
ชื่อนั้นสำคัญไฉน? แน่ใจหรือว่า “ภาษา” ทำให้ “เข้าใจ”
จากที่เคยเรียกว่าขนมจาก เปลี่ยนมาเป็น “ขนมคิดถึง”
แล้วชื่อที่ตั้งให้ใหม่นั้น มันทำให้รสชาติเปลี่ยนไปไหม?
หรือแค่ทำให้รู้สึกดีขึ้น? แล้วคำว่า “จาก” มันไม่ดีตรงไหน?
มีใครบ้างไหมที่ได้ “พบกัน” โดยที่ไม่ต้อง “จากกัน” ไป
มันก็คงจะเหมือนกับการ “สร้าง” หรือการ “พัฒนา”
ที่มักจะมาพร้อมๆ กับสิ่งที่เรียกว่าการ “ทำลาย”
บ้างก็อธิบายว่ามันคือสองด้านของเหรียณอันเดียวกัน
เป็นคู่ตรงข้าม ไม่ใช่ของสองสิ่ง แต่เป็นสิ่งเดียวกัน
เฉกเช่นความร้อนที่คู่กับความเย็น ถ้าไม่มีร้อนก็คงไม่มีเย็น
เฉกเช่นการอยู่ที่คู่กับการตาย ถ้าไม่มีชีวิตก็คงไม่มีความตาย
มันก็เหมือนกับการสื่อ “ความหมาย” ที่แฝงมากับการใช้ “ภาษา”
ที่นำมาทั้งความ “เข้าใจ” และความ “ไม่เข้าใจ” ไปพร้อมๆ กัน.
สวัสดีคะ
ชื่อนั้นสำคัญมากคะ
แต่ถ้าให้เกิดความแตกต่างก็จะทำให้จำได้ง่ายขึ้นคะ
ตามหลักการ Marketing คะ
ขนมคิดถึง ^^
ชอบชื่อนี้จังครับ อิอิ
พูดแล้วก็อยากกินขึ้นมาทันทีเลย
คือธรรมชาติของโลก สุข-ทุกข์ , สรรเสริญ-นินทา , มีลาภ-เสื่อมลาภ , มียศ-เสื่อมยส ค่ะ
สวัสดีครับ
อาจารย์ครับร้านขนม อยู่แถวไหนครับ น่าจะอร่อย เดานะครับ น่าจะอยู่แถว บางจาก..
อาจารย์คะ เรื่องชื่อนี่ หนูว่าสำคัญมากเลยค่ะ ทำให้แปลความหมายหรือสื่อผิดก็ได้ค่ะ
แต่มันก็แล้วแต่สถานการณ์นะคะ บางทีก็ขำๆ บางทีก็ทำให้ serious ได้
รวมมิตรหวานเย็น ใส่ลูกจาก เผือก มัน
เดี๋ยวนี้ต้องว่า ใส่ลูกชิด เผือก มัน.. เหตุผลเดียวกันนี้หรือเปล่าครับ
ผมว่าชื่อเดิมมีที่มา ภูมิประวัติชัดเจนอยู่แล้ว คนเราก็มาเอาเหติผลปลายทางมาเปลี่ยนชื่อ ก็น่าแปลก..
ในคัมภีร์เต๋าเต็กเก็งบทแรกได้กล่าวว่า
ดังนั้นคำว่า “เต๋า” จึงเป็นคำสมมุติขึ้นใช้เรียกสภาวะหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูดหรือเหตุผลใด ๆ ด้วยคำพูดนั้นก่อให้เกิดคำพูดและเหตุผลก็ก่อให้เกิดเหตุผลเรื่อย ๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุด แต่เต๋านั้นเป็นสิ่งที่หยุดสนิทอยู่ในตน เป็นสภาวะอันสูงเยี่ยมที่ไม่ต้องการการยอมรับหรือปฏิเสธด้วยสิ่งนี้ไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำพูดหรือเหตุผลใด ๆ ดังที่เหลาจื้อได้กล่าวยืนยันไว้
ดังนั้น ถ้อยคำ ข้อความ หรือคำพูด ที่แสดงออกมาโดยมุ่งหวังที่จะอธิบายเต๋า จึงเป็นไปโดยนัยแห่งการเปรียบเทียบเท่านั้น ดังเช่นคัมภีร์เต๋าเต็กเก็งเล่มนี้เป็นตัวอย่าง คัมภีร์ก็คือคัมภีร์ ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากนี้ ถึงแม้จะใช้ถ้อยคำคมและสวยหรูสักเพียงใด แต่มันก็ไปไม่พ้นจากการแบ่งแยกและเปรียบเทียบอยู่นั้นเอง เหลาจื้อได้กล่าวเตือนเราไว้ในบทแรกว่าคัมภีร์เต๋าก็คือคัมภีร์เต๋า หาใช่สัจจะที่แท้ไม่ เราจงอย่าไปยึดติดอยู่กับมันหาก จงผ่านเลยมันไปเสีย เพื่อจะได้มองเห็นสิ่งนั้นด้วยตาของตนเอง
คัมภีร์เต๋าก็เป็นเพียงคัมภีร์กระดาษ เป็นเต๋ากระดาษ ที่ท่านกล้าเขียนออกมาก็เพียงหวังให้เต๋ากระดาษนี้ เป็นเครื่องช่วยชี้นำไปสู่เต๋าที่แท้ เมื่อเราเข้าสู่เต๋าที่แท้แล้ว เราย่อมละลืมเต๋ากระดาษนี้เสียได้ ดังคำกล่าวของจางจื๊อนักปราชญ์เต๋าผู้ยิ่งใหญ่ในยุคหลังที่ได้กล่าวไว้ว่า
“แหมีไว้สำหรับจับปลา เมื่อจับปลาได้แล้ว ก็ลืมแหเสียได้ แร้วมีไว้สำหรับดักกระต่าย จับกระต่ายได้แล้ว ก็ลืมแร้วเสียได้ ถ้อยคำมีไว้สำหรับสื่อความหมาย เข้าใจความหมายแล้วก็ละเลยถ้อยคำเสียได้ ข้าพเจ้าจะหาใคร ที่ไหน ผู้ซึ่งละเลยต่อถ้อยคำ อันข้าพเจ้าอาจสนทนาด้วย กับท่านผู้นั้น”
(คัดลอกมาจาก http://www.electron.rmutphysics.com)