เที่ยวชะอำ: พ่อทำงาน แม่ลูกพักผ่อน

                สัปดาห์นี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้พาลูกเมียหอบผ้าหอบผ่อน หนีหน้าออกจากบ้าน เพื่อไปเที่ยวรับปิดเทอม (ทุกครั้งเที่ยวตอนลูกเปิดเทอม แบบที่เรียกว่าหนีงาน หนีเรียนกันทั้งครอบครัว)

                ผมมีงานประชุมของสมาคมวัยหมดระดูแห่งประเทศไทยที่ชะอำครับ Menopause Academic Conference (MAC) คือชื่อของการประชุมนี้ ซึ่งได้จัดติดต่อกันมานานเป็นปีที่ 4 แล้วในปีนี้ กรรมการเขาเลือกจัดที่ชะอำ ผมก็นึกไปเองว่า น่าจะเป็นการส่งเสริมให้หมอและครอบครัวมาเที่ยวรับปิดเทอมกันถ้วนหน้า ผมเองก็ขานรับนโยบายนี้ในทันทีที่ทราบว่าเขาจัดกันที่นี่ (ตั้งแต่กลับมาจากสิงคโปร์แล้วนู่น)

                การจัดการเรื่องเดินทางก็เริ่มจากคิดว่าจะไปกันยังไงดี สรุปได้ทันทีว่า รถไฟ คือคำตอบสุดท้าย พี่เปิ้ลซึ่งจะไปพร้อมกันก็บอกว่า ไปชั้น 2 เถอะนะ เพราะว่าลูกๆจะได้วิ่งเล่นกันได้ แต่พี่แป้งไม่ยอม เพราะเธอรักชั้น 1 เข้าเต็มเปา (ลูกผมดัดจริตเล็กน้อยครับ บอกตรงๆว่าเธอยังไม่เคยเห็นชั้น 2 เลยด้วยซ้ำ) จิ๋มเสนอว่า เราควรขึ้นกรุงเทพก่อนจะกลับบ้านนะ เพราะเธอจะได้แวะไปหาซื้อเสื้อผ้าสักหน่อย แบบว่าที่หาดใหญ่หาที่เหมาะกับเธอได้น้อยมาก ฮ่า ฮ่า  ผมเลยซื้อตั๋วเครื่องบินกลับในวันอาทิตย์ เท่านี้ก็เสร็จเรื่องการเดินทาง แต่ขอโทษ ต้องโทรไปถามอีกรอบว่ารถวิ่งหรือไม่ เพราะมีข่าวว่ารถหลายขบวนต้องประกาศหยุดวิ่ง เนื่องจากถูกตัวเรือดเล่นงานทั้งตู้ น่าอดสูจริงๆ บ้านเรา

                ในวันที่ต้องเดินทางคือวันอังคารที่ 18 มีนาคมนั้น เราต้องออกจากบ้านตั้งแต่ 4 โมงครึ่ง ทั้งๆที่รถไฟจะมีกำหนดออกเวลา 6 โมง 20 นาที เพราะว่าช่วงนี้มีงานรับปริญญาของบัณฑิตมหาวิทยาลัยทักษิณ คนมาก รถเยอะ ติดยาว ต้องรีบไปให้ถึงสถานีรถไฟก่อน รอนานดีกว่าตกรถ (ฮา) เราไปกินข้าวเย็นกันที่โรบินสัน ซื้อขนมขบเคี้ยวพอประมาณแล้วไปขึ้นรถกัน ซึ่งรถไฟไทยที่ผมโดยสารไปครั้งนี้ออกตรงเวลามากๆๆๆๆ (แต่ถึงตรงหรือไม่นั้น ค่อยว่ากัน เดาได้ใช่ไหม)

                เราเลือกนอนกันแบบเดิม นั่นก็คือ ผมกับพี่แป้งนอนเตียงบน จิ๋มกับน้องจ้านอนเตียงล่าง ซึ่งลูกทั้ง 2 ก็นอนกันอย่างสบายตัว ผมนั้นเหรอ หลับสบายครับ แต่ฝันร้ายมากๆ ผมฝันว่าแผ่นดินไหว ไหวตลอดเวลา ต้องวิ่งหลบภัยกันจ้าละหวั่น มีญาติบางคนของผมต้องพลอยเสียชีวิตไปกับธรณีพิบัติครั้งนี้ด้วย 2-3 คน แต่นั่นแหละ ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า ทำไมมันจึงไหวนานเสียจริงๆ นานจนผมต้องตื่นขึ้นมา อพิโธ่ อพิถัง เพิ่งถึงสถานีชุมพรเองดอกรึ ก็ทั้งเครียด เสียใจที่มีคนตาย ดีใจที่เป็นแค่ฝัน ตื่นใจว่า นี่เราถูกขย่มจากรางจนเอาไปฝันได้เป็นเรื่องเลยหรือเนี่ย ฮ่า ฮ่า

                รถไฟถึงหัวหินช้าตามความคาดหมาย 1 ชั่วโมงกับอีก 20 นาทีพอดีดัก คนที่รอรับเขามาตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง รอไปเถิด 7 โมงตรงเป๊ะผมจึงถึงครับ จากนั้นครอบครัวของผมและพี่เปิ้ล ซึ่งประกอบด้วยผู้ใหญ่สามเด็กสามก็นั่งรถตู้ต่อไปยัง โรงแรมรีเจ้นท์ หาดชะอำในบัดดล

                ยังครับ ยังไม่จบเท่านี้ เนื่องจากเมื่อถึงโรงแรมแล้วเรายังไม่สามารถเข้าห้องได้ เพราะแขกยังไม่ออก ต้องรอจนถึงหลังเที่ยง  แล้วจะให้ผมทำยังไง ลูกๆก็เริ่มหิวกันแล้ว ผมจึงรีบโทรหาพี่หน่วยซึ่งเดินทางมาก่อน เพื่อขออนุญาตเอาผู้ติดตามไปพักที่นั่นก่อน แล้วเราก็ไปกินข้าวกัน อุปสรรคต่อมาก็คือ เราไม่มีคูปองอาหารของวันนี้ครับ เออสินะ เพราะโรงแรมจะให้ของอีกวันหนึ่งทั้งนั้น ผมจึงเดินไปต่อรองกับเขาว่า เราเป็นกรุ๊ปที่มาประชุม ขอกินเลยได้ไหม คงเห็นใจที่มีเด็ก 3 คนตาดำๆยืนละห้อยอยู่ จึงให้เราเข้าไปกิน

                ส่งลูกเมียเข้าหอได้แล้ว ผมกับพี่เปิ้ลก็ออกไปประชุมวิชาการวัยทอง ได้พบเจออาจารย์ที่รู้จักมากมาย ทักทายเพื่อนๆคนอื่นก็หลายคน ความรู้จากการประชุมก็ใหม่บ้าง รู้มาแล้วบ้าง แต่ครั้งนี้ได้ฟังบรรยายจากอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งอยู่แผนกอายุรกรรมต่อมไร้ท่อที่มาจากขอนแก่น รู้สึกชอบท่านมาก เพราะท่านสามารถบรรยายเรื่องยากๆให้เข้าใจง่ายดีจริงๆ

ในช่วงที่ผมต้องประชุมนั้น จิ๋มก็ดูแลลูกๆและแตงกวา (ลูกสาวพี่เปิ้ล) ไป เหนื่อยหน่อย แต่โชคดีที่ทั้ง 3 ตัวไม่ได้เป็นลิง ซนยังไงก็แค่ในห้อง ขีดๆเขียนๆ วาดรูป ก็แค่นี้เอง แม่เธอยังสามารถนอนอ่านหนังสือนิยายได้ด้วย

เลิกประชุมราว 4 โมงก็ลงไปว่ายน้ำกัน ที่โรงแรมนี้มี 4 สระ  เราเลือกเล่นสระที่อยู่ใกล้ห้องพักที่สุด นี่สารภาพว่ายังไม่ได้เห็นทะเลเลยนะครับ ว่ายน้ำได้เกือบชั่วโมงก็รีบขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปกินมื้อเย็นกัน คืนแรกนี้มีคนพาไปกินที่ร้านอาหาร ลาแม ซึ่งอยู่ที่เขาตะเกียบ หัวหิน ต้องตะเลงกันไป ขึ้นเขาลงเขาน่าหวาดเสียว หลงทางไปครั้งหนึ่งด้วย และกว่าจะได้กินก็ปาไปทุ่มกว่า คนก็เยอะ เด็กเสริฟก็ทำงานกันแทบไม่ทัน กินๆหยุดๆเพราะส่งอาหารไม่ทัน เลยไม่สามารถรู้สึกได้เลยว่า อร่อยหรือไม่ เอาแค่แน่นๆพุงเป็นใช้ได้

               

                 เช้าวันที่ 2 ผมได้พาเจ้า 2 สาวตัวเล็กลงไปเดินเล่นที่ชายทะเล คุณจ้ายอมลงเดิน หลังจากที่ต้องผ่านการทำใจไม่ให้กลัวทรายเปื้อนเท้าอยู่พักหนึ่ง ชายหาดที่นี่สวยพอใช้ครับ ยามเช้าอากาศดี ลมเย็น แดดยังไม่ออก สดชื่นจริงๆ แม้ไม่ได้ว่ายน้ำ แต่เท้าลูกๆถูกน้ำทะเล กรี๊ดกร๊าด สุขใจพ่อมันมากแล้ว

                ผมประชุมต่อไป เมียก็ดูลูกไป วันนี้เธอพาลูกไปที่เลี้ยงเด็กที่ทางโรงแรมจัดไว้ พี่แป้งทำเพ้นท์เล็บ ทำเทียน ส่วนคุณจ้าเล่นในบ่อบอล จิ๋มสบาย (ฮ่า) จนกระทั่งตอนเย็น ผมโดดร่มในช่วงสุดท้ายเพื่อไปนวดตัว สบายกว่ากันเยอะเลยครับ เย็นวันนี้พี่เปิ้ลกับน้องแตงกวากลับหาดใหญ่ก่อน ได้ข่าวว่า รถเสียเวลาไปราวๆ 20 นาทีครับ

                ว่ายน้ำรอบเย็นกับเด็กๆเสร็จแล้วก็ไปฟังบรรยายรอบค่ำ ส่วนลูกๆนั้น เขาจัดที่เล่นให้ด้วย แต่นั่นแหละ คุณจ้าซึ่งไม่นอนเลยทั้งวันถึงกับสลบเหมือดอยู่บนไหล่ของแม่เธอ และเมื่อผมประชุมเสร็จ เตรียมตัวไปกินข้าวที่เขาจัดเลี้ยง เธอก็ตื่น คราวนี้แหละได้เรื่อง เพราะทั้งหิวทั้งโกรธทั้งง่วง ร้องเจี๊ยกๆจนแม่เธอต้องพาไปนอนต่อในห้อง พ่อกับพี่แป้งก็ต้องควงกันไปกิน 2 คนเท่านั้น คืนนี้ เจนนิเฟอร์ คิ้ม มาร้องเพลงและสร้างความสนุกสนานให้ด้วย ซึ่งผมชอบเธอมาก เสียงเพราะ คุยสนุก พี่แป้งก็ชอบใจ แต่กายเธอไม่ค่อยไหวนัก ตาจะปิดเสียให้ได้ แต่ก็สามารถถ่างเอาไว้จนแสดงจบ แล้วเราก็กลับห้องกัน

                เช้าวันสุดท้ายนี้ (วันศุกร์) ผมไม่เข้าประชุม เพราะหัวเรื่องส่วนใหญ่ไม่น่าสนใจนัก ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโรคหัวใจ หลอดเลือด ไขมัน จึงเลือกที่จะกลับเข้ากรุงเทพพร้อมๆกับพี่อีก 3 คน แต่นั่นแหละ รถเริ่มออก 9 โมง แต่กว่าจะเข้าถึงกรุงเทพได้ก็ปาไปบ่ายโมง ทั้งนี้เป็นเพราะว่าสาวๆเขาหยุดซื้อขนมบ้าง ซื้อเสื้อผ้าบ้าง เฮ้อ แล้วก็บ่นกันว่า ขนไม่รอดดดด