ประเด็นที่เข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการพัฒนาสมอง

 

 

            ผมได้อ่านหนังสือ ทฤษฎีการเรียนรู้ของสมอง สำหรับพ่อแม่ ครูและผู้บริหาร"   เขียนโดย  ศ.ดร.อารี สัณฉวี   เห็นว่าน่าสนใจดี เพราะมีหลายประเด็นที่ทั้งคุณครู ผู้บริหาร และ พ่อแม่ ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่   โดยความเชื่อเดิม จะเป็นความเชื่อที่ผมเขียนขึ้นเองจากประสบการณ์จริง  ส่วนคำตอบจะเป็นเรื่องของทฤษฎีสมอง   ดังนี้ครับ

 

         ความเชื่อเดิม   :   ใช้โทรทัศน์หรือเกมคอมพิวเตอร์เลี้ยงลูก

          ทฤษฎีสมอง    :    เด็กที่ได้แต่นั่งดูโทรทัศน์ หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ จะทำให้เซลล์สมองในส่วนของสมองด้านการเคลื่อนไหว และ การคิดแก้ปัญหาไม่ได้ใช้  เดนไดรท์ของเซลล์สมองด้านนั้นจะอ่อนและมีน้อยมาก ทำให้ความสามารถด้านนั้นๆของเด็กจะลดลงหรือไม่มีเลย

 

         ความเชื่อเดิม   :  เด็กจะต้องดุ ต้องด่า  ไม่งั้นจะไม่มีระเบียบ ไม่เรียนหนังสือ  ไม่ทำการบ้าน ไม่ทำงาน

         ทฤษฎีสมอง :   นักเรียนที่จะเรียนได้ดี ควรจะมีอารมณ์ทางบวก หรือไม่เครียด เพราะอารมณ์เครียด ทำให้สารสื่อประสาทในสมองไม่สามารถไหลไปติดต่อกับใยเดนไดรท์ของนิวรอนอื่นได้ ทำให้ไม่เกิดการคิดและการเรียนรู้

            นอกจากนั้นในสมองมีสารสื่อประสาทสองประเภท คือ

         -  สารกระตุ้นสมอง เช่น เอนดอร์ฟิน  สารนี้ถ้าประสบการณ์ที่ได้รับทำให้เกิดความรู้สึกที่ดี มีความสุข 

        -   สารกดสมอง เช่น อะดรีนาลีน  สารเคมีเหล่านี้ จะเกิดขึ้นถ้าประสบการณ์ที่ได้รับทำให้เกิดความรู้สึกไม่พอใจ ถูกข่มขี่ทางกายและใจ ทำให้เกิดความเครียด ความทุกข์

 

         ความเชื่อเดิม    :   เด็กโง่มาแต่กำเนิด  พัฒนาไม่ได้

         ทฤษฎีสมอง  :    สมองพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้

 

         ความเชื่อเดิม   :   เด็กยังทำอะไรเองไม่ได้  ผู้ใหญ่ต้องดูแลและทำให้ทุกอย่าง

         ทฤษฎีสมอง   :   เจน ฮิลลี พูดถึงเรืองการเสริมสมอง (enrichment)

สรุปว่า ผลเสียจากการที่ผู้ใหญ่ดูแลเด็กโดยทำทุกอย่างให้เด็ก ซึ่งทำให้เด็กขาดความคิดสร้างสรรค์และความคิดริเริ่ม และยิ่งถ้าผู้ใหญ่ควบคุมดูแลกิจกรรมทุกอย่างของเด็ก เด็กเหล่านี้ จะโตชึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดทักษะในการคิดแก้ปัญหาการจัดการ ตลอดจนขาดแรงจูงใจ

 

       ความเชื่อเดิม   :  เด็กไม่มีน้ำใจ  สอนเท่าไรก็ไม่จำ

       ทฤษฎีสมอง  :  การพัฒนาสมองด้านสังคมของเด็ก ซึ่งธรรมชาติของสมองจะมีความรู้สึกเห็นใจ สงสารความทุกข์ยากลำบากของผู้อื่นอยู่แล้ว  โรงเรียนควรมีโครงการให้นักเรียนได้ฝึกบำเพ็ญประโยชน์ในโรงเรียน ในชมรม และในระดับประเทศ  ถ้าได้มีการจัดอย่างจริงจัง จะช่วยสร้างนิสัยแห่งจิตบริการหรือจิตอาสาให้แก่นักเรียน

      ความเชื่อเดิม  :  เด็กเก่งเลข ครูรัก  เป็นหนักหนา

    ทฤษฎีสมอง :  การด์เนอร์ ได้เสนอแนวคิดใหม่ว่า มนุษย์มีความสามารถ ความเก่งหรือปัญญาในด้านต่างๆ ไม่เหมือนกัน ความเก่งหรือปัญญาความสามารถมี  8 ด้าน คือ ด้านภาษา ด้านคณิตศาสตร์ ด้านมิติ ด้านดนตรี ด้านร่างกายเคลื่อนไหว ด้านมนุษย์สัมพันธ์ ด้านตน  ด้านนักธรรมชาติวิทยา

 

           ความเชื่อเดิม   :  เด็กมีคุณธรรมได้ด้วยการอบรมจากพ่อแม่ ครู และ พระ

          ทฤษฎีสมอง     :  วิลลิส กล่าวถึงลักษณะของสมองคิดไตร่ตรอง (reflective brain)  ว่า ถ้าสมองส่วนนี้พัฒนาเติบโตเต็มที่ จะเป็นศูนย์กลางของอารมณ์ที่มั่นคง มีการคิดตัดสินใจที่มีศีลธรรม  การที่จะพัฒนาสมองส่วนนี้ให้เติบโต จะต้องมีการฝึกฝน  ทั้งจากทางบ้านและโรงเรียน เพื่อให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ( self-esteem) ดังนี้

-         รับฟังความคิดเห็น และ แสดงให้เห็นว่าเคารพความคิดเห็นของเด็ก

-         ทำให้เด็กไว้ใจ

-         ตระหนักและให้เกียรติความแตกต่างของเด็ก

-         มีกิจกรรมสนองความสามารถต่างๆของเด็ก

  สมองคิดไตร่ตรอง ถ้าไม่ได้รับการพัฒนา   จะมีผลทำให้เกิดความเครียด มีโอกาสติดยาเสพย์ติด หมกมุ่นทางเพศ เป็นอาชญากร

 

ทั้งหมดเป็นประเด็นสำคัญ  ที่นำมาฝากในวันนี้

                                         ขอบคุณครับ