การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐโดยสันติวิธี
1. ลักษณะของข้อพิพาทมี 2 ลักษณะคือ
- ข้อพิพาทระหว่างรัฐทางการเมือง อาจมีการระงับกันได้โดยวิธีการทางการทูตและโดยการที่องค์การระหว่างประเทศสอดแทรกเข้าไปดำเนินมาตรการต่างๆ
- ข้อพิพาทระหว่างประเทศทางกฎหมาย อาจมีการระงับกันได้โดยวิธีการทางศาล อย่างไรก็ตามในบางกรณีอาจมีการระงับข้อพิพาททางกฎหมายโดยวิธีทางการทูตก็ได้
หลักที่ว่า รัฐมีสิทธิที่จะเลือกวิธีการระงับข้อพิพาท
มาตรา 33 เป็นบทบัญญัติซึ่งเพิ่มเติมมาตรา 2(3) ของกฎบัตรสหประชาชาติ ได้บัญญัติว่าถ้าการพิพาทจะทำให้สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศถูกคุกคาม คู่พิพาทต้องพยายามระงับข้อพิพาทโดยวิธีการเจราจากัน หรือโดยการสอบสวนข้อเท็จจริงที่ก่อให้เกิดการพิพาท หรือโดยการรอมชอมกัน หรือโดยอนุญาโตตุลาการ หรือโดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือโดยองค์การหรือข้อตกลงส่วนภูมิภาคหรือโดยวิธีอื่นๆ
2. วิธีการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี แบ่งออกเป็นรูปแบบได้ 7 วิธีคือ
2.1 การเจรจา หมายถึง กรณีที่รัฐคู่พิพาทได้ดำเนินการปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนข้อเรียกร้องและเหตุผลที่สนับสนุนข้อเรียกร้องของตน ไม่ว่าด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อที่จะได้รับการปรับข้อเรียกร้องของทั้งสองฝ่ายให้เกิดสมดุลกัน อันนำไปสู่ความตกลงยุติข้อพิพาทในท้ายที่สุด
2.2 การไกล่เกลี่ยหรือการจัดเจรจา หมายถึง ในกรณีที่มีการเจรจาล้มเหลวหรืออาจไม่มีการเจรจากันมา รัฐฝ่ายที่สามได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือได้ 2 รูปแบบคือ
- เข้ามาไกล่เกลี่ย (Mediation) ได้แก่ การที่รัฐฝ่ายที่สามยื่นมือเข้ามาแทรกแซงในกรณีพิพาท โดยนอกจากจะจัดให้รัฐคู่กรณีพิพาทพบปะเจรจากันแล้ว รัฐฝ่ายที่สามยังมีข้อเสนอที่เป็นแนวทางยุติข้อพิพาทให้คู่กรณีได้พิจารณาด้วย
- เข้ามาจัดเจรจา (Good offices) ได้แก่ กรณีที่รัฐที่สามเข้ามาแทรกแซงเมื่อรัฐเกิดข้อพิพาทต่อกันโดยรัฐที่สามนั้นเป็นผู้จัดให้รัฐคู่พิพาทได้เจรจากัน เพื่อจะได้ตกลงรอมชอมกันเองได้ ดังนั้น การเจรจา การไกล่เกลี่ย อาจได้รับการช่วยเหลือจากองค์การระหว่างประเทศ เพราะคู่พิพาทมีความไว้วางใจองค์การระหว่างประเทศในฐานะจะให้ความยุติธรรม แต่การไกล่เกลี่ยโดยการช่วยเหลือของประเทศที่สาม อาจจะไม่ได้รับความไว้วางใจจากคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในเรื่องความยุติธรรม ว่าประเทศที่สามจะวางตัวเป็นกลางต่อการไกล่เกลี่ยนี้มากพอหรือไม่
2.3 การไต่สวน หมายถึง การสอบสวนซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อจะค้นหาความจริงอันถือได้ว่าเป็นพื้นฐานของการทราบสาเหตุของที่มาของข้อพิพาท โดยพยายามรวบรวมข้อเท็จจริง สภาวการณ์ทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาเป็นแนวทางต่อการยุติข้อพิพาทระหว่างรัฐต่อไป
อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1907 กำหนดวิธีการไต่สวนโดยมีสาระสำคัญคือ
- วิธีการไต่สวนมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อยุติปัญหาข้อเท็จจริง
- ความสมัครใจยินยอมของรัฐคู่พิพาทให้นำการไต่สวนมาใช้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญและจะต้องใช้ต่อเมื่อสถานการณ์อำนวยเท่านั้น
- คณะกรรมการไต่สวนได้รับการแต่งตั้งโดยสนธิสัญญาพิเศษระหว่างรัฐคู่พิพาท
- รายงานข้อคณะกรรมการไต่สวนไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีต่อรัฐคู่พิพาทที่จะต้องดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป
2.4 การประนีประนอม หมายถึง วิธีการที่รัฐคู่พิพาทมอบอำนาจหน้าที่ให้คณะกรรมการประนีประนอมให้ทำการสอบสวนข้อพิพาทที่เกิดขึ้น อันเป็นพัฒนาการต่อเนื่องจากการไต่สวน แต่ไม่เพียงประมวลข้อเท็จจริงแล้วทำรายงานเท่านั้น ยังมอบอำนาจให้คณะกรรมการคณะนั้นเสนอลู่ทางในการยุติข้อพิพาทด้วย โดยที่รัฐคู่พิพาทไม่จำต้องผูกพันตามข้อเสนอแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ การระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยการประนีประนอม จึงเป็นวิธีการที่นุ่มนวลและยืดหยุ่น รัฐคูพิพาทมีอิสระเสรีภายใต้อำนาจอธิปไตยที่จะตัดสินใจดำเนินการหรือไม่ดำเนินการอย่างใดที่เป็นการยุติข้อพิพาท โดยส่วนใหญ่เป็นข้อพิพาทในเรื่องผลประโยชน์ส่วนได้เสียของรัฐ ดังนั้นหากมีการต่อรองกันลงตัวตามที่คณะกรรมการประนีประนอมเสนอลู่ทางก็เป็นวิธีหนึ่งที่แก้ไขข้อพิพาทได้
2.5 การใช้วิธีอนุญาโตตุลาการ หมายถึง กระบวนการการระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศ โดยตามปกติจะเป็นกรณีพิพาทในแง่กฎหมายและตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพกฎหมายหรือสนธิสัญญา ตามที่คนกลางตัดสินชี้ขาด
ลักษณะโดยทั่วไปของการใช้วิธีอนุญาโตตุลาการจะประกอบไปด้วยลักษณะสำคัญๆ ดังนี้
- การยอมรับวิธีการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความสมัครใจของรัฐคู่กรณีซึ่งอาจตกลงกันขณะที่เกิดข้อพิพาท หรือกำหนดไว้ในสนธิสัญญาเป็นการล่วงหน้าก็ได้
- อนุญาโตตุลาการอาจเป็นบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งเลือกโดยความเห็นชอบร่วมกันของรัฐคู่กรณี
- หลักเกณฑ์การตัดสินของอนุญาโตตุลาการจะยึดถือหลักการแห่งกฎหมายระหว่างประเทศ หรือหลักความยุติธรรม เนื่องจากตามปกติจะเป็นข้อพิพาททางกฎหมาย
- คำตัดสินของอนุญาโตตุลาการถือเป็นที่สุดและผูกพันรัฐคู่กรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม แต่จะไม่ผูกพันรัฐที่สาม ทั้งนี้เว้นเสียแต่ว่าคำตัดสินนั้นเกิดจากความผิดพลาดในด้านกฎหมาย หรือกระบวนการพิจารณา เป็นต้น
2.6 ศาลอนุญาโตตุลาการ หมายถึง การมอบความไว้วางใจในการตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทกับองค์การระหว่างประเทศ แต่ไม่มีลักษณะเป็นศาลอย่างแท้จริง เพราะเน้นเฉพาะกิจ รวดเร็ว ทันสถานการณ์ โดยมีสถาบันตั้งขึ้นอย่างถาวรตามอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1899 และ 1907 กำหนดว่า รัฐภาคีแต่ละรัฐจะส่งรายชื่อผู้มีความสามารถ 4 คน ซึ่งอาจมิใช่บุคคลในสัญชาติของรัฐตนก็ได้ ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 120-150 คน รัฐคู่กรณีอาจตกลงกันที่จะเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อดังกล่าวเพื่อให้เป็นอนุญาโตตุลาการ เพื่อพิจารณาตัดสินข้อพิพาทระหว่างกันได้
คำตัดสินของอนุญาโตตุลาการเป็นคำชี้ขาดที่ถึงที่สุด กล่าวคือ ไม่อาจที่จะเพิกถอน เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ตามมีข้อยกเว้นอยู่ 3 ประการคือ
1. รัฐคู่พิพาทกล่าวอ้างว่าคำตัดสินชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะ เนื่องจากมีข้อบกพร่อง เช่น อนุญาโตตุลาการกระทำการเกินอำนาจ หรือสำคัญผิดในข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริง เป็นต้น
2. การยกเลิก เพิกถอน เปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติม คำตัดสินชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ อาจสืบเนื่องมาจากการค้นพบข้อเท็จจริงในคดีขึ้นใหม่ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้มีความสำคัญถึงขนาดที่อาจทำให้มีการตัดสินชี้ขาดเป็นอย่างอื่นได้ หากว่าอนุญาโตตุลาการผู้ตัดสินชี้ขาดได้ทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อนที่จะทำการตัดสินชี้ขาด
3. รัฐคู่พิพาทอาจขอให้มีการตีความคำตัดสินชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในกรณีที่รัฐคู่พิพาทเกิดขัดแย้งกันถึงความหมายที่แท้จริงของคำตัดสินชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ
2.7 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หมายถึง การระงับข้อพิพาททางศาลตามความหมายที่แท้จริง เนื่องจากเป็นลักษณะของการเสนอข้อพิพาทให้ศาลที่จัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวร ก่อนหน้าที่จะมีกรณีพิพาทระหว่างประเทศ โดยมีผู้พิพากษาประจำอยู่ มีระเบียบกฎเกณฑ์และวิธีพิจารณาความของตนเองซึ่งแตกต่างจากการระงับข้อพิพาทโดยทางอนุญาโตตุลาการ แต่เป็นการระงับข้อพิพาททางกฎหมาย และอยู่บนพื้นฐานของการเคารพกฎหมายเช่นเดียวกัน
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศปัจจุบันเป็นองค์กรหลักของสหประชาชาติ มีธรรมนูญศาลโดยเฉพาะและสมาชิกสหประชาชาติเป็นสมาชิกของศาลโลกนี้ด้วย แต่รัฐอื่นก็อาจเข้าเป็นสมาชิกศาลโลกได้ ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ศาลโลกประกอบไปด้วยผู้พิพากษา 15 คน อยู่ในตำแหน่งคราวละ 9 ปี แต่งตั้งโดยความเห็นชอบร่วมกันของสมัชชาใหญ่ และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ผู้พิพากษาจะเลือกประธานและรองประธาน ซึ่งอยู่ในตำแหน่ง 3 ปี และอาจได้รับเลือกใหม่ได้ ผู้พิพากษา 9 คน ถือว่าครบองค์คณะและการตัดสินถือตามเสียงข้างมาก
ศาลโลกมีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาข้อพิพาทเกี่ยวกับ
- การตีความตามสนธิสัญญา
- ปัญหากฎหมายระหว่างประเทศ
- ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อผูกพันระหว่างประเทศ
- กรณีความเสียหายอันเกิดจากการละเมิดพันธะระหว่างประเทศ นอกจากนี้ศาลโลกยังมีอำนาจให้คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหากฎหมายในกรณีถูกร้องขอจากสมัชชาใหญ่หรือคณะมนตรีความมั่นคง
คำพิพากษาของศาลโลกมีลักษณะเป็นพันธกรณีที่คู่กรณีจะต้องปฏิบัติตามและคำพิพากษาถือเป็นที่สุด และผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้น ถ้ารัฐใดไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา รัฐอีกฝ่ายหนึ่งอาจร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งถ้าคณะมนตรีความมั่นคงเห็นว่าจำเป็นก็อาจทำคำแนะนำ หรือวินิจฉัยมาตรการที่จะดำเนินการเพื่อให้เกิดผลตามคำพิพากษาได้
ที่มา : นพนิธิ สุริยะ กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , สมบูรณ์ เสงี่ยมบุตร อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายและเอกอัครราชทูตไทย กฎหมายระหว่างประเทศ , กฎหมายระหว่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วันที่ 14 มีนาคม 2551 เวลา 16.16 น.