สำหรับผมแล้วการยอมรับหมายถึงการ “ไม่ตัดสิน” หมายถึงการที่เรา “ได้ยิน Voice of Judgement” ของเรา เป็นความเข้าใจว่าในตัวเรามี “เสียงที่อยู่ภายใน” มันคือเสียงที่ดังอยู่ในหัว ที่ชอบตัดสินสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่เกิดจนเคยชิน เกิดจากทักษะที่ชอบวิเคราะห์สังเคราะห์ ชอบสรุปตีความ และให้ความหมายกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า
การยอมรับจะทำได้หากสติของเราว่องไวซึ่งก็หมายถึงการที่เรานั้น “อยู่กับปัจจุบัน” สามารถละการปรุงแต่งต่างๆ ได้ ใช้ชีวิตอยู่อย่างสดๆ อยู่กับช่วงขณะนั้นๆ เป็นการอยู่ที่บริบูรณ์ เต็มเปี่ยม เป็นการ Live with that moment เป็นอยู่อย่างรู้ตัวทั่วพร้อม อยู่อย่างนอบน้อมเพราะเห็นว่าตัวเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เรามิอาจมีชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นเอกเทศ
ข้อความดีๆ ที่ติดอยู่ในร้านของคุณไกรฤกษ์ที่ตลาดน้ำอัมพวา

การยอมรับมิใช่การยอมแพ้ มิได้แปลว่าเราต้อง “แบมือแบเท้า” หรือ “ปล่อยปละละเลย” หรือ “วางเฉย” แบบประมาท หากแต่ต้องเป็นการวางเฉยอย่างที่เรียกว่า “อุเบกขา” คือวางเฉยด้วยปัญญา ผมเคยใช้วิธีสื่อสารแบบใหม่ๆ เพื่ออธิบายความหมายของอุเบกขาว่า เป็นสภาวะที่อยู่ตรงกลางระหว่างคำว่า “ปล่อยเกาะ” กับคำว่า “ปล่อยให้เกาะ”
อุเบกขาต้องไม่ใช่ทั้ง “ปล่อยเกาะ” และ “ปล่อยให้เกาะ” เพราะคำว่าปล่อยเกาะหมายถึงการไม่ใยดี เพิกเฉย ไม่สนใจ เขาจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ซึ่งอุเบกขานั้นไม่ใช่การเฉยในทำนองนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่การ “ปล่อยให้เกาะ” เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่ใช่อุเบกขาเช่นกัน อุเบกขาเป็นการอยู่กับปัจจุบันอย่างที่สุด คือการ “สักแต่เห็น สักแต่ได้ยิน” เป็นการที่เรา “IN” กับเรื่องนั้นๆ แต่ไม่ได้ “IN” อย่าง “โงหัวไม่ขึ้น”
วันนี้เริ่มต้นบันทึกด้วยเรื่อง “การยอมรับ” แต่กลับมาจบด้วยเรื่อง “อุเบกขา” แต่ผมว่าสองเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกัน หรือท่านเห็นเป็นเช่นใด เชิญ Comment มาได้ตามสบายครับ เพราะถึงอย่างไรผมก็ “ยอมรับ” และ “ชื่นชม” ทุก Comment ที่ทุกท่านเขียนมา. . .
ภาพบรรยากาศในร้านงานศิลป์-ธรรมะ ของคุณไกรฤกษ์ที่ตลาดน้ำอัมพวา

อุเบกขา
เป็นคุณธรรมที่ทำยากจริงๆ ครับ เมื่อพยามจะ รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง ก็เหมือนยิ่งไม่รู้อะไรเลย พยามที่จะข่มก็ ยิ่งซัดส่าย
ผมว่า ถ้าสามารถ "วางอุเบกขา" ได้ แสดงว่า "สติ" ต้องว่องไวอย่างยิ่งครับ . . . จึงต้องกลับมาฝึก "ตามรู้" ตามดูกาย ตามดูใจ ให้บ่อยขึ้นๆ ครับ