ความหลากหลายคือพลังที่สร้างสรรค์ เรื่องเล่าสามารถพลิกชีวิตได้

การประชุม 9th HA National Forum “องค์กรที่มีชีวิต

12 มีนาคม 2551 ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

 

การเดินทางของความคิด สู่วิกฤตใจ

(Thinking Processes and Mind in Real Life Situation)

download pdf file 

ผศ.นพ.อานนท์ วิทยานนท์

ผศ.พญ.จารุรินทร์ ปิตานุพงศ์

(ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)

 

          ขอบเขตของการนำเสนอในวันนี้ จะเริ่มต้นด้วย dialogue ในสามระดับ คือ (1)ระดับองค์กร (2) ระดับที่เราจะไป deal กับคนไข้ และ (3) ระดับที่เราจะไป deal กับคนไข้และญาติซึ่งกว้างขึ้น  ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือการเล่าเรื่อง (narrative) เพื่อพลิกชีวิตของคนไข้ บางครั้งเรื่องเล่าก็ทำให้ชีวิตตกต่ำ เราจะพลิกฟื้นชีวิตนั้นอย่างไร

Dialogue เป็นเรื่องของ Team Learning

          ความแตกต่างไม่ใช่ความแตกแยก ความหลากหลายคือพลังที่สร้างสรรค์ 

          ถ้าทำอย่างนี้ได้ dialogue ก็ครบแล้ว 

          ในที่ทำงานของท่านความหลากหลายเป็นพลังที่สร้างสรรค์หรือเปล่า  ถ้ายังไม่ใช่ดูทางนี้  สาเหตุที่ทำให้ความหลากหลายยังไม่เป็นพลังที่สร้างสรรค์ เพราะบางทีที่เราอยากทำเรื่องดีๆ อย่างเดียวกัน มันก็มองกันคนละมุม แล้วก็ทะเลาะกันเอง เรื่องดีก็ไม่ได้ทำ ทั้งหมดนี้เกิดจากอะไร

          ในการมองโลกของเราจะมีสิ่งที่เรียกว่า mental model คือกระบวนการของการรับรู้และการกลั่นกรองของเรา  แต่ละคนมี mental model ไม่เหมือนกัน  บางคนความจริงบางอย่างเข้าไม่ได้เลย  บางคนความจริงบางอย่างเข้ามาแล้วกลายเป็นอีกอย่างหนึ่ง  คนที่มี mental model ที่เป็น realistic หน่อย ความจริงบางอย่างเข้ามาแล้วก็เป็นอย่างเดิม  เวลาตอบสนอง เราตอบสนองจากการที่เรารับรู้มัน  สามแบบนี้ก็ตอบสนองต่อสิ่งเดียวกันไม่เหมือนกัน  เราทำอย่างไรที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ต่างคนต่างบอกว่าฉันทำดีที่สุดแล้ว แต่ไม่เหมือนกันเลย จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้มาสู่ model ที่ 3

          David Bohm ได้บอกเราว่าเราก็ใช้ dialogue สิ  แล้วคืออะไรล่ะ  แล้วทุกวันนี้มันdialogue หรือเปล่า ขอเสนอภาพรวบรัด dialogue ของ David Bohm นี่ เขาได้มีโอกาสไปศึกษาการอภิปรายของนักฟิสิกส์รุ่นเดอะทั้งหลาย เขาพบว่าบางทีก็ถกเถียงกัน บางทีก็สมานฉันท์กัน  ที่สำคัญที่สุดก็คือถ้าเราใช้วิธีที่ถูกก็จะสมานฉันท์กันได้ดี  คุณูปการที่สำคัญที่สุดของ David Bohm ก็คือเขาบอกเราว่า process ของความคิดเป็น unconscious  ถ้าเราไม่รู้จัก unconscious process อันนี้เราก็จะไม่สามารถควบคุมการพูดคุยของเราได้ เราก็ทะเลาะกัน

          ซึ่งตรงกับความคิดสมัยใหม่ที่เราบอกว่า memory นี้อาจจะมี short term และ long term memory, long term memory นี้แบ่งเป็น declarative และ procedural, declarative คือความจำของเราที่จำได้ บอกเล่าได้ อาจจะแบ่งเป็น semantic และ episodic, semantic คือความรู้ที่เป็นทฤษฎี, episodic คือความรู้ความจำที่เป็นประสบการณ์

          ส่วน procedural memory นั้นมันมีอยู่แต่เราบอกไม่ได้ว่ามีอยู่อย่างไร เช่น การฟัง เราฟังเป็น แต่เราบอกเล่าไม่ได้ว่าฟังอย่างไร  มองเห็น แต่มองอย่างไร ไม่รู้  ในกระบวนการอภิปรายของ dialogue ก็จะมี unconscious process

          ตัวอย่าง เราเห็นภาพว่าบุ๋มและนูน  อะไรที่เราทำให้มองเห็นว่าบุ๋มและนูนล่ะ  ลองหมุนอันนี้ง่ายๆ จากที่เว้าก็นูนขึ้น ที่นูนก็กลายเป็นเว้า แล้วอะไรคือปัญหา คือวิธีการแปลความหมายของมัน  พอเราดูหลายๆ รอบเราอาจจะพอบอกได้ว่าถ้าแสงอยู่ข้างบนมันก็นูน  ถ้าแสงอยู่ข้างล่างเราแปลเป็นเว้า  ก็จะเป็น process ของเราที่จับไม่ยากเท่าไร  แต่มันเป็น unconscious มากเลย เราเห็นแต่ content ว่าเว้าหรือนูน

          ตัวอย่าง unconscious process อีกอันหนึ่ง หน้าคนนี่มันนูนหรือเว้าครับ นูนใช่ไหมครับ เชื่อไหมครับว่าเรามองหน้าคนเว้าไม่ได้ทั้งๆ ที่มันเว้า นี่เป็น unconscious process ของเรา เพราะว่าการรับรู้หน้าคนมันจะรับรู้เฉพาะยิ้มหรือไม่ยิ้ม ดีกับเราหรือไม่ดีกับเรา ไม่ดูว่าเว้าหรือไม่เว้า  การรับรู้ของเราเลือกมาเพียงบางเรื่อง  ถ้าใครมามองว่าหน้าคนเว้าหรือนูน ก็จะเสียเวลาไม่ทันกิน เราไม่เคยเจอ 

          เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก คือเรื่อง procedural memory of thought ซึ่งเป็น unconscious process ซึ่งหากควบคุม unconscious process นี้ได้ เราจะคุยแบบไม่ทะเลาะกัน  สิ่งที่ David Bohm นำเสนอเราก็คือ หนึ่งมี fragmentation of reality  เวลาเรารับรู้ความจริง เรารับรู้บางส่วน แล้วเราก็เอาบางส่วนนั้นมาสร้างเป็นสมมติฐาน และเราก็คิดว่าสมมติฐานของเรานั้นช่างสมบูรณ์เหลือเกิน เป็นความจริงแน่นอน  แต่ท่านลองคิดดูครับว่าแต่ละคนก็มี fragmentation of reality มา มีสมมติฐานของตนเอง ความจริงก็ไม่เหมือนกันในแต่ละคนด้วยซ้ำ  แต่ทุกคนมักจะถือว่าเป็นความจริงของเราเอง แล้วเราก็มี defensive action มีการ debate กัน โต้เถียง ต่อสู้กัน แล้วก็ทะเลาะกันในที่สุด 

          ผมจะให้ประสบการณ์นิดหนึ่งว่า fragmentation of reality เป็นอย่างไร เช่น เรามองภาพนี้เราเห็นอะไร เห็นเงาบ้าง เห็นแจกันบ้าง เก้าอี้ คนโท เราก็เลือกมารับรู้ 

          อันนี้อ่านว่า Figure ถ้าอ่านข้างนอกเราอ่านว่า GROUND มันซ่อนอยู่ เรามองไม่เห็น การรับรู้ของเราก็เป็นเช่นนี้ เราจะเห็นแต่ Figure แต่ไม่เห็น GROUND  ถ้าเรามองเห็นแจกันเป็น Figure เราก็จะไม่เห็นเงา   ถ้าเรามองเห็นเงาเราก็ให้ความหมายกับเงา

          ในการรับรู้ เราเลือกรับรู้มา  เราไม่ได้รับรู้มาทั้งหมดเหมือนกล้องถ่ายรูป เราเลือกรับรู้มา อันนี้เรียกว่า fragmentation of reality  แล้วเราก็มามี assumption ตอนที่เรารับรู้เราก็รู้สึกว่ามันจริงเสียเหลือเกิน เขาเรียกว่า experience as truth 

          ประสบการณ์ของ experience as truth ก็คืออย่างนี้ครับ ภาพนี้ดูก็รู้แล้ว ไม่ต้องบอกว่าภาพอะไร  ของจริงถ้าอยากดูมากขึ้นให้ click อีกที จะดีไหม เสี่ยงต่อตำแหน่งนักวิชาการของผมเสียเหลือเกิน  แต่ว่า นักวิทยาศาสตร์ คนท้าทายต้องลองดู  เห็นไหมครับเมื่อข้อมูลเพิ่ม การรับรู้เพิ่ม ความจริงของเราเปลี่ยนแปลง อันนี้สำคัญ  ถ้าเราไปหลงบอกว่าอย่าไป click มันจะโป๊ เราก็เลยไม่รู้ของจริงเสียที

          อย่างภาพนี้คิดว่าภาพอะไร ปะการังใช่ไหม  ถ้าข้อมูลเพิ่มการรับรู้จะเพิ่มไหม  มีสัตว์อีกชนิดหนึ่ง นี่คือมังกรทะเลเพศผู้ มันเป็นญาติที่สวยงามกว่าของพวกมัน  มันหอบเอาไข่ของคู่มันไปกับมันด้วย พวกมันจะกลายเป็นอาหารว่างอย่างดีถ้าพวกนักล่ามาพบเข้า  แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะพวกไข่ติดอยู่กับตัวที่พรางไว้เป็นอย่างดีของพ่อ พวกมันคงหาที่ปลอดภัยกว่านี้ได้ยาก

          นี่ก็คือเรื่องข้อมูลที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นเราอย่าไปติดอยู่  เวลาที่เรารู้สึกว่า experience as truth แล้วมีคนคัดค้านเรา อย่าไปมี defensive action  แต่ถ้าเราถือว่าของเราแน่เราก็จะ defense พฤติกรรมของเรา 

          Defensive action จะเป็นอย่างไร  ถ้ามีข้อมูลอยู่ชุดหนึ่ง  คนหนึ่งมองเห็นเช่นนี้ อีกคนหนึ่งมองเห็น fragmentation of reality เป็น reality คนละอันกัน  ฉะนั้น ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องนี้ เราก็ยีดถือความจริงของเราแล้วทะเลาะกัน  บางคนก็บอกว่าการพูดคุยกันเป็นกลุ่มมันอดไม่ได้ที่จะต้องทะเลาะกัน มันเรื่องธรรมดา ความจริงไม่ใช่ แต่เพราะว่าไม่เข้าใจความจริงก็เลยทะเลาะกัน  หรือว่าถ้าจะประนีประนอมก็พูดแต่เรื่องเล็กๆ ที่เหมือนกันเท่านั้น 

          ถ้าจะไม่ให้มี defensive action ก็ให้ suspension of assumptions  หมายถึงว่าอย่าตัดสินเวลามีใครแสดงอะไรที่เราไม่เข้าใจ อย่าไปตัดสินใจว่าไม่ใช่ อย่าไปทุ่มเถียง  ให้ชะลอคำตัดสินของเราไว้  เช่น สมมติว่าคุณหมอคุณพยาบาลมีเรื่องที่จะนำเสนอ  เสนอความคิดออกไปทุกคนต้องชื่นชมแน่เลย มีความสุขเหลือเกินได้นำเสนอ  แต่เสร็จแล้วพอลืมตึ้นมาทุกคนจะขย้ำเราหมดเลย เพราะมองความจริงคนละมุม 

          เขาบอกว่าอย่า defense คือ suspension of assumption นี้เป็นทั้งสองส่วนคือทั้งคนฟังและคนพูด  เขาไม่ชอบเราเราก็นำเสนอไป คนฟังก็อย่าเพิ่งไปตัดสิน ไปขย้ำเขา ฟังเขาก่อน  ถ้า defense เกิดอะไรขึ้น  บางทีมาโจมตีความคิดเราไม่พอ มาโจมตีแผลเราด้วย ตัวตนของเรา ก็เกิดเรื่องทะเลาะกัน นี่คือธรรมชาติ  ถ้าเรา suspension of assumption ได้จะง่ายกว่า เราจะเอาชนะธรรมชาติได้

          ผมลองเสนอประสบการณ์ตัวอย่าง สี่เหลี่ยม A กับ B เป็นสีเดียวกัน ท่านมีความเห็นอย่างไร จะตอบสนองอย่างไร  ไม่น่าจะใช่  ถ้าบอกไม่น่าใช่นี้เป็น judgment แล้ว  ถ้า suspension of assumption ลองดูอาจจะใช่ ทำไมจึงใช่ อย่าไปสู้กัน ผมจะพิสูจน์ ถ้าผมมวงกลมอันหนึ่ง ผมเลื่อนวงกลมนี้มาที่ A สีเดียวกันไหมครับ ไปที่ B เป็นอย่างไรครับ  ผมไม่ได้เปลี่ยนสี แล้วจะว่าอย่างไร  อ้าวงงแล้วสิ  ก็จะมาคิดว่าอาจารย์หลอกหรือเปล่า เล่นกลหรือเปล่า พอเราเปิด open mind แล้วมันก็จะมีอารมณ์ตามมาเลย จริงหรือเปล่า ระแวงอีกต่างหาก

          ผมขอเสนอวิธีเข้าสู่ความจริงซึ่งเราไม่คุ้นเคยโดยใช้ Theory U  ซึ่ง Otto Sharmer เสนอให้ open mind โดย suspension of assumption พยายามลองไปฟัง ดูว่าเขาพิสูจน์อย่างไร  พอพิสูจน์แล้วเกิดอารมณ์ จริงหรือเปล่า  ถ้าเราผ่านด่านนี้ไปได้เราจะพบความจริง คือต้อง redirecting ต้อง open heart  อย่าไปคิดอย่างนั้นกับเขา ลองคิดตามอีกหน่อย แล้ว letting-go  คือลงไปลึกๆ ในใจว่าปล่อยมันไปเถอะ อย่าไปติดใจ  แล้วมันจะ open view  letting-come บางสิ่งจะเข้ามาเลย จะเป็นเรื่องที่คุณได้เรียนรู้ เป็นความรู้ที่ฝังแน่นอยู่ในตัว  สามารถไปเชื่อมโยงกับประสบการณ์ในอดีตบางอย่างได้ 

          ลองดูเรื่อง stimulus contrast  สีเดียวกันไหมครับ  ถ้าเอาพื้นคนละอย่างสีเปลี่ยนไหมครับ เปลี่ยนนะครับ  อันนี้เป็นหลักการจิตวิทยาง่ายๆ ที่เขาเรียกว่า stimulus contrast  หมายถึงว่า คนเราจะเห็นสีดำกับขาวที่อยู่ใกล้กันชัดเจนขึ้นกว่าธรรมดา  อันนี้นะสีเดียวกัน ถ้าไปอยู่ในที่ดำกว่ามันจะสว่างขึ้น ถ้าไปอยู่ในที่ขาวกว่ามันจะดูดำขึ้น  เพื่อเราจะดูขอบอะไรต่างๆ ของหุบเหวได้ชัดเจน  บรรพบุรุษของเราที่มอง stimulus contrast ไม่ค่อยดีก็ตกเหวตายหมดแล้วเหลือแต่พวกเราซึ่งรอดมา  แต่เรายังมองแบบนี้อยู่ พยายามมองให้มัน contrast  พอ letting- come ก็ปล่อยไป  เราได้เรียนรู้ใหม่จริงๆ แล้วเชื่อมโยงกับความรู้ต่างๆ มากมาย อันนี้เป็น process ที่สำคัญ 

          พอเรา letting-go letting-come แล้วไปมองคนอื่นให้เห็นชัด เขาจะเรียกว่า dialogue  แล้วครับ  เวลาฟังคนอื่นแล้วเข้าใจคนอื่น  dialogue ก็คือ meaning as movement มีปัจจัยอันหนึ่งที่ต่างคนต่างคิดไม่เหมือนกัน  ผมคิดอย่างนี้ คนอื่นบอกว่าผมไม่ตัดสินว่าคุณผิดคุณถูกแต่ผมคิดอย่างนี้  แล้วผมเองก็ไปฟังให้เข้าใจอย่างที่เขาคิด  mental model ของผมจะใหญ่มากเลย  ถ้าทุกคนเข้าใจคนอื่นหมด และรู้ว่าตัวเองเพียงแค่ถือสมมติธรรมไว้อย่างหนึ่งแล้วเอามาแชร์กันให้มันเข้าถึงความจริงได้มากขึ้นจากมุมมองต่างๆ mental model ของเราจะใหญ่มากขึ้น แล้วจะหาข้อตกลงต่างๆ กันได้ง่ายขึ้น 

          กฤษณมูรติบอกว่า  observation without “me”  คือการเอาตัวตนออกไปในเชิงพุทธ  จริงๆ ก็คือเปิดใจ เปิดหัวใจ เปิดเจตจำนงรับ  ปัญหาส่วนใหญ่ที่เราเจอทุกวันนี้เกิดจาก observation with me ทั้งนั้นเลย  การพูดคุยกันใน dialogue ก็เหมือนกับการเอาสมมติธรรมมาแชร์กัน ไม่ใช่เรื่องจริงของใคร  แล้วจะเข้าใจความจริงที่ยิ่งใหญ่ขึ้น แต่ถ้าสมมติว่าเราไม่ใช้ U theory แต่ใช้ inverted U ก็คือมีอะไรฉันตัดสินหมด ฉันใหญ่หมด แม้แต่เล่นเกมส์ก็อาจจะมีปัญหา

          เรามาถึงทางเลือกซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเราจะใช้ dialogue หรือจะใช้ debate  สมมติว่า GDP กำลังขึ้นสูง นายทุนก็บอกว่าฉันรวย กรรมกรบอกว่าฉันจน  อ้าว เงินเดือนเธอเพิ่มทำไมจน ก็ข้าว น้ำมัน ก็แพงขึ้น  ต่างคนต่างบอกว่าของฉันถูก อันนี้ก็เป็นการ debate  แต่ถ้าใช้ dialogue ก็คือความสมานฉันท์ที่จะตามมา เข้าใจซึ่งกันและกัน เราคงเลือกไม่ได้ ถ้าเราไม่ dialogue เราก็ต้อง debate แล้วโลกจะเป็นอย่างไร 

 

การนำ Dialogue ไปใช้ในระดับองค์กร

          ผมจะนำเสนอเรื่องบางเรื่องซึ่งในภาควิชาของผมได้เรียนรู้ 

          ในการอบรม resident ของผม เรื่องของ negotiation เทคนิคอย่างไรให้เขายอมทำตามเรา  เราจะพูดอย่างไรให้เขาปล่อย นั่นคือการทำให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในตัวเขา  เขาคิดอย่างไรเขาจะได้คิดใหม่  เขาคิดจะฆ่าเขาจะได้ไม่ฆ่า  พอเราคิดอย่างนั้นจะมี psychology of influence

          เราศึกษาทฤษฎีกันชัดเจนมาก ซ้อมด้วย  วิทยากรก็บอกว่าหมอระวังหน่อยนะ พออบรมเสร็จก็เกิดเรื่องทุกที่เลย  เกิดเรื่องจริงๆ ด้วย  ใน ward ผม  ขณะที่แพทย์ประจำบ้านและพยาบาลซึ่งผ่านการอบรมไปแล้วกำลังคุยกับคนไข้คนหนึ่ง  เป็นเรื่องของ negotiation in real life situation  คนไข้ก็ชักมีดขึ้นมา บอก หมอ ขอไปซื้อขนมข้างล่างจะได้ไหม  ห้องจิตเวชเป็นห้องปิด คนไข้สุขภาพจิตยังไม่ค่อยดี  คนไข้รายนี้ซ่อมมีดไว้ใต้หมอนโดยเราไม่รู้ ก็เป็นเรื่องหวาดเสียวกันมาก  คุณหมอ resident ก็คิดว่า ตามทฤษฎีต้องไปยืนที่ปลายเตียงคนไข้ ต้องยืนอยู่ห่างๆ คุยกับคนไข้ว่าคุณต้องการอะไร  resident ก็ถอยมายืนอยู่ห่างๆ  แต่คุณพยาบาลประชุมอยู่อีกห้องหนึ่ง ได้ข่าวปั๊บวิ่งมาเลย  หนูมองตาคนไข้แล้วคนไข้รายนี้ไม่เอาจริงหรอก หนูจับมือก่อนเลยนะ จับมือข้างหนึ่งลูบๆ แล้วหนูก็เอามือไปคว้ามีดไว้ได้  คุณพยาบาลผู้ชายอีกคนหนึ่งก็เดินเข้าไปข้างหลังจะไปล๊อคคนไข้  คุณหมอก็บอกว่าพี่พยาบาลอย่าเข้าไปใกล้คนไข้ อย่าเข้าไปข้างหลังคนไข้เดี๋ยวคนไข้ระแวง  พยาบาลก็โกรธหันมามองตาเขียวทั้งสองท่าน  แต่ท้ายสุดคุณพยาบาลผู้ชายก็สามารถแย่งมีดมาจากมือคนไข้ได้  คุณพยาบาลผู้หญิงก็ช่วย คุณหมอก็หน้าแห้งไป 

          เขาก็เกิดเรื่องบาดหมางใจ เกิดความขัดแย้ง  หมอก็ไม่เห็นเก่งเลย เขาก็ทำได้ แล้วมันผิดตรงไหน หมอว่าเธอทำผิด พยาบาลบอกว่าฉันไม่ผิด  ก็ผมทำได้จริง เราดูหน้าคนไข้แล้วไม่เห็นมี ปัญหา คนไข้แกล้ง 

          เกิดความขัดแย้งในองค์กร ผมก็ต้องเข้าไป บอกขอเอาเหตุการณ์ความจริงมาเล่ากัน เราขอทำ dialogue ให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าเรื่องที่เป็น concrete evidence ว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนทำความเข้าใจหมด  แล้วคนหนึ่งก็แสดงความคิดเห็น  แล้วเราก็สามารถเข้าไปสู่จุดสรุปที่ไม่เกิดความขัดแย้งกันได้ 

          เล่าเรื่องเสร็จแล้ว คนหนึ่งก็บอกว่า นี่เห็นไหม ดิฉันทำไม่ผิดเลย ดิฉันแก้ปัญหาได้ ดิฉันมองตาคนไข้แล้วดิฉันเข้าไปจับมือคนไข้ ปลอบประโลมเขาแล้วแย่งมีดมาจากเขาได้ ผิดตรงไหน

          พยาบาลผู้ชายคนที่เดินเข้าไปข้างหลังคนไข้ก็บอกว่า ก็ผมจะย่องเข้าไป จริงๆ ถ้าหมอไม่ห้ามผมเข้าไปล็อคคอคนไข้ได้แล้ว  พอหมอห้ามคนไข้หันมามองผมตาเขียวแล้วดุเดือดขึ้น

          หมอซึ่งเป็นคนที่สามก็บอกว่า ทำอย่างนั้นมันจะมีปัญหานะ เดี๋ยวคนไข้ระแวงก็อยู่ในทฤษฎี

          ทีนี้คนอื่นมามองก็บอกว่า เออ มันเสี่ยงไหมล่ะที่เราไปจับมือคนไข้หรือเราไปล็อคคอคนไข้  ก็มีความเสี่ยง  แต่ว่าถ้าอยู่ห่างๆ ก็ช่วยอะไรไม่ได้  เสี่ยงก็แก้ปัญหาได้ ถ้าไม่เสี่ยงก็แย่เสี่ยงก็จริงแต่ก็ได้ผล 

          อีกคนบอกว่า เดี๋ยวๆๆ คนไข้เขาอยากทำอะไรหรือ คนไข้เขาอยากไปซื้อของที่โรงอาหารแล้วทำไม่เราไม่ให้เขาไป  เขาจะได้วางมีดลง แล้วบอกว่าเดี๋ยวหมอให้ไปเลย ให้ยามไปด้วยสองคน  แค่นั้นเอง  ทุกคนก็ถึงบางอ้อว่าจริงๆ ไม่ต้องออกไปเสี่ยง  ทฤษฎีก็ออกมาเป็นปฏิบัติ และทุกคนก็มองภาพใหญ่ร่วมกัน  และมีข้อสรุปบอกว่าจริงๆ ทำตามทฤษฎีน่ะดีแล้ว 

          นี่ก็คือเรื่องของ dialogue ที่เราเอามาใช้ ไม่มี judgmental attitude ฟังทุกคนให้ครบ

          มันก็จะเป็น team work ของ great team ไม่ว่า หมอ พยาบาล ผู้ช่วย เขาไม่ต้องเป็น hero ไปจับมีด  เพียงแต่ว่าช่วยกันทำให้ทีม ทำให้คนไข้ปลอดภัย

 

การนำ Dialogue ไปปฏิบัติในระดับการดูแลผู้ป่วย

          เมื่อถึงจุดที่จะต้องเลือกระหว่าง debate กับ dialogue  กับคนไข้นี่ไม่อยากให้เลือก debate เราคงต้องเลือก dialogue

          การรับรู้ของเราเป็น fragmentation of reality  เรามาดูคนไข้ก็เหมือนกัน  เราคิดว่าเราดูเป็นองค์รวม ไม่ได้แยกส่วน  แต่จริงๆ มันยังมีความแยกส่วนอยู่  ยกตัวอย่างคนไข้มะเร็ง เมื่อถึงจุดสุดท้ายของชีวิต เราก็ดูเรื่องโรค เราก็ให้ยาแก้ปวด จริงๆ เราไม่รู้ตัวหรอกว่าเรามองแยกส่วนอยู่  เวลามองแยกส่วนเราก็ปฏิบัติกับคนไข้อย่างหนึ่ง  ที่จะชวนดูก็คือว่าจะไปใช้ dialogue กับคนไข้ ไปดูมุมมีดของคนไข้ที่เราไม่เคยมอง จะทำให้เรามีมุมมองใหม่ที่กว้างขึ้น การปฏิบัติที่เรามีต่อคนไข้ก็จะเปลี่ยนไป

          ผู้ป่วย CA ovary metastasis ไปที่ปอด คาดเดาว่าประมาณ 1-2 อาทิตย์ คนไข้น่าจะเสียชีวิต case นี้เป็น case ที่ extern รับ แล้วก็ไปทำ dialogue กับ extern ก่อน แล้วไปทำ dialogue กับคนไข้ โดยที่ให้ extern ดูเป็นตัวอย่าง พอ extern ได้ข้อมูลเพิ่มขึ้น ท่าทีเขาก็เปลี่ยน

          ลองฟังการสัมภาษณ์ extern ว่าเริ่มต้นเขาเป็นอย่างไร พอทำ dialogue เขาได้ข้อมูลเห็นมุมมืดที่ไม่เคยสว่างของคนไข้ ท่าทีเขาเปลี่ยนไปอย่างไร  แล้วคนไข้เปลี่ยนไปอย่างไร

 

คนไข้เป็น CA ovary ค่อนข้างจะเป็น advanced stage  เป้าหมายในการ cure คงจะน้อยมาก เหมือนกับเป็น palliative care คือ support ทางด้านจิตใจ  ตอนแรกที่ผมไป round case นี้ ผมก็ไม่รู้จะดูอะไร  อาจจะแค่ supportive อาการเฉยๆ  ปวดท้องก็ให้ยาแก้ปวดไป ไม่รู้จะช่วยเขาอย่างไร

น้องไปดูแต่ละวันรู้สึกอย่างไร

หดหู่ คือเราช่วยอะไรเขาไม่ค่อยได้ครับ

แล้วคนไข้เขาเป็นอย่างไร

ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าเขาคิดอย่างไร สิ่งที่ผมไปถามก็มีแค่เรื่องโรค

ถ้าดูปฏิกิริยา อารมณ์ของเขาเป็นอย่างไร

เขาก็เฉยๆ ครับ

เราก็ไม่รู้จะ round อย่างไรเนาะแล้ววันนั้นอาจารย์ได้ไป round case ของน้องใช่ไหม

อาจารย์ได้แสดงให้เห็นถึงการ explore เรื่องของจิตใจคนไข้

วันนั้นไป round กับใครบ้างครับ

มีอาจารย์สกล อาจารย์จารุรินทร์ แล้วก็เพื่อนๆ นักศึกษา

ตอนนั้นสนใจไหมครับ เวลาบอกว่าจะมา round palliative”

รู้สึกเฉยๆ ก็ไปดู  ตอนแรกก็ซักถามอาจารย์ว่าจะไปคุยอย่างไร ก็เล่าให้อาจารย์ฟังว่า  stage สุดท้ายแล้ว ทางกายก็ไม่รู้จะทำอะไรให้คนไข้แล้ว  อาจารย์ก็ถามว่าคนไข้มี willing อย่างไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องของชีวิตตอนนี้  ผมก็ตอบไม่ได้

พออาจารย์ถามอย่างนั้นแล้วเราตอบไม่ได้ เรารู้สึกอย่างไรครับ

ก็รู้สึกว่าเรายังดูแลคนไข้ไม่เต็มที่

รู้สึกว่าคำถามไร้สาระหรือเปล่า

คือผมดูคนไข้มานานเป็นสัปดาห์ที่สามแ