ผมขออนุญาตนำบทคัดย่อที่ อ.มนตรี ทองเพียรเขียนไว้สำหรับการประชุมครั้งนี้มาเผยแพร่อีกครั้งหนึ่งครับ

สถาบันขวัญเมือง มูลนิธิสังคมวิวัฒน์ ไปเป็นกระบวนกรในโครงการการดูแลคนไข้เรื้อรังและกลุ่มเสี่ยง ให้กับโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว โรงพยาบาลสันทราย โรงพยาบาลนครพิงค์ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ และโรงพยาบาลแม่สรวย จำนวน 9 ครั้ง รวมกลุ่มคนไข้และกลุ่มเสี่ยงที่เข้าร่วมโครงการกว่า 600 คน

ก่อนเริ่มงานอบรมเรามีสมมติฐานว่า กลุ่มคนไข้มีความรู้เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ รู้วิธีการรักษาว่า ต้องทานยา ต้องออกกำลังกาย ต้องกินอาหารอย่างไร? ดูแลความเครียดอย่างไร? แต่พวกเขาขาดแรงบันดาลใจในการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จริงจังมั้ง?

สายตาทีมกระบวนกรสอดส่ายเฝ้าดูท่าทีอากับกริยาของคนไข้ เดินเข้ามายังสถานที่อบรม มีอาการเหนื่อยล้าหน้าตาหม่นหมอง เดินอย่างกระย่องกระแย่งไม่เรี่ยวแรง เสมือนว่าพวกเขาแบกความกังวล ความหมดหวังและความท้อแท้กับชีวิตมาด้วยมั้ง?

เราตระเตรียมประยุกต์พิธีกรรมถักทอสายใยแห่งความรัก จัดแจงเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเดินไปยกมือไหว้ทักทายเชื้อเชิญมานั่งอย่างผ่อนคลาย ชวนพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของชีวิต ภายหลังจากที่พวกเขาได้บอกเล่าที่มาของความเจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว เจ้าหน้าที่อาสาก็พนมมือวันทาก้มกราบตรงตักอย่างอ่อนน้อม พร้อมมอบพวงมาลัยดอกมะลิหอม อาสาเป็นลูกหลานที่ดูแลรับใช้พวกท่านตลอดงาน น้ำตาทั้งสองฝ่ายไหลซึมอาบเบ้าตาแบบไม่รู้ตัว ค่อยๆถักทอความสัมพันธ์ผูกพันกันใหม่ ดุจดั่งคนในครอบครัวเดียวกัน

แนวคิดหลักที่นำเสนอตลอดงานอบรม คือ ”อยู่รอด อยู่ร่วม อยู่อย่างมีความหมาย” คนไข้สูงวัยหลายรายบอกเล่าคล้ายๆ กันให้ฟังว่า “ชีวิตทำงานมานานเหน็ดเหนื่อยหนัก เลี้ยงลูกเติบโต ส่งพวกเขาเรียนหนังสือจนจบปริญญาตรีหรือโท มีการงานทำกันหมดแล้ว เราก็อยู่กันสองตายาย รู้สึกว่าชีวิตจบแล้ว”

ภายหลังที่รับฟังเรื่องราวที่มาของความเจ็บป่วย รับรู้สภาวะความกังวลใจของพวกเขา เราจึงนำพาเรียนรู้เรื่องตัวตนผ่านกิจกรรมผู้นำสี่ทิศ พวกเขาเริ่มรู้จักบุคลิกษณะของตัวเองและคนใกล้ชิด นำไปสู่ความเข้าใจและได้ตระหนักว่าจะปรับตัวอย่างไรในความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด

นำพาเข้าสู่สภาวะความผ่อนคลาย ให้พวกเขาใคร่ครวญว่า“ย้อนรอยเส้นทางเดินทางของบรรพชน หรือญาติผู้ใหญ่ เพื่อสืบค้นหามรดกที่รับมาจากท่าน เราเหมือนใคร เราใกล้ชิดสนิทสนมกับใครมากที่สุด บุคลิกลักษณะ อารมณ์ลบหรือร่องอารมณ์ของท่านเป็นอย่างไร ท่านเจ็บป่วยด้วยโรคอะไรหรือไม่ และชีวิตในวาระสุดท้ายของท่านเป็นอย่างไร ”

“สร้างเส้นทางใหม่ ส่งมอบมรดกใหม่ให้ลูกหลาน “

ทุกคนต่างรู้สึกรักผูกพันกับญาติผู้ใหญ่ ตระหนักในเรื่องราวมรดกที่ได้รับมาและไม่ปรารถนาให้ชีวิตตัวเองดำเนินไปคล้ายๆ ญาติผู้ใหญ่ ต่างก็เริ่มกระทำการตั้งจิตอธิษฐานหรือตั้งปณิธานชีวิตใหม่ เรียนรู้นำพาชีวิตตัวเองกลับมาดำรงอยู่ในโหมดปกติ พลังสภาวะแห่งจิตตื่นรู้ให้มากที่สุด เปลี่ยนแปลงโลกภายในใหม่ จากจิตเล็กจิตแคบ เป็นจิตใหญ่ หรือจิตวิวัฒน์

ประมวลภาพรวมผลที่เกิดขึ้นในงานอบรม คนไข้ส่วนใหญ่เมื่อได้รับเชื้อเชิญมาบางคนตัดสินยาก รู้สึกเวลาอบรมหลายวัน ห่วงบ้านห่วงสัตว์เลี้ยงบ้าง กลัวลำบากเป็นภาระกับคนอื่น พวกเขาคาดว่าการอบรมน่าจะมีเนื้อหาวิชาการมากมาย อาจจะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายในการฟัง เมื่อเข้าร่วมการอบรมแบบจิตวิวัฒน์ผ่านไปสองวัน บางคนถามทีมกระบวนกรว่าเมื่อไรจะอบรมวิชาการสักที มัวแต่ให้เล่นๆ สนุกๆ แล้วจะเกิดประโยชน์อะไร? แต่พอถึงวันสุดท้าย ทุกคนก็สะท้อนว่า พวกเรารู้สึกผ่อนคลายสบายทั้งกายและจิต ความวิตกกังวล อาการปวดเมื่อยก็รู้สึกบรรเทาเบาบางลงไปบ้าง ที่สำคัญรู้สึกว่าแปลกใจมาก ที่เราต่างคนต่างภูมิหลัง ไม่ได้เป็นญาติพี่น้องอะไรกัน มาอยู่สองสามวันรู้สึกว่าสนิทสนม ผูกพัน ห่วงใยซึ่งกันและกัน เสมือนเป็นญาติพี่น้องครอบครัวเดียวกัน

การได้เล่าเรื่องความเจ็บป่วย และที่มาของความเจ็บป่วย โดยมีคนสนใจรับฟังอย่างตั้งใจ และห่วงใย เมื่อมีโอกาสเผยความทุกข์ความกังวล ก็รู้สึกโล่งอกโล่งใจ เสมือนยกของหนักที่ทับร่างกายอยู่ และการได้เล่าเรื่องวิถีชีวิตที่เรียบง่าย การกิน การอยู่ ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา มีคนรับฟังรู้สึกภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าของตน รู้สึกถึงชีวิตที่มีความหมาย พร้อมที่จะรักคนอื่นอย่างไม่มีเงื่อนไข และพร้อมให้อภัย เกิดแรงบันดาลใจที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย และใส่ใจดูแลความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด มีตัวอย่างเรื่องเล่าของผู้เข้าร่วมบางคนดังนี้

อดีตนายตำรวจบอกเล่าที่มาของการป่วยเป็นโรคความดันและเบาหวาน “หลังจากลาออกจากราชการ ไม่รู้จะทำอะไร ใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ จึงติดสุราและการพนัน เคยไปบวชเรียนสามเดือน ก็สามารถหยุดพฤติกรรมได้ช่วงระยะที่อยู่ในวัด พอลาสิกขาออกมา ก็กลับมาติดสุราและการพนันอย่างหนักอีก” วันสุดท้ายของงานได้สะท้อนความรู้สึกว่า “การอบรมครั้งนี้มีความหมายกับชีวิตผมมาก ผมมองเห็นโลกภายในตัวเองได้ชัดเจน รู้สึกว่าตัวเองทำร้ายคนใกล้ชิดมามากแล้ว ต่อไปนี้ตั้งปณิธานว่าจะหยุดพฤติกรรมดังกล่าวเด็ดขาด กลับมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง และใส่ใจความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดมากขึ้น”

คุณป้า อดีตพนักงานแบงค์ วันแรกเธอบอกเล่าที่มาความเจ็บป่วย “ฉันปิดประตูบ้าน ปิดประตูหัวใจ ไม่สนใจเกี่ยวข้องกับใครๆ สุดท้ายเป็นโรคซึมเศร้า และเบาหวาน” วันสุดท้าย เธอบอกกล่าวความรู้สึกที่มีต่อการเข้าร่วมกิจกรรมเรียนรู้ว่า “ประตูหัวใจของฉันแง้มเปิดออก ประตูบ้านก็เปิด ฉันพร้อมที่จะออกไปคบหาสัมพันธ์กับผู้คนภายนอกบ้านมากขึ้น”

คุณป้าชาวสวน เธอบอกเล่าที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายว่า “เธอแต่งงานมีลูกห้าคน ขณะที่ลูกๆยังเล็ก สามีก็ทอดทิ้งไปแต่งงานใหม่ เธอจึงแต่งงานใหม่อีกครั้ง อยู่มาสักระยะหนึ่งสามีคนที่สองก็ข่มขื่นลูกสาวคนที่สอง เธอโกรธเกลียดและผูกแค้นอดีตสามีสองคน ไม่ยอมให้อภัยเด็ดขาด” ในวันสุดท้ายของงานเธอบอกความในใจด้วยรอยยิ้มและหน้าตาแจ่มใสว่า “ฉันพร้อมให้อภัยสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด กลับไปบ้านจะกรวดน้ำแผ่เมตตาให้พวกเขา”

บทเรียนและอนาคตที่มีความหวัง

พิธีกรรมสายใยสัมพันธ์ เป็นการสลายขั้วความแตกต่าง ถอดเสื้อเกราะความเป็นคนเก่งกล้าสามารถของเจ้าหน้าที่ ที่รู้สึกว่าตนเหนือกว่าคนไข้ มาสนิทสนมผูกพันเป็นญาติพี่น้องเป็นลูกเป็นหลาน รับรู้ความทุกข์ความสุขซึ่งกันและกันเกิดความเห็นอกเห็นใจ เปิดกำแพงหัวใจ น้อมใจเข้าหากันเกิดความรักฉันท์เพื่อนมนุษย์

การสร้างพื้นที่ปลอดภัยคือพื้นที่ของการรับฟัง ทุกคนมีความเท่าเทียมเสมอภาคกัน ไม่แบ่งเพศวัย คุณวุฒิ เราต่างเป็นพี่น้องชนเผ่ามนุษย์เผ่าเดียวกัน ความรู้ที่แฝงฝังซึ่งสืบทอดจากภูมิปัญญาของบรรพชน การเรียนรู้และการก่อประกอบความคิดใหม่ในมิติความรู้ความเข้าใจเรื่องสุขภาพแบบองค์รวมก็โผล่ปรากฏ นำมาแบ่งปันถ่ายทอดกัน เกิดการดูแลหล่อเลี้ยงกำลังใจ แรงบันดาลใจ เป็นการเยียวยาซึ่งกันและกัน ปรากฏการณ์ในงานฝึกอบรม เจ้าหน้าที่บางคนรู้สึกกังวลผลที่จะเกิดกับคนไข้ จนเกิดอาการตึงเครียดไปชั่วขณะ คนไข้บางคนก็คอยปลอบใจว่า “ปล่อยวางความกังวลเสียบ้าง ชีวิตคนเราไม่มีอะไร เพียงผ่อนคลายก็สบายๆ แล้วทุกสิ่งอย่างก็คลี่คลาย”

แม้ว่าเป็นช่วงเวลาอบรมที่สั้นๆ แต่พวกเขาก็เกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงก้าวเล็กๆ ของชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นก้าวที่สำคัญและมีความหมาย ได้ค้นพบสัมผัสความรักที่ไม่มีเงื่อนไข และจิตใหญ่ หรือจิตวิวัฒน์ กระตุ้นให้พวกเขาสนใจที่จะนำประสบการณ์ที่ได้รับ ไปบอกกล่าวเพื่อนบ้าน สนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมงานจิตอาสาของเครือข่ายสุขภาพ ในการหันกลับมาดูแลสุขภาพตัวเอง และการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเรื่องสุขภาพระดับชุมชนมั้ง? ทำให้มองเห็นศักยภาพของเจ้าหน้าที่ PCU เจ้าหน้าที่สถานีอนามัย อสม. และกล่มคนไข้ ที่จะเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายที่มีชีวิต ร่วมกันขับเคลื่อนงานสุขภาพองค์รวมเชิงรุกในพื้นที่ต่อไป

(หมายเหตุ :งานอบรมคนไข้เรื้อรังด้วยกระบวนการจิตวิวัฒน์ ครั้งแรก เมื่อต้นปี 2550 จัดโดย รพร.ปัว มีคนไข้เข้าร่วมประมาณ 160 คน ต่อมาเครือข่ายโรงพยาบาลชุมชน เชียงใหม่ จัดโดยโรงพยาบาลสันทราย สองครั้ง รุ่นละ ประมาณ 60 คน PCU ของโรงพยาบาลนครพิงค์ จัดสองครั้ง รุ่นละ ประมาณ 70 คน และPCU ของโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จัดสามครั้ง รุ่นละ ประมาณ 50 คน)