ความเป็นครู-ลูกศิษย์ ทำให้ผมใช้สิทธิความเป็นศิษย์ร้องขออะไรก็ได้ ผมไม่ทราบนะครับว่า คำร้องขอของลูกศิษย์ กับคำร้องขอทั่วไป จะแตกต่างกันอย่างไร ผมทึกทักเอาเองว่าอย่างน้อยความสัมพันธ์ของเรื่องที่ขอมันมีที่ไปที่มา ไม่หลุดลอยโผล่มาจากที่ไหนก็ไม่รู้ อาจจะเป็นความโชคดีของผมก็ได้ ที่ค้นพบวิธีเรียนรู้ทางลัด โดยที่ไม่มีระบบระเบียบในการขอสิ่งที่ไม่รู้

ผมเรียกครูพินิจว่าพระอาจารย์ คำนี้ไม่ใช่เรียกขานด้วยความคะนองปาก ครูผมท่านนี้มีพระอยู่ในหัวใจ เรียบร้อย นิ่มนวล แต่มุ่งมั่นใจ ยอมเหนื่อยยากกับลูกศิษย์ ทุกครั้งที่คุยกันหรือมาที่นี่ ด้วยประสบการณ์ของคนชั้นครู พระอาจารย์รู้ได้ว่าผมอ่อนด้อยในเรื่องอะไร? ยังขาดศักยภาพในด้านใด? และมีปัญหาสะสมอะไร?

ความเมตตาที่มีต่อศิษย์โข่ง ทุกครั้งที่มาหรือเจอกัน พระอาจารย์จะสนองและเสนอความรู้เผชิญหน้า เตรียมอุปกรณ์ต่างๆมาให้ เห็นโน๊ทบุคส์ผมว่าง พระอาจารย์จะแอบใส่โปรแกรมใหม่ๆ แนะนำการใช้เครื่องเสียง และเตรียมอุปกรณ์ใหม่ๆมาให้ศึกษาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วิชานอกหลักสูตร ในตัวพระอาจารย์ท่านนี้มีคุณค่ามหาศาล ทำอย่างไรหนอผมถึงจะ “โคลนนิง” พระอาจารย์มาไว้ที่นี่ได้

การพาลูกศิษย์จากม.จันทรเกษมมาเที่ยวนี้ ผมได้รับของขวัญที่ไม่นึกว่าจะมีวาสนา พระอาจารย์นำหนังสือชื่อ“ความเกร่งของชีวิต” ที่จัดพิมพ์เมื่อคราวพระพินิจไปบวชที่สวนโมกขพลาราม ไชยา ท่านเป็นประธานรุ่นคณะพระนวกภิกขุปี2351 ได้ร่วมกันจัดพิมพ์หนังสือนวกานุสรณ์ มีคำอนุโมทนาจากพระอาจารย์ใหญ่พุทธทาสภิกขุ  

เป็นหนังสือเล่มบางที่วางไม่ลง ผมลองแย้มๆอ่าน..

ความแข็งแกร่งมี3ระดับ

ระดับกาย ระดับจิต ระดับวิญญาณ

คุณไม่ทราบก็วงเล็บสติปัญญา วิญญาณคือสติปัญญา

อาจารย์พินิจเล่าว่าหนังสือนี้พิมพ์นานแล้ว รวมเวลาปีนี้ครบรอบ30ปี เป็นอนุสรณ์ที่มีคุณค่าทางใจ ก่อนจะมาที่นี่ ได้เตรียมหนังสือพร้อมลายเซ็นมามอบให้ด้วยมือของท่านเอง นอกจากผมช็อคแล้ว คนที่บ่น้ำตาตื้นไม่แพ้อาจารย์หมู สะกดใจแทบแย่

การมอบ....ด้วยปัญญาและความรัก จาก..พินิจ พันธ์ชื่น 15 มี..51

กระดาษแผ่นไหน?

ใบประกาศเกียรติยศอะไร?

ไม่มีคุณค่าพอที่จะมาแลกน้ำใจครูได้หรอกครับ?