Sense & Sensibility

องค์กร ผัสสะ และสุนทรียภาพ

งานประชุม HA forum ครั้งที่ 8 ปีที่แล้ว พี่หมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส) บรรยาย landmark lecture ไว้เรื่องหนึ่งคือ "องค์กรมิใช่เครื่องจักร ต้องการความรักและความเข้าใจ" มาปีนี้ เรียกว่าเป็นการถักทอ ต่อประสานความนัย ผมบอก อ.อนุวัฒน์ว่า มีความรู้สึกเหมือนพึ่งฟังเรื่องนี้เมื่อวาน แล้วมาต่อภาคสองวันนี้ เพราะเนื้อหาใจความยังล่องลอยวนเวียนอยู่ในอาลัยวิญญาณอยู่เลย

มาปีนี้ แค่ชื่อเรื่องก็ยั่วยวนป่วนอารมณ์แล้ว ล้อเลียนมาจากวรรณกรรมสุดคลาสสิกของนักเขียนสุภาพสตรีชาวอังกฤษ เจน ออสเตน (Jane Austen) นักเขียนท่านนี้เขียนนิยายรัก ซาบซึ้ง ไว้หลายเรื่อง เช่น Pride & Prejudice, Emma, Mansfield Park, etc แต่คราวนี้พี่โกมาตร ให้ภาษาไทยไว้ชื่อว่า "องค์กร ผัสสะ และสุนทรียภาพ"

ผมชวนพี่หมอวิรัช ผอ.รพ.ลำพูน นั่งฟังในห้องวิทยากรแทนที่จะไปนั่งแถวหน้าสุดแบบปีก่อน เพราะเราขยับตัวช้่าไปนิด คิดว่าปานนี้้ห้องคงจะเต็มแน่นขนัดไปแล้ว เราไปจองทีนั่งหน้าสุดหน้าจอทีวีในห้องวิทยากรแทน พร้อมทั้งกาแฟและขนมนมเนยเต็มโต๊ะ!! ผมขยับเอา Macbook มากาง เตรียมพร้อมจะรับ "ของดี HA" ประจำปี

SENSE & SENSIBILITY 

 ในยุคของเรนาสซอง (Renaissance) นั้น  scholar จะเรียนหลากหลาย ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังยุคนั้น อาทิ ลีโอนาโด ดาวินชี หรือไมเคิล แองเจโล ก็เป็นทั้งนักคณิตศาสตร์ นักสถาปนิก และทำศิลป ประติมากรรม จิตรกรรมไปด้วยกัน ในยุคทองที่ "ความรู้" กับ "สุนทรียศาสตร์ และศิลป" เป็นหนึ่งเดียว ไม่แยกออกจากกัน เรนาสซองแมน (Renaissance men) จะหมายถึงคนที่ทรงไว้ซึ่งคุณวุฒิทั้งศาสตร์ทางโลกและศาสตร์ทางศิลป อย่างราฟาเอล ลีโอ และไมเคิล ช่วงนี้อยู่ประมาณคริสศตวรรษที่ 14-17

ซึ่งหลังจากนั้นก็เข้าสู่ "สิ้นสุดของยุคทอง"

Age of Reason ยุคแห่งเหตุผล

Rene Descarte: อมตะวาจาคือ "Cogito ergo sum" หรือภาษาอังกฤษ “I think, therefore I am” เป็นนักปรัชญา นักคณิตศาสตร์ นักเขียนชาวฝรั่งเศสชื่อดัง ถูกเรียกเป็น "Father of Modern Philosophy" บ้าง "Father of Modern Mathematics บ้าง มีชีวิตอยู่ระหว่าง 1556-1650 AD

ช่วงนี้เป็นการแบ่งแยกความงาม ความสุนทรีย์ออกจากความจริงและวิทยาศาสตร์ เข้าสู่ The Age of Reason อย่างแต่เดิมที่ความรู้และความงามอยู่ด้วยกัน หรือยุคแห่งมนุษย์เรโนซอง เก่งหมดทุกอย่าง ทั้งทรงความรู้และศิลป ได้ผ่านพ้นเข้ามาสู่การหมกมุ่นกับพลังอีกซึกหนึ่งของสมอง คือ สมองซีกซ้าย สมองแห่งตรรกะ เหตุผล และเชื่อว่านี่เองที่เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดเพียงอย่างเดียว ที่จะนำมาซึ่ง ultimate truth และ ความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆในโลกใบนี้

เมื่อว่าถึงเรื่องการ approach knowledge เราอาจจะมองเป็นสาม perspectives ได้แก่

 

Ontology: ข้อตกลงว่าอะไรจริง (พววิทยา) เช่น ทุกสิ่งทุกอย่างประกอบด้วยสสารและพลังงาน เป็นการตกลงสัจพจน์พื้นฐานก่อน เพื่อที่จะ deduct ไปตามสิ่งที่ตกลงกันไว้

Cosmology: จักรวาลวิทยา ความสัมพันธ์เป็นความจริง มีเหตุและผลตาม อะไรสัมพันธ์กับอะไร การสังเกตและผลแห่งการสังเกตนั้นๆ

Epistemology: ญานวิทยา วิธีการตรวจสอบและพิสูจน์ความจริง methodology

นักวิทยาศาสตร์จะลดทอนทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ หรือตาม “ข้อตกลง” เช่น “ผีมีจริงหรือไม่?” ซึ่งถ้าตอบตาม ontology ก็ต้องไปหา basic agreement ก่อน ได้แก่ ทุกสิ่งในโลกนี้ ถ้าไม่เป็นสสาร ก็เป็นพลังงาน คำตอบก็จะออกมาในรูปของ “ถ้าจะจริง คงจะเป็นพลังงานกระมัง เพราะมันไม่ใช่สสาร” มาจาก พววิทยา ที่ตกลงกันแล้ว แล้วจะมีผลต่อไปถึงการ designs ขอพิสูจน์ (epistemology) เช่น เรามีวิธีอะไรที่จะพิสูจน์พลังงานรูปแบบต่่างๆบ้าง นำมาทดสอบกัน หรือสังเกตการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของ "ผี" กับความจริงต่างๆ ของดวงดาว ของดวงจันทร์ ฯลฯ

บทที่สองของหนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เป็น เรื่อง “ชั่ง ตวง วัด” มาถึงปุ๊บ ก็จะมีการทดลอง เอาอ่างน้ำมา อ่างแรกใส่น้ำแข็ง อ่างที่สองใส่น้ำร้อนประมาณ 40-50 องศา แล้วก็อ่างน้ำธรรมดาๆ ลองให้นักเรียนจุ่มมือลงไปในอ่างทีละอ่าง ถามความรู้สึก เอ้า ร้อนใช่ไหม ลองเอาไปใส่ในอ่างน้ำธรรมดาสิ เป็นไง เย็นๆ? ลองใส่ลงไปในอ่างน้ำแข็งเป็นยังไง?

ผลสรุปก็จะออกมากลายเป็นว่า “sensory ของเรานั้นเชื่อไม่ได้ มือจับน้ำแข็งมาจับน้ำร้อน ได้เป็นอุ่นๆ ไม่แน่นอน" อ้า.... ถ้าอย่างนั้น เราก็จง "อย่าได้ไปเชื่อความรู้สึกของเรา" ว่าอะไรจริง ไม่จริง ความรู้สึกมันไม่แม่นยำ มันถูกหลอกได้ นี่ๆ ต้องใช้นี่ เทอร์โมมิเตอร์ วัดเอาเลย บอกได้ว่าน้ำร้อนกี่องศา อ่างไหนร้อน อ่างไหนเย็นกันแน่ ดีที่สุด"

ตำราวิทยาศาสตร์เบื้องต้นของเราก็ "สอน" ให้เรา discredit ความรู้สึก feeling ของเราไปเรียบร้อย

วิทยาศาสตร์สอนให้เราใช้และเชื่อประสาทสัมผัสของเราอย่างไว้เชิง ฝากความน่าเชื่อถือไว้ให้เครื่องมือ เครื่องไม้ต่างๆ ที่จะช่วย "ลดอคติ" ลงไปจากที่มนุษย์ใช้ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ อะไรที่เกี่ยวกับ "ความรู้สึก" ก็จะไม่สำคัญ เชื่อไม่ได้ หรือออกไปทางแง่ลบ เช่น emotional เป็นอะไรที่ทำให้เราไม่เป็นคนที่เด็ดขาด ตัดสินใจไมได้ ไม่กล้าได้กล้าเสีย

ฟังดูแล้วเหมือนตอนที่ผมถาม นศพ. (นักศึกษาแพทย์) ว่า อย่างไรที่น้องคิดว่าเป็นคุณลักษณะของหมอมืออาชีพ แล้วแกตอบว่า "emotionless" ค่ะ!!!

โดยไม่รู้ตัว การที่ "วิทยาศาสตร์" ลดความสำคัญ ลดการพูดถึงเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก ออกไปจากกระบวนการการเรียนรู้ สิ่งหนึ่งที่ค่อยๆเกิดขึ้นมาทีละน้อยๆก็คือ ความรู้ (sciences) ได้แยกตัวเองออกมาจาก moral Ethics คุณธรรม จริยธรรม ความดี ความงาม ความรู้สึก ความสุนทรีย์ต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้เพราะอะไร?

ถ้าเราลองนำมาคิด พิจารณา ใคร่ครวญ ไตร่ตรองกันให้ดีๆ อะไรๆที่เรา "ทำ" อยู่นี้ อะไรๆที่เรา "เป็น" อยู่นี้ สุดท้่ายจะเป็นเพื่อที่เราจะได้คิด หรือเพื่อที่เราจะได้รู้สึก...... กันแน่?

ในคำว่า "Value" หรือ คุณค่า นั้น เราใช้ "อะไร" รับรู่้คุณค่า จริงอยู่ที่เราอาจจะ "นับ" เพื่อบอกว่ามีอะไรมากหรือน้อย แต่แม้แต่คำว่า "มาก" หรือ "น้อย" ก็ไม่สัมบูรณ์ในตัวเอง และถ้าเราสืบสาวท้าวความ ความสำคัญของอะไรสักอย่างไปถึงรากเหง้่าเหล่ากอให้ได้

เราจะพบว่า root ของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีอะไรที่เป็น "รูปธรรม" อันคงทนถาวรเลย ล้วนแล้วแต่เป็นคุณค่าทางนามธรรม ที่เรา "รู้สึก" ทั้งสิ้น

แน่นอนที่เรายังสามารถค้นพบคนบางคนที่ยืนยันว่า คุณค่าที่เขามองหานั้น อยู่ในสิ่งที่สามารถชั่ง ตวง วัด นี่แหละ ต่อให้ยืนยันเช่นนั้น ก็จะค้นพบว่าเครื่องยึดเหนี่ยวแบบนี้มันไม่ได้ยั่งยืน ไม่ได้กระตุ้นให้เกิด "สุนทรีย์" แต่อย่างใด เป็นความสุขปนเครียด ความสบายใจปนๆกังวลใจ ความภูมิใจแฝงความหวาดระแวง กลัวจะสูญเสีย กลัวจะไม่คงอยู่ถาวร กลัวจะมีคนแซงล้ำหน้า ไม่ได้เป็น achievement ที่อยู่ในใจของเราอย่างแท้จริง ที่แม้จะไม่มีอะไรจะวัดได้ แต่เรารู้อยู่แก่ใจ.... ว่า it is there and mine forever.

วิทยาศาสตร์จะอธิบายความสัมพันธ์ ตามข้อตกลง ตามข้อสังเกต และตามวิธีการพิสูจน์ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งตลอดเวลา

แต่ลองมาฟังเรื่องเล่า ตำนาน “เมขลา ฟ้าร้อง ฟ้าแลบ" นอกเหนือจากเป็นการพรรณนาถึงสิ่งที่ผู้คนโบราณ "สังเกตเห็น ได้ยินได้ฟัง" แล้ว มักจะมีนัยยะของเรื่อง ความดี/ความชั่ว แฝงในคำอธิบายเหล่านั้นด้วยเสมอ แสดงให้เห็น attitude การเรียบรู้ของระบบ rationalism หรือตรรกศาสตร์ และสุนทรียศาสตร์ เรื่องเล่า ทางวิทยาศาสตร์ที่จะไม่จับต้องเรื่อง ความดี ความงาม เหล่านี้เลย

“จักรวาลทัศน์แบบจักรกลมองโลกแบบกลไก องค์กรจึงกลายเป็นเครื่องจักรที่ไร้ชีวิต”

วิทยาศาสตร์กับอารมณ์ (Emotion in Scince or Science of Emotion) นักคณิตศาสตร์วันๆทำอะไร? พี่โกมาตรได้มีโอกาสไปพูดคุยกับนักคณิตศาสตร์ฝรั่งจริงๆคนหนึ่ง ไปถามด้วยความสงกาว่า เอ... หมอ วิศวะ นี่ ก็พอนึกออกนะ ว่าทำงานอะไร และทำใจยังไงเวลาทำงาน แต่นักคณิตศาสตร์นี่ วันๆจะผ่านไปได้ เขาต้องทำยังไงบ้าง? คำตอบก็คือ “สิ่งแรกที่เขาทำ คือทำอารมณ์ให้เสน่หากับโจทย์!!!” เพราะโจทย์บางโจทย์ที่แก้ มันยากมากๆ ต้องเริ่มต้น build mood ก่อน จึงจะทำงานได้ ไม่งั้นก็คงจะไม่สามารถอยู่กับโจทย์ยากๆบางข้อ ที่ต้องใช้เวลาเป็นปีๆในการแก้สมการหรอก

เออ... แนะ แม้แต่ pure science อย่างคณิตศาสตร๋์ ก็ต้องมี build อารมณ์กันด้วยเหมือนกัน ฉะนั้น notion ที่ว่า hard science จะต้อง heartless นั้น คงจะไม่จริง เป็น illusion เฉพาะ hard scientist ที่ hard skull, hard heart บางคนเท่านั้นกระมัง?

Vision of Compassion เป็นหนังสือที่นักวิทยาศาสตร์คุยกับองค์ดาไลลามะ ก็มีความน่าสนใจมาก อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นคล้ายๆกับการเชื่อมโยงโลกแห่งวิทยาศาสตร์ กับโลกจิตวิญญาณ ซึ่งฝรั่งเองก็เคยเจอปัญหาใหญ่ในอดีต กลายเป็นตำนาน การต่อสู้ เป็น tragedy เป็นเรื่องเล่า (อาทิ Davinci's Code เรื่อง controversial ของคริสต์จักร กับ illuminati และ กลุ่มอัศวินผู้พิทักษ๋์ the Holy Grail) กระนั้น นักวิทยาศาสตร์สนใจอารมณ์ด้านลบ หรือเป็นผลลบและผลลัพธ์ของสมองเท่านั้น

เท่าที่มี review of literature มา ฟินนี เกทส์ นักจุดชะนวนระเบิดเกิดพลาด นึกว่าสายชะนวนต่อไว้เรียบร้อย ปรากฏว่ายังไม่มีสายชะนวนเลย พอตีชะแลงจุดระเบิดตูม ชะแลงปักเข้าแก้มซ้าย ทะลุสมองออกกระหม่อมออกไป กระเด็นไป 10 metres ไม่ยักตาย!! รู้สึกตัวอยู่ด้วย รถม้าพามาส่งโรงแรม ฟินนี เกทส์ ป่วยเกือบสองปี มีผ่าตัดเอา abscess ออก หายดี แต่ปรากฏว่า “อารมณ์หายหมด สภาพจิตปั่นป่วน” เปลี่ยนบุคลิกภาพไปอย่างสิ้นเชิง ไปประกอบอาชีพละครสัตว์ แล้วก็ป่วยตายในที่สุด เรื่องของฟินนี เกทส์ ก็แยกสมองเป็นส่วนๆ เป็นศาสตร์ของสมอง (phrenology) ต่อมากลายเป็น science of compassion แต่ก็ยังแห้งแล้ง เป็นวิทยาศาสตร์ของอารมณ์ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่มีอารมณ์ ยังตกลงไปร่องเดิม คือ การตรวจ การวัด นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงตื่นเต้นและมองเห็นการทำงานของสมองเป็นส่วนๆ เป็นท่อนๆ ว่าส่วนไหนทำให้เกิดอารมณ์ ส่วนไหนเกิดความคิด และการจัดการสมัยใหม่ ก็จะ based on เรื่องข้่อเท็จจริงเชิงปริมาณ แบบนี้ แนวการคิดแบบ analysis ก็คือ การแยกส่วนออกเป็นชิ้นย่อยๆ การ debate ก็คือ การแยกแยะองค์ประกอบรวมออก มองหาข้อบกพร่องของแต่ละส่วน "วิเคราะห์" ก็เป็นการ "แยกแยะ" อยู่ดี

ไม่มีการมองอะไรเป็น​ "องค์รวม" ที่มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน!!!

ต่อๆมา การทดลอง และการสังเกต และการรับรู้ เริ่มมีความชัดเจนขึ้น

Hawthorne Effects: a temporary change to behavior or performance in response to change in environmental conditions with the response being typically an improvement. (First used in 1955 by Henry A. Landsberger)

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงแม้่แต่เพียงเล็กน้อย ก็จะกลายเป็นผลบวกได้เสมอ สำหรับคนที่ทำงานในนิเวศนั้นๆ แม้ว่า original แล้ว จะเป็นการปรับความเข้มของแสงในการทำงาน แต่ภายหลัง Hawthorne Effect จะหมายรวมไปถึงการปรับเปลี่ยน environment อะไรก็ได้ด้านอื่นๆด้วย

ไปๆมาๆ ผลบวกที่เกิดขึ้นกับคนงานนั้น เป็นเพราะคนงานรู้สึกว่าตนเองมีคนสนใจ เฝ้าดู ถามไถ่ว่าเป็นยังไง รู้สึกยังไง เท่านั้นเอง!!!!

เริ่มเห็นอารมณ์กับสิ่งที่เรารับรู้มากขึ้น ผัสสะ (sense) สัญญะ (sign) ผัสสะที่ทื่อและด้านชากับอารมณ์ต้องห้าม:

ข้อเท็จจริง/เรื่องเล่า ตัวเลข/เรื่องราว การเล่าเรื่องของชาวบ้านเป็นการสื่อสารอารมณ์ เพราะอารมณ์นี้เอง ที่มัน make sense ต่อชาวบ้าน แต่เรามักจะตัดบท ไม่อยากฟัง เพราะเรามุ่งจะไปค้นหาอวัยวะก่อเหตุเพียงอย่างเดียว ก็เพราะตอนเราเรียน เราเรียนมาแบบนั้น เราเกิดความภาคภูมิใจเพราะเราวินิจฉัยโรคได้ พอวินิจฉัยได้ ก็สั่งยาได้ บอกวิธีรักษาได้ รักษาได้แปลว่าเก่ง

แต่ตอนที่เราเรียนหมอ ไม่ยักมีใครชมว่าเรา "เข้าใจคนไข้" มีแต่ชมว่ารู้โรคนั้น รู้จักโรคนี้

เรื่องนี้จะต้องแก้ไขกันไกลเลยทีเดียว ไม่เพียงแต่การจัดประสบการณ์ การเรียนการสอน แต่ต้องปรับที่คนสำคัญคือ role model ด้วย

ต้องแก้ไขด้วยการหัดถามประวัติ การสัมภาษณ์ ให้ได้เรื่องราว ความหมาย และสิ่งที่สื่อสารอารมณ์จากคนไข้และครอบครัวของเขามาด้วยให้ได้ มิฉะนั้น เราจะเริ่ม “รู้สึกไม่เป็น” เพราะเราทอดทิ้งเรื่องนี้ไปแล้ว

เดี๋ยวนี้เปลี่ยนการสื่อสารการปวดเป็น pain score ไม่ต้องเอาเรื่องอื่นมาพูดกันให้เสียอารมณ์ พอคนไข้มาถึงบอกว่าปวด อ้าปากจะอธิบายว่ามันปวดถึงใจยังไง ปวดจนนอนไม่หลับ ต้องดิ้น ต้องบิดตัวทรมานยังไง หมอยกมือห้าม บอก "ไม่เอาๆ ยังงั้นไม่เอา..... เอาแบบนี้นะจ๊ะ ไม่ปวดเลย ให้คะแนนเท่ากัยศูนย์ ปวดมากที่สุดในชีวิต ไม่มีปวดมากกว่านี่้อีกแล้ว ให้คะแนนสิบ เข้าใจไหม? เอ้า... ทีนี้ ปวดเท่าไหร่ล่ะจ๊ะ?"

คนไข้ก็ทำตาปริบๆ ที่จะเล่าความ "ถึงใจ" ในการปวด ก็ถูกลดราคาลงไปเหลือตัวเลข 7, 8 ที่แม่เคยเล่าให้ลูกๆฟังว่า ตอนแม่เบ่งลูกออกมา "แม้!! มันปวดถึงใจ ต้องบีบมือพ่อ (เจ้าตัวดี) จนมือเขียวทุกครั้งที่มดลูกบีบ" เดี๋ยวนี้แม่ก็เล่าว่า "เอ่อ  ตอนแรกมันก็ 4-5 ตอนมากๆก็ 7-8 เดี๋ยวหมอให้ยา ก็เหลือ 2-3 ล่ะลูก"

ฟังดูแล้วอยากจะทำตาปริบๆตามคนไข้เหมือนกันนิ

นี่ถ้ามีคนไข้คนไหน อ้อนมากๆ ถามว่าปวดเท่าไหร่ แล้วกลัวจะไม่ได้ยา เลยตอบ "10 ครับหมอ โอ๊ย สิบแน่ๆเลย"

หมอมองอย่างไม่ไว้วางใจ (ไอ้นี่จะหลอกเอายาตูรึเปล่า) "สิบคืออะไร?" (แน่ะ มีการทดสอบความแม่นด้วย) "สิบคือปวดที่สุดคะ.....รับ" (บิดตัวไปมา)

"อ่า ฮ้า!" หมอได้ที "งั้นแปลว่า ต่อๆไปไม่มีการปวดมากกว่านี่แล้วนะ เพราะเธอให้ครั้งนี้ 10 ไปแล้ว!!!"

"..................."

โลกแห่งการวัด การชั่ง การตวง มันลดทอนความเป็นมนุษย์ลงไปทีละน้อยๆ เพื่อที่เรา (บางคน... ในที่นี้คือแพทย์ พยาบาล) จะได้ "สะดวกมากขึ้น" และ "ทำงานได้ง่ายขึ้น" บางทีเราอาจจะต้องมาคิดว่า สิ่งที่เรา sacrifice ไป กับสิ่งที่เราได้มา มัน "คุ้ม" มากน้อยเพียงไรบ้าง..... ไหมหนอ????

Inter-subjective อัตวิสัยสัมพันธ์

ต่างจาก subjective / objective เป็นความเข้าในอารมณ์ นักวิทยาศาสตร์ชอบอะไรที่เป็นภววิสัย (objectivity) สูงๆ ความเป็นปรนัยเยอะๆ แต่คุณค่า value และสิ่งดีๆนานาประการ มันเป็นอัตวิสัยเสียเยอะ แต่มันก็อาจจะไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนไปมา ไม่แน่นอน

และสำหรับที่เราจะสามารถเกิด empathy ได้นั้น มันจะต้องไม่ใช่มี subjectivity (อัตวิสัย) หรือ objectivity (ภววิสัย) แต่ต้องมี inter-subjectivity (อัตวิสัยสัมพันธ์) การเข้าถึงซึ่งความรู้สึกของผู้อื่นได้อีกด้วย ในการทำงานของเรา ดังนั้นคนที่แม้แต่ความรู้สึกของตนเอง คนใกล้ชิด ครอบครัว ก็ยังไม่ใส่ใจ ไม่ care ไม่คิดว่าสำคัญ จะมาทำงานเป็นหมอ เป็นพยาบาลที่มีอัตวิสัยสัมพันธ์นั้น คงจะต้องมีงานให้ฝึกฝน ให้ปฏิบัติ ให้คิด ให้ไตร่ตรองอีกเยอะมาก