"เอ๊ะ !!! นี่เรามาผิดทางหรือเปล่า"

ใช่เลย.....นี่แหละตัวตนของฉัน

 

ตอนที่  2  โลกใบใหม่....กับหัวใจที่เข้มแข็ง

 

          ชีวิตดิฉันเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเมื่อดิฉันต้องเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 ครอบครัวในชนบทไม่นิยมส่งลูกเข้าเรียนต่อ  เพราะขาดปัจจัยหลายอย่าง  อีกทั้งการศึกษายังเป็นสิ่งที่ล้าหลังกับการดำเนินชีวิตในสังคมของคนชนบท  หมู่บ้านของดิฉันส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร   รายได้หลักของครอบครัวมาจากการทำไร่  ทำนา  แต่ดิฉันโชคดีมากที่คุณพ่อคุณแม่เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา   คุณแม่เคยบอกว่าตอนเด็กๆ  คุณแม่อยากเรียนหนังสือมาก  แต่ฐานะยากจนและคุณตาคุณยายก็มีลูกสาวเพียงคนเดียวคือคุณแม่ของดิฉันนอกนั้นเป็นผู้ชายทั้งหมด (คุณตาคุณยายมีลูก  9 คนค่ะ)   ดังนั้นคุณแม่จึงมีหน้าที่ดูแลบ้านและน้อง ๆ อีกหลายคน   คุณแม่ของดิฉันเรียนจบแค่ชั้น  ป.4  แต่อ่านหนังสือและเขียนหนังสือได้คล่องมากเลยทีเดียว  

                เวลาผ่านไปจนกระทั่งดิฉันเรียนจบชั้นประถมศึกษา  มีโรงเรียนต่าง ๆ มาแนะแนวการศึกษาต่อ  แต่ดิฉันก็เลือกที่จะเรียนใกล้บ้าน  เพราะจะได้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง  โรงเรียนกับบ้านอยู่ห่างกันประมาณ  4  กิโลเมตร  พาหนะที่ใช้ในการเดินทางคือรถจักรยาน  คุณพ่อเก็บหอมรอมริบมาซื้อให้  ยี่ห้อตราจระเข้ด้วยนะขอบอก (ภูมิใจมากๆเลย)  เพื่อน ๆ ต่างพากันปั่นจักรยานไปโรงเรียน  เมื่อถึงโรงเรียนดิฉันมองหาอาคารเรียนแต่มองยังไงก็หาไม่เจอ  เอ๊ะ!  นี่เรามาผิดทางหรือเปล่า  ดิฉันคิดในใจ  จนกระทั่งคุณครูที่มาแนะแนวได้พาพวกเราเข้าไปในวัดของหมู่บ้าน  รอจนกระทั่งเพื่อน ๆ อีกหลายคนมาครบประมาณ  80  คนเห็นจะได้  พวกเราวิ่งเล่นตามประสาเด็ก ๆ   แต่ดิฉันก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าพวกเรารออะไรอยู่  ทำไมคุณครูไม่พาพวกเราเข้าห้องเรียนเสียที  ดิฉันหันไปมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ก่อนที่ดิฉันจะพูดอะไรออกมาคุณครูแนะแนวคนนั้นก็เดินมาบอกให้พวกเราขึ้นไปบนศาลาวัด   ดิฉันคิดว่าพระท่านคงทำพิธีทางศาสนาเสร็จแล้ว  บริเวณศาลาเลยว่างพอที่จะให้พวกเราเรียนกัน   จริงอย่างที่คิดคุณครูให้พวกเรานั่งกับพื้นก่อน  จากนั้นคุณครูก็อบรมและแนะแนวทางการเรียน  โดยแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบ  บางคนไปขนโต๊ะ-เก้าอี้แล้วนำมาเรียงไว้สำหรับการเรียนการสอนที่จะเกิดขึ้น   บางคนก็กวาดห้องและทำความสะอาดอาคารเรียน  แต่ตัวดิฉันซินึกไม่ออกว่าตัวเองต้องทำอะไรกันแน่  จนเพื่อนของดิฉันเดินมาสะกิดจึงได้ไปช่วยกันทำความสะอาด  งงเหมือนกันปรับตัวไม่ทันด้วยแต่ก็ทำตามเพื่อน

                การดำเนินชีวิตเป็นไปเรื่อย ๆ  จะว่าชินก็คงจะใช่   โรงเรียนแห่งนี้ให้อะไรกับดิฉันมากมาย  รอยยิ้ม  ความสุข  ความทุกข์  ความประทับใจ (รักครั้งแรกด้วยมั้ง) ทุกอย่างมันเกิดขึ้นที่นี่ที่วัดแห่งนี้ซึ่งเป็นโรงเรียนของเรา  ถึงตอนนี้ทุกคนคงอยากจะรู้แล้วซินะว่าโรงเรียนของดิฉันชื่ออะไร  บอกให้ก็ได้  โรงเรียนลำปาววิทยาคม  สาขานาเชือก  การเรียนการสอนเป็นไปตามปกติมีคุณครูสอนประมาณ  2 คน  บางวันมีครูมาจากโรงเรียนแม่เพื่อมาช่วยทำการสอน  วันนั้นจึงเป็นวันที่ดิฉันมีความสุขมากๆ  ที่มีคุณครูคนใหม่มาสอนไม่ซ้ำหน้าเสมอ  หลายต่อหลายครั้งที่คำถามนี้ค้างคาอยู่ในใจตลอด นี่ดิฉันคิดผิดหรือถูกกันแน่ดิฉันจะเรียนจบ  ม.3  หรือไม่  หรือโรงเรียนจะถูกยุบก่อน  เป็นเวลาเกือบปีที่ดิฉันต้องเรียนบนศาลาวัด  แต่นั่นแหละมันคือการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่งที่คนอื่นไม่เคยได้สัมผัส   พระพุทธศาสนากล่อมเกลาจิตใจของคนได้จริงหรือ   ดิฉันเริ่มเรียนรู้โดยไม่รู้ตัวแต่มันก็เป็นการเรียนรู้ที่คุ้มค่ามากทีเดียว

                หลายเดือนต่อมาชาวบ้านต่างพากันร่วมไม้ร่วมมือกันสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ให้พวกเรา  มันเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว   ดิฉันว่ามันเหมือนกระท่อมเล็กๆ มากกว่า   ต่างกันหน่อยตรงที่หลังใหญ่กว่าเท่านั้นเอง  ดิฉันดีใจลึกๆและบอกกับตัวเองว่า  นี่เราจะมีอาคารเรียนจริงๆ แล้วเหรอ  แล้วศาลาวัดที่เราเรียนล่ะ    อาคารนี้แบ่งออกเป็น 3 ห้องด้วยกัน คือห้องเรียน 2 ห้องและห้องพักครูอีก 1 ห้อง  หลายต่อหลายครั้งที่ดิฉันรู้สึกท้อแท้และหมดกำลังใจ  แต่ด้วยความมุ่งมั่นมันทำให้ดิฉันฮึดสู้และพยายามที่จะสร้างโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมาด้วยสองมือเล็ก ๆ ของพวกเราทุกคน  อีกอย่างหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันให้ศิษย์และครูต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้สำเร็จก็คือ  คำพูดของคนที่ไม่หวังดีและคอยบั่นทอนกำลังใจอยู่ตลอดเวลา    แต่ด้วยความมุ่งมั่นของคุณครูแนะแนวท่านนี้  ถึงตรงนี้แล้วก็อยากจะบอกชื่อเสียงเรียงนามของท่านจังเลย  ขออนุญาตนะค่ะ   คุณครูแนะแนวท่านนี้ชื่อ  คุณครูสุรพงษ์  ภูแสงศรี (ตอนนี้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแล้วค่ะ) ท่านเป็นคุณครูที่บุกเบิกโรงเรียนแห่งนี้  หลายต่อหลายครั้งที่พวกเราเห็นน้ำตาของท่านไหลออกมา   แต่ท่านก็คอยให้กำลังใจพวกเราด้วยแววตาและคำพูดที่ติดปากเสมอว่า  พวกเธอคือลูกศิษย์รุ่นแรกและเป็นรุ่นบุกเบิกในการสร้างโรงเรียนขึ้นมา  ถึงตรงนี้มันทำให้ดิฉันนึกถึงวันเวลาเก่าๆ   แต่ก็นั่นแหละวันเวลาที่ดีมันช่างน่าจดจำจริงๆ  มองดูเวลาอีกที  21.59  น. แล้วเหรอถึงตรงนี้คงได้เวลาแล้วที่ดิฉันต้องไปอ่านหนังสือเตรียมสอบครู  กทม.   พรุ่งนี้ก็เป็นวันที่สามแล้วซินะกับการอบรมที่มีวิทยากรอย่างท่านอาจารย์พินิจ   พันธ์ชื่น ซึ่งเก่งระดับประเทศมาอบรมให้เราสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยใช้  ICT  ที่โรงเรียนเศรษฐบุตรบำเพ็ญ  ดิฉันขอตัวก่อนนะค่ะ  แล้วเจอกัน  

ตอนที่ 3  โลกใบใหม่....กับหัวใจที่เข้มแข็ง  หวังว่าคงได้รับความเมตตากับเพื่อนๆและพี่ ๆ  นักอ่านทุกคน  เข้ามาคอมเม้นกันบ้างนะคะ