เพื่อนๆครับ...
สามสัปดาห์มาแล้วครับ ที่ผมตัดสินใจทำตนเองให้เป็น"อิสระ" เพื่อความสบายใจและด้วยความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองทั้งความรู้สึกนึกคิด ประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำงานด้านเอดส์ร่วมสิบปี ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความเกรงกลัวต่อบาป และปัจจัยต่างๆทางครอบครัวและสังคม เพื่ออยากที่จะผันตัวเองให้เข้าสู่การเป็นอาจารย์แพทย์เพื่อสอนเด็กๆ โดยหวังให้พวกเขาเป็นคนดีและเป็นกำลังและสิ่งล้ำค่าของสังคมในอนาคต...
หลายคนคงแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น? แน่นอนครับว่าไม่ใช่แค่คุณเท่านั้นที่แปลกใจ...ตัวผมเอง ภรรยาและลูกชาย เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ร่วมงาน รวมทั้งครูบาอาจารย์ที่รู้จักมักจี่กันก็พากันฉงนงุนงง กับการตัดสินใจของผมครั้งนี้...ตั้งแต่ 18 กุมภาพันธ์ 2551...
ขอบอกไว้ว่า ..."ผมกลัวบาปครับ"...
บาปที่เกิดขึ้นในฐานะที่ผมเป็นหมอ เป็นนักวิจัยทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยที่ผมมุ่งหวังที่จะเป็นส่วนร่วมในการพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันโรคเอดส์...โรคที่เรารู้ดีว่าตอนนี้ยังไม่มีวิธีป้องกันอย่างอื่นนอกจากการให้ความรู้ สร้างความตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันตนเองไม่ให้มีพฤติกรรมเสี่ยง รวมทั้งรณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัย... และอีกนั่นแหละ เราก็รู้ดีว่าไม่มียาแผนปัจจุบันใดในโลกขณะนี้ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้...อันหมายถึง "ไม่สามารถทำลายเชื้อเอชไอวีให้หมดไปจากร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อได้"
รุ่นพี่ผมท่านหนึ่ง เคยพูดกับผมว่า ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมมาจับงานนี้ ถ้าเป็นเขา เขาไม่ทำหรอกเพราะแทบจะไม่เห็นโอกาสสำเร็จเลย...แต่นั่นแหละครับทำให้ผมทำ เพราะผมเป็นคนหัวดื้อ :)
แต่ประสบการณ์ทำงานทั้งในกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรภายนอกในรอบสิบปีที่ผ่านมา ล้วนเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับผม เพราะมันทำให้ผมรู้ว่าผมไม่รู้อะไรอีกมากมาย...แต่อย่างน้อยก็ทำให้ผมรู้ลึกซึ้งขึ้นในเรื่องการทดสอบวัคซีน การดำเนินการวิจัยทางคลินิก การทำให้เกิดความผูกพันธ์และเห็นอกเห็นใจระหว่างหมอและอาสาสมัครที่เข้าร่วมงานวิจัย ทั้งที่ติดเชื้อเอชไอวีและไม่ได้ติดเชื้อ และรวมทั้งครอบครัวของพวกเขาเหล่านั้นด้วย...
สำคัญที่สุดคือ ผมได้รู้มากขึ้นในด้านจริยธรรมในการทำงานวิจัยทางคลินิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มคนที่มีโอกาสได้รับการกีดกันทางสังคม และผมยังได้รู้อีกว่ามีโอกาสน้อยมากๆ ที่ประเทศเราจะสามารถสนับสนุนให้ดำเนินการวิจัยด้านวัคซีนป้องกันโรคได้ด้วยตนเอง อันเป็นผลมาจากข้อจำกัดเรื่องการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งในด้านงบประมาณ บุคลากร องค์ความรู้ และกฎระเบียบของคณะกรรมการต่างๆ ที่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการวิจัย ตั้งแต่เรื่องความล่าช้าในการพิจารณาอนุมัติ ตลอดจนช่องโหว่ของระบบการตรวจสอบของคณะกรรมการชุดต่างๆ ภายหลังจากที่ผู้วิจัยได้เริ่มโครงการไปแล้ว!!!
ประโยคสุดท้ายนี่ละครับเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมตัดสินใจ ปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ...
พวกเราหลายคนคงทราบว่า ผมปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยหลายโครงการ แต่ไม่ทราบว่าผมต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันจากหัวหน้าที่เป็นชาวต่างชาติที่มองคนไทยเหมือนเป็นลูกจ้าง...จริงๆ แล้วผมคงต้องบอกก่อนว่าคนต่างชาติหลายคนก็เป็นคนดีนะครับ อันนี้เป็นกรณียกเว้น...
เรื่องของเรื่องก็คือ ผมได้รับคำสั่งทางวาจาให้นำเลือดที่เก็บไว้ระหว่างการดำเนินการศึกษาวิจัย ไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยการตรวจนั้นไม่ได้ระบุไว้ในโครงร่างการวิจัย และไม่ได้แจ้งให้อาสาสมัครรับทราบมาก่อน ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือคณะกรรมการพิจารณาด้านจริยธรรมของสถาบันต่างๆที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่ได้รับทราบและยังไม่ได้อนุมัติ...อันนี้เรื่องแรก
นอกจากนี้ผมก็ยังได้รับคำสั่งทางวาจาอีกเช่นกัน (จากคนเดิม) ให้ดำเนินการเก็บเลือดของอาสาสมัครเพิ่มเติมในอีกโครงการหนึ่งที่ผมเป็น principal investigator (PI) ในรูปแบบที่แตกต่างจากที่ระบุไว้ในโครงร่างการวิจัย เช่นเคย...การเก็บเลือดในรูปแบบดังกล่าวไม่ได้รับการระบุไว้ในโครงร่างการวิจัยและอาสาสมัครไม่ได้รับทราบมาก่อน รวมทั้งยังไม่ได้รับการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง...อันนี้เรื่องที่สอง
บางคนอาจจะสงสัยว่า เรื่องนี้ขี้ปะติ๋ว...ก็ช่างมันสิวะ ไม่เห็นเป็นไร เราไม่ได้เดือดร้อนนี่นา...
แต่สำหรับผม "ไม่" ครับ สองเรื่องดังกล่าวถือเป็นการผิดจริยธรรมการวิจัยอย่างร้ายแรง หากเรายอมรับการกระทำดังกล่าว อีกหน่อยคนต่างชาติก็อาจเอาเงินเล็กน้อยมาฟาดหัวเรา เพราะหวังจะเอา "เลือด" กลับไปตรวจและทำงานวิจัยต่างๆ ได้อีกมากมาย
ท่านทราบไหมครับว่า "เลือด" นี่ถือเป็น "Precious gems" ของวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ เนื่องจากเลือดเพียงหยดเดียวสามารถบอกข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับบุคคลผู้เป็นเจ้าของเลือด และโยงไปถึงครอบครัว และชนชาติของประเทศนั้นๆ ได้อย่างสบาย นอกเหนือจากที่กล่าวมา "เลือด" ยังสามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อหาจุดอ่อนของชนชาตินั้นๆ ว่ามีความเปราะบางเพียงใดต่อโรคหรือเชื้อโรคต่างๆ และสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เพื่อวางแผนเพื่อคุกคามประเทศต่างๆได้ในอนาคต...อันนี้เรื่องจริงนะครับ
ท่านทราบไหมครับว่า ไอ้เรื่องขี้ปะติ๋วนี้แหละ ที่ทำให้ผมต้องตัดสินใจร้องเรียนไปยังคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการดำเนินงานวิจัยในต่างประเทศ เพื่อเรียกร้องให้เกิดกระบวนการตรวจสอบขึ้น เพราะผมคงไม่ยอมให้ต่างชาติมาจ้างผมเป็นลูกจ้าง แล้วใช้ชื่อผมเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อทำสิ่งที่ผิดเช่นนี้...แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมเป็นฮีโร่นะครับ...ขอบอกว่าผมต้องใช้เวลาร่วมสี่เดือนก่อนจะตัดสินใจเช่นนี้ เพราะต้องพิจารณาหลายปัจจัย...แต่สุดท้ายก็ดีใจครับที่ผมไม่โลภมากพอที่จะตัดสินใจยอมรับการกระทำดังกล่าวได้...
อาทิตย์ที่แล้ว คณะตรวจสอบใหญ่จากประเทศบิ๊กเบิ้มก็มาขอสัมภาษณ์ผม และทำการตรวจสอบครั้งใหญ่กับสถาบันดังกล่าวแล้วครับ...คืบหน้าอย่างไรจะแจ้งให้พวกเราทราบ...
อย่างน้อยผมอยากให้พวกเราทราบไว้หน่อยครับว่า ตอนนี้ระบบตรวจสอบ (monitor) ของคณะกรรมการต่างๆ ของประเทศไทยเราอ่อนมากครับ ไม่ว่าจะเป็นในมหาวิทยาลัย หรือในกระทรวงฯ ต่อให้สร้างแบบฟอร์มต่างๆ เช่น Material Transfer Agreement (MTA) ขึ้นมาอีกมากมายก็อาจป้องกันปัญหาที่ผมเล่ามาไม่ได้ครับ
ทางที่ดีที่สุดที่ผมคิดได้ตอนนี้ และจะพยายามปลูกฝังให้ลูกศิษย์ในอนาคตต่อไป (หากมีโอกาส) คือ การปลูกฝังความรู้สึกผิดชอบชั่วดี การละอายต่อบาป และรวมถึงความรู้เชิงลึกในด้านจริยธรรมในการใช้ชีวิต จริยธรรมในการดำเนินการศึกษาวิจัย โดยหวังว่าเยาวชนในวันนี้จะเป็นเกราะป้องกันประเทศของเราในอนาคต...ถึงแม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ก็เถอะ
ถึงเวลาแล้วครับที่เราจะต้องแสดงศักยภาพของเราว่า "เงินซื้อเราไม่ได้" และ "เลือดของข้าใครอย่าแตะ"
คุณหมอคะ
ดิฉันอ่านแล้ว เข้าใจถึงผลกระทบที่คุณหมอเล็งเห็นแล้ว เป็นเรื่องที่ปล่อยให้ลอยผ่านไปไม่ได้คะ
ขอบคุณคุณหมอมากๆ ที่ได้เขียนบันทึกนี้ให้อ่าน และเป็นกำลังใจให้ผ่านไปได้ด้วยดีคะ
ขอบคุณครับ คุณมะปรางเปรี้ยว
อย่างน้อยก็เป็นกำลังใจให้ผมเพิ่มขี้นมาอีกหนึ่งขีด :)
ดีใจมากเลยครับ ที่มีคนที่เสียสละ ให้ความสำคัญต่อส่วนรวมอย่างคุณหมอ
ช่วยกันปลูกฝังนะครับ ผมจะเป็นกำลังใจให้
ขอบคุณทุกๆอย่างที่คุณหมอทำครับ
สวัสดีค่ะคุณหมอKeen
พี่เคยร้องเรียนเรื่องชาวต่างชาติที่มาเก็บเลือดที่โรงพยาบาลบำราศและทำวิจัยนอกเหนือจากข้อตกลงและไม่ยอมเซ็นชื่อให้ค่ะ
เหตุการณ์นี้ทำให้พี่เซ็งกับฝรั่งที่มาทำงานมากๆและเบื่อความเห็นแก่ตัวของเขามาก
หมอคงพบเหตุการณ์เช่นนี้และลำบากใจมากกว่าพี่เพราะหมอทำงานให้องค์กรของชาวต่างชาติ
เป็นกำลังใจให้ค่ะ
อัจฉรา
ขอบคุณน้องเอก และพี่อัจฉราครับ
ตอนนี้เหมือนยกภูเขาออกจากอกแล้วครับ หลังจากปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระ
ขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกกำลังใจครับ
สู้ต่อไป...ไอ้มดแดง :)
ตามมาอ่านจากบันทึกใหม่ ขอเป็นกำลังใจให้ไอ้มดแดงค่ะ :)