักของนักการเมืองไทย นักการเมืองไทยมีความมั่นใจว่า การซื้อเสียงคือสาระสำคัญหลักของประชาธิปไตยไทย และทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วม(ในการจ่าย คณะกรรมการบริหารพรรคจ่ายมากหน่อย) การที่จะต้องถึงขั้นยุบพรรค หากเพียงคนหนึ่งคนใดจากกรรมการพรรคซื้อเสียง เป็นเรื่องที่ร้ายแรงเกินไป ถึงแม้ว่า นักวิชาการร้อยทั้งร้อยจะระบุว่า การซื้อเสียงคือการทำลายระบอบประชาธิปไตยก็ตาม อันนี้ก็เนื่องมาจากประชาธิปไตยที่แต่ละฝ่ายนิยามไม่เหมือนกัน

ในมุมมองผม ถึงแม้หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้เบาลงกว่านี้หน่อย เช่น แทนที่จะระบุว่าเพียงคณะกรรมการพรรคคนเดียวทำผิดแล้วยุบพรรค ให้เปลี่ยนเป็น หากกรรมการจำนวนกึ่งหนึ่งของคณะกรรมการทั้งหมดของพรรคซื้อเสียง ให้ยุบพรรค ผมก็ว่า พรรคการเมืองก็ยังจะขอแก้ไขอยู่ดีครับ ฮาฮาฮา ก็มันทำตามไม่ได้จริงๆ เข้าใจหน่อยสินักวิชาการ

ปล. ซื้อเสียงเป็นเรื่องจำเป็นของระบบประชาธิปไตย ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซนต์ แต่ผมไม่ได้บอกนะครับว่าต้องซื้อด้วยเงิน ด้วยสิ่งของ