แสงสะท้อน – The Reflection
หากสายน้ำหมายถึงจิตใจที่ไหลเลื่อนไปอย่างไม่จบสิ้น
แสงแดดที่สาดส่องมาน่าจะเปรียบได้กับแสงสว่างแห่งปัญญา
ส่วนสวะที่ลอยตามน้ำมาก็น่าจะเปรียบได้กับความคิดที่เกิดขึ้น
. . . อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหรือหายไป
หากชีวิตไม่มีความคิดเข้าแทรก แล้วชีวิตนี้จะเป็นฉันใด?
ผมเองใคร่จะรู้ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ยังไม่สามารถหยุดความคิดได้
เพราะลึกลงไป ยังเข้าใจไปว่าสายน้ำกับสวะเป็นสิ่งที่มาคู่กัน
หรือว่าแท้จริงแล้ว มันควรจะเป็นดังเช่นภาพข้างล่างนี้ . . .

ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆและก็ภาพสวยๆค่ะ
จะติดตามอ่านบันทึกต่อไปเรื่อยๆค่ะ...
(แค่ภาพและก็คำเพียงไม่กี่คำก็ให้...มากกว่าคำพรรณา...บรรยายยาวเหยียด.....หนูชอบอ่านของท่านมากเลยค่ะ)
คงเป็นธรรมดาของมนุษย์....ที่ยังต้องเวียนว่ายในสายน้ำ
ที่สายน้ำกับสวะที่ไหลมา.... มันเป็นสิ่งที่คู่กัน
จะมีบ้างไหม?... สายน้ำกับสวะจะแยกกัน โดยไหลไปทางใครทางมัน
ถ้าทำอย่างนั้นได้ ท่านผู้นั้นคงจะบรรลุเป็นแน่แท้
ขอบคุณค่ะอาจารย์ ที่ทำให้ได้ข้อคิดดีดี
แสงสวย ครับอาจารย์ (ไม่ทราบว่าแสงยามเช้า หรือแสงยามเย็น ค้าบ)
อาจารย์ครับบทความผมเขียนเสร็จแล้วค้าบ...รูปยายพายเรือกับหลาน แต่จะเขียนเพิ่มอีกนิดหน่อยค้าบ ประมาณว่า ไม่มีใครจะมาเตือนเราได้ตลอด เราต้องเตือนตัวเอง ทำนองนี้ครับ
http://gotoknow.org/blog/kelvin/172072 <--- ลิงค์นะครับ ขอบคุณครับ
คุณกวินทรากร ผมเพิ่งเข้าไปอ่าน . . . ดีมากเลยครับ
แถมยังได้รู้รากศัพท์ของคำว่า "จราจร" ที่อธิบายไว้ว่า
จร แปลว่าไป อจร แปลว่า ไม่ไป จราจร จึงแปลว่า ไปบ้างไม่ไปบ้าง . . .
ต่อไปนี้จะได้เลิกบ่นเวลา "รถติด" ครับ
คุณอุบลครับ จากการ "ตีความ" คำสอนของครูบาอาจารย์ ทำให้ผม "เข้าใจ" ไป(เอง)ว่า "สภาวะที่ปรารถนา" คือสภาวะที่ว่างจาก "ความคิด" . . . เมื่อนั้นนั่นแหล่ะที่ "ปัญญา" ที่แท้จริงจะเกิดขึ้น จนสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามที่มันเป็นจริงได้ (เป็นครั้งแรก) ไม่ใช่การเห็นผ่านเลนส์ ผ่านความคิด อย่างที่เคยทำมาตลอดชีวิต
ยังติดตาม blog และงานของอาจารย์อย่างต่อเนื่องครับ
ขอบคุณครับ
หนูบังเอิญได้เข้ามาดู หนูชอบคำประพันธ์ของคุนลุงมากเลยค่ะหนูขอเรียกอาจารย์ว่าคุณลุงแล้วกันนะค่ะ