ความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับการ Counseling

สวัสดีสมาชิกชาว Blog ทุกท่านค่ะ .... ดิฉันได้มีโอกาสไปเข้าร่วมโครงการพัฒนาเทคนิคการให้คำปรึกษาสำหรับบุคลากรฝ่ายกิจการนิสิต เมื่อวันที่  6 - 7  มีนาคม  2551  มาค่ะ  ซึ่งในโครงการ ฯ
ดังกล่าวได้มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และมากด้วยประสบการณ์มาอย่างท่าน รองศาสตราจารย์
ดร.ทิพยวรรณ  กิตติพร และ ท่านรองศาสตราจารย์กิติมา  ศศะนาวิน มาบรรยายและเล่าประสบการณ์ให้กับผู้เข้าอบรมในครั้งนี้ค่ะ    

        อันที่จริงก่อนการเข้าอบรมในครั้งนี้ของดิฉัน  เกี่ยวกับการ Counseling  นั้นคือ   การพูดคุยและรับฟังปัญหาทั่ว ๆ ไป หลังจากนั้นผู้ให้คำปรึกษาก็กล่าวถ้อยคำที่เป็นกำลังใจให้กับผู้ที่เข้ารับคำปรึกษาเท่านั้น 

            แต่หลังจากการเข้าร่วมโครงการฯ นี้ ความเข้าใจของดิฉันเปลี่ยนไปมากเลยค่ะ  และก็ทำให้ถึงความสำคัญของ Counseling มากขึ้นด้วย  ซึ่งก็จะขออนุญาตเล่าแบบไม่เป็นเชิงวิชาการนะค่ะ (เพราะว่าไม่ถนัดค่ะ) อย่างแรกเกี่ยวกับผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษานั้นไม่ได้เป็นกันง่าย ๆค่ะ  (สำหรับดิฉัน)   ก็คือว่า จะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจตนเอง  (ซึ่งบางทีก็ยังงง ไม่ค่อยเข้าใจในตนเองก็มีค่ะ)  มีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง เป็นผู้ที่จัดการกับอารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนาได้  มีความจริงใจในการช่วยเหลือผู้อื่น  ซื่อสัตย์ เป็นธรรมชาติ  และมีความหนักแน่นในตนเอง หรือเป็นผู้ที่มีสุขภาพจิตดี  เข้าใจผู้อื่น มีความสามารถในการเข้าใจปัญหา มองเห็นแนวทางในการแก้ปัญหา ไวต่อความรู้สึกของผู้อื่น  ไม่ประเมินผู้อื่นด้วยกฎเกฎฑ์ของตน มีความอดทน และที่สำคัญสุด ๆ เลยก็คือ  การรักษาความลับค่ะ  นี่เป็นคุณสมบัติฉบับย่อ ๆ ของผู้ที่จะทำหน้าที่ผู้ให้คำปรึกษาที่ดีนะค่ะ                                                    นอกจากนี้  รศ.กิติมา  ได้ฝึกอบรมผู้เข้าร่วมโครงการฯ  เกี่ยวกับการสังเกตท่าทาง และความรู้สึกของผู้เข้ารับคำปรึกษาในกรณีต่าง ๆ  เพื่อให้เข้าใจและมองให้เห็นถึงปัญหาที่แท้จริง   (ตรงนี้อยากจริง ๆ ค่ะ)  เพราะบางทีผู้ที่เข้ามาหาเรานั้นก็มีหลายอย่างแตกต่างกันไป                  

            สำหรับจุดมุ่งหมายของการให้คำปรึกษามีดังนี้ค่ะ    ซึ่งจุดมุ่งหมายจะแบ่งเป็น 2 ระยะ  คือ ระยะยาว และระยะสั้น ซึ่งจะเกี่ยวข้องโดยตรงการการช่วยให้ผู้มาขอรับคำปรึกษาได้มองเห็นปัญหา อุปสรรค จนสามารถวิเคราะห์ได้ว่าอะไรคือสาเหตุ  และสามารถลงมือปฏิบัติเพื่อการแก้ปัญหา  การจัดการกับความทุกที่เกิดขึ้น การปรับตัว การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เหมาะสม และจะนำไปสู่จุดมุ่งหมายระยะยาว นั่นคือ มีทักษะชีวิตในทุก ๆ มิติตลอดจนการพัฒนาตนเอง  นำไปสู่การดำเนินชีวิตที่สงบ เย็น เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์  (จากคู่มือประกอบการอบรมฯ)                                      

             เรื่องหนึ่งที่อยากจะนำมาเล่าสู่ให้ทราบกันค่ะ เกี่ยวกับผลการวิจัยและการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กไทยยุคใหม่ พบว่าเด็กไทยส่วนหนึ่งมักจะไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นในตนเอง จิตใจอ่อนแอ  ขาดความรักในจิตใจ ขาดความเชื่อใจมนุษย์  ขาดความชื่นชมและเชื่อมั่นในตนเอง กลายเป็นคนโหยหาความรักจากคนอื่น  ค่อนข้างระแวง ขี้เหงา รอคอยความสุขไม่เป็น ต้องการความรวดเร็ว ขาดความยับยั้งชั่งใจ ตัดสินใจง่ายบนพื้นฐานความสุขด้วยการเสพวัตถุสิ่งของราคาแพง  ทำงานหนังไม่เป็น  ขี้เกียจ  ชอบสบาย  อ่อนแอ  ไม่ค่อยสนใจ เรื่องศาสนา ไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ไม่ใส่ใจเรื่องการทำบุญ ห่างเหินวิถีชีวิตดั้งเดิม  ขาดการเชื่อมโยงมองปัญหาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมไม่ออก  มีความสับสน  มองเหตุผลเข้าข้างตนเอง เคารพตัวเองน้อยลง  ในขณะเดียวกันก็มีความคิดแบบเสรี  ปล่อยเนื้อปล่อยตัว มีเพศสัมพันธ์ง่าย  รวดเร็ว เปราะบาง ซึ่งทำให้มีความแตกแยกง่าย มีการทำแท้ง ฯลฯ  ซึ่งงานวิจัยนี้หลาย ๆ คนก็อาจจะทราบอยู่บ้าง                        ในที่นี้ดิฉันขออนุญาตแสดงความคิดเห็นว่า อาจจะเป็นเพราะสภาพสังคมที่ก้าวกระโดด  ที่มีแต่การแข่งขัน แย่งชิง ทำให้ผู้ปกครองต้องเคร่งเครียดอยู่กับการแข่งขัน หารายได้มาจุนเจือครอบครัว  จึงอาจจะไม่ค่อยมีเวลาในการดูแล ให้คำปรึกษาแก่ลูก ๆ หลาน ๆ ที่อยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ  ซึ่งเป็นวัยที่มีความเสี่ยงและมีความเปราะบางทางอารมณ์ค่อนข้างมาก  บวกกับสภาพสังคมที่มีแต่การแข่งขัน กดดัน วัยรุ่นไทยจึงยิ่งต้องการผู้ที่เข้าใจ ให้ความรักความอบอุ่น ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร คือ คนในครอบครัวนั่นเอง  หากคนในครอบครัวไม่สามารถจะเป็นที่พึ่งพิงได้  จึงทำให้วัยรุ่นหันไปพึ่งพิงบุคคลอื่นๆ  เช่น เพื่อน หรือดารา นักร้อง ดังที่ท่านเห็นได้ในปัจจุบัน     

              และอีกสิ่งหนึ่งที่ดิฉันประทับใจจากการอบรมในครั้งนี้ คือ วิทยากรท่านแนะนำว่า  การแสดงความรักในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญมาก (หรือสามารถนำไปใช้ได้ในการให้คำปรึกษา ซึ่งก็แล้วแต่กรณีและสถานการณ์นะค่ะ)  เป็นสิ่งที่แสดงออกได้ไม่ยากเลยค่ะ   และคิดว่าทุกท่านก็ทำได้แน่นอนกับบุตรหลานของท่าน เพื่อเป็นการสร้างเกราะคุ้มกันในหัวใจให้กับพวกเค้า  โดยที่ท่านไม่ต้องพยายามสรรหาคำอธิบาย ว่ารักพวกเค้ามากเพียงใด  นั่นคือ  การกอดค่ะ   สิ่งเหล่านี้เป็นการป้องกันการเกิดปัญหา  และง่ายกว่าการแก้ปัญหา  ดังนั้น  "วันนี้คุณกอดคนในครอบครัวของคุณกันแล้วรึยังค่ะ"

"ความรักใด ก็ไม่มั่นคงเที่ยงแท้ และเสมอเหมือน เท่ากับความรักของพ่อแม่"