" "สอนตัวเองให้สนุก" "

" "สอนตัวเองให้สนุก" "
            วันนี้มีกิจกรรมแปลกใหม่มาแนะนำกันเช่นเคย "สอนตัวเองให้สนุก" กิจกรรมที่นอกจากจะมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของเราแล้ว ยังสนุกสะใจ(ที่ได้สอนตัวเอง) อีกด้วย เทคนิคการสอนตนเองนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบให้คนอื่นมาสอน ในเมื่อเราไม่ชอบให้ใครมาสอน เราก็หัดสอนตัวเองก็แล้วกัน ชีวิตจะได้ก้าวหน้าไม่หยุดนิ่ง หรือ ถอยหลังลงคลอง
            กลวิธีพูดสอนตัวเองนี้ เป็นกุศโลบายที่คุณสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ในการพัฒนาปรับปรุงชีวิตของคุณเองให้มีความสมบูรณ์ลงตัวมากขึ้น วิธีสอนตัวเองนี้มีหลายสไตล์หลายรูปแบบ ขอเชิญเลือกนำไปใช้ได้ตามความชอบใจ ดังต่อไปนี้


  1. เห็นคุณค่า 
      สอนให้ตัวเองเห็นคุณค่า จนคิดอยากจะทำแบบนี้แหละค่ะ ที่เขาเรียกว่า สอนให้ใฝ่สร้างสรรค์ คือ พูดสอนตัวเองให้เห็นคุณค่าของงานจนรู้สึกคันไม้คันมืออยากจะลงมือทำ
  2.             พูดปลุกเร้าใจให้เกิดความรักในสิ่งที่ดีงาม จนเกิดความรู้สึกอยากลงมือทำ อยากสร้างสรรค์
    ยกตัวอย่าง คุณป๊อก ไม่อยากจะทำงานดูแลบ้านช่องตามที่คุณแม่สั่งไว้เท่าไหร่นัก "โด่..งานของผู้หญิงมาให้เราทำได้ไง " ใจของคุณป๊อกคิดอย่างนี้ แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวคุณแม่กลับมาจะดุเอา คุณป๊อกจึงลงมือสอนตนเองให้มีความคิดใฝ่สร้างสรรค์ทันที โดยพูดกับตัวเองว่า

    ๑.สอนให้ใฝ่สร้างสรรค์

( ประยุกต์วิธีคิดมาจากหลักธรรมข้อ "ฉันทะ" องค์ประกอบข้อที่หนึ่งในหลักธรรมชุด"อิทธิบาทสี่"ในพระไตรปิฎก )

 ๒.ว่าให้อาย
            พูดติเตียนตัวเองให้เกิดความรู้สึกละอายใจในกระทำที่ไม่ดีงาม สอนแบบนี้สนุกดีครับ ปรกติธรรมดาถ้ามีคนอื่นมาว่าเรา เราจะโกรธ แต่พอเราลองมาดุด่าตัวเอง กลับไม่โกรธแฮะ..แปลกดี
ยกตัวอย่าง คุณเฉียบ เอาเปรียบเพื่อน ไม่ยอมไปช่วยงานส่วนรวมตามที่นัดหมายตกลงกันไว้ คุณเฉียบแกเป็นคนชอบเอาเปรียบเพื่อนอย่างนี้มานานแล้ว จนเพื่อน ๆ เขาระอาใจกันหมด อย่าว่าแต่เพื่อน ๆ เลย ตัวคุณเฉียบเองแกก็เบื่อตัวเองอยู่เหมือนกัน ว่าทำไมนิสัยตูถึงแก้ไม่หายสักทีนะ ว่าแล้วแกก็ใช้วิธีสอนตัวเองแบบ "ว่าให้อาย" มาจัดการทันที แกจึงพูดกับตัวเองว่า

  •  สารพัดคำพูดที่สรรหามา ถ้าว่าให้อายได้ ก็ลงมือจัดการเลยค่ะ  ความรู้สึกละอายที่เราปลุกเร้าขึ้นมานี้ ในภายหลังจะสามารถช่วยคุ้มครองตัวเราไม่ให้กระทำผิดลงไปอีก เป็นการช่วยให้ตัวเราสามารถแก้ไขพฤติกรรมของเราให้ดีขึ้นด้วยตัวของเราเอง
  • (ประยุกต์วิธีคิดมาจากหลักธรรม "หิริ" องค์ประกอบข้อที่หนึ่งของธรรมะชุดคุ้มครองโลก จากพระไตรปิฎก)

     ๓. ขู่ให้กลัว
                พูดให้เกิดความรู้สึกเกรงกลัวภัย อันเป็นผลจากการกระทำอันประมาทของตนเอง หรือ จากการกระทำที่ผิดศีลธรรมของตนเอง ว่าตนเองจะต้องประสบผลร้ายในอนาคตอย่างไรบ้าง
    ยกตัวอย่าง คุณจวบเป็นคนรักเพื่อนมาก วันหนึ่งเพื่อนรักมาชวนคุณจวบให้ไปเที่ยวโสเภณีด้วยกัน คุณจวบรู้สึกคล้อยตามเพื่อน เพราะเป็นคนรักเพื่อน แต่อีกใจหนึ่งก็ยังลังเลอยู่ คิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะดีแน่ แกจึงรีบเข้าไปนั่งคนเดียวเงียบ ๆ พูดกับตัวเองว่า

  •  
      " นี่เรากำลเสียชื่อเสียงเพียงเพื่อแลกกับการสนุกสนานเพียงชั่ววูบเดียวเช่นนี้หรือ มันช่างไม่คุ้มค่าเสียเลย" วิธีสอนตัวเองแบบ "ขู่ให้กลัว" นี้ คุณจะพูดยกแม่น้ำทั้งห้าอย่างไรก็ได้ ขอเพียงสามารถอธิบายให้ตัวเองยอมรับเหตุผล จนเกิดความกลัวภัยอันจะเกิดขึ้นจากการกระทำไม่ดีของตนเองเป็นใช้ได้ค่ะ
  • (ประยุกต์วิธีคิดมาจากหลักธรรม "โอตตัปปะ" องค์ประกอบข้อที่สอง ของชุดธรรมะคุ้มครองโลก จากพระไตรปิฎก)

     ๔.ปลุกเร้าให้เพียรสู้
                พูดปลุกเร้าใจตนเองให้เกิดความเพียร ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคปัญหาทั้งปวง โดยไม่คิดพึ่งพาอาศัยใคร แต่จะยืนหยัดเพียรสู้ด้วยกำลังสติปัญญาของตนเอง
    ยกตัวอย่าง คุณติ๋มทำงานธนาคารมานาน แต่ต่อมาภายหลังเศรษฐกิจตกต่ำ ธนาคารจำเป็นจะต้องปลดพนักงานออก คุณติ๋มผู้โชคร้ายเป็นผู้หนึ่งที่จะต้องถูกปลดออกจากงานด้วย ถึงแม้เธอจะเกิดความทุกข์ใจ และ เศร้าใจ แต่เธอก็พยายามสอนตัวเองว่า..

  •  
      " ติ๋ม..เธอสู้สอนตัวเองให้ใจสู้แบบนี้แหละค่ะ คือวิธีคิดพึ่งตนเองแบบ"ชาวพุทธ" ที่แท้จริง คุณลองอ่านนิทานชาดกเรื่อง "พระมหาชนก " ดูก็ได้ นิทานเรื่องนี้จะสื่อให้คุณรู้เลยว่า"ความเพียรของมนุษย์นั้นแม้แต่เทวดายังต้องยอมรับนับถือ" ก้อดูสิ..ขนาดเรือพระมหาชนกแตกอับปางอยู่กลางมหาสมุทร ท่านยังคิดสู้ว่ายน้ำขึ้นบก ทั้ง ๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง นี้เป็นตัวอย่างของความเพียรที่เห็นได้อย่างชัดเจน


    ( ประยุกต์วิธีคิดมาจากหลักธรรมข้อ "วิริยะ" องค์ประกอบข้อที่สองในหลักธรรมชุด"อิทธิบาทสี่"ในพระไตรปิฎก )

                       ค่ะ..ขอยกตัวอย่างเทคนิคสอนตัวเองมาให้ดูสัก ๔ แบบก่อน ทีนี้ถ้าคุณจับหลักได้แล้ว คุณก็จะสามารถที่นำไปประยุกต์เป็นวิธีสอนตนเองแบบอื่นๆ ได้ด้วยตนเอง
                       อนึ่ง การสอนตนเองบ่อย ๆ เช่นนี้ นอกจากคุณจะได้มีการพัฒนาปรับปรุงตนให้ดียิ่งขึ้นแล้ว ในที่สุดคุณก็จะกลายเป็นคนที่รู้จักรับฟังคำติติงชี้แนะจากผู้อื่น คือ เป็นคนพูดง่ายไม่ปิดหูปิดตาตัวเองอีกต่อไป