ช่วงบ่ายของเมื่อวาน หลังเสร็จประชุมเกี่ยวกับแผนกลยุทธของมหาวิทยาลัย ผมได้นัดอาจารย์ประจำสาขาวิชาวิชาชีพครูประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เดิมทีตั้งใจจะให้เป็นไปตามลำดับที่ผมวางไว้ครับ คือวันนี้ประชุมกับหัวหน้าสาขาวิชาทั้งหมดก่อน สัปดาห์หน้าคุยกับเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไปด้านวิชาการของทุกสาขาวิชา แล้วค่อยไปคุยกับอาจารย์ในแต่ละสาขาวิชา
เป้าหมายหลักของการตั้งเป้าคุย คือ อยากฟัง อยากคุย อยากเอาปัญหา เอาความต้องการ เอาหัวใจมานั่งแชร์กันอยู่บนโต๊ะสนทนา
และจากการนั่งคุยกับหยิบเอาทุกปัญหาของสาขาวิชามากองรวมกันบนโต๊ะสนทนา แล้วมาเคลียกันของสาขาวิชาวิชาชีพครู ทำให้ทุกคนมีทัศนคติที่ดีต่อกัน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้เข้าใจกัน ซึ่งผมเห็นปัญหาจากการทำงานของสาขาวิชา (ไม่ใช่เฉพาะสาขาวิชาวิชาชีพครูอย่างเดียวนะครับ) คือ ปัญหาการสื่อสารภายในองค์กร ทุกคนมีเป้าหมายที่ดี แต่ถ้าไม่คุยกัน ทุกคนก็มีไม่เข้าใจกัน และไม่รู้ว่าจะสร้างพลังจากความร่วมมืออย่างไร เวทีนี้เลยเกิดขึ้นครับ
จริงๆ ไม่อยากให้การพูดคุยซีเรียสครับ อยากให้คุยสบายๆ แต่บังเอิญเวลาเราคุยปัญหา มันก็กระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ถ้าทุกคนมีเจตนาดีต่อกัน ไม่มีอะไรแอบแฝง มันก็ไม่มีอะไรที่จะต้องโกรธกันครับ
ปัญหาของสาขาวิชาไม่ได้เยอะมากหรอกครับ เพียงแต่ต้นปัญหาเดียว แต่คุยกันไปคุยกันมา แล้วทำให้ต้นเหตุปัญหาเดียวแตกกิ่งแตกแขนงออกไป จนดูเหมือนเยอะ ถ้าดูจาก mind map ที่ผมบันทึกไปพร้อมๆ กับการดำเนินการประชุม ปัญหาแตกกิ่งเยอะครับ แต่พอระดมความคิดเห็นในการแก้ปัญหา จะพบว่า ข้อเสนอเพียงสี่ห้าประเด็นก็จะตอบปัญหาทั้งหมดได้ครับ
เสร็จจากประชุม ช่วงเย็นก็พาอิลฮามและเตาฟิกไปรับแขกของผม แฮะแฮะ เป็นมิตรภาพที่เกิดจาก gotoknow ครับ ในฐานะเจ้าถิ่นเลยขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงข้าวเย็น ซึ่งเช้าวันนี้ก็คงได้คุยกันต่อครับ เพราะว่าแขกผมคนนี้ลงมาเยี่ยมถิ่นยะลาด้วยภารกิจหนึ่งครับ แล้วหนึ่งในภารกิจนั้นมีว่า ต้องมานั่งคุยกับผมด้วย ออ.เมื่อคืนก็มี พี่ยาว (เกษตรยะลา) blogger อีกท่านหนึ่งมาร่วมโต๊ะด้วยกัน
ส่วนเย็นนี้ผมก็จะได้มีโอกาสพบปะกับ blogger อีกท่านหนึ่ง ซึ่งคราวนี้ท่านขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวเย็นเอง ฮาฮาฮา เป็นที่น่ายินดีครับ มิตรภาพจาก g2k นำไปสู่การสร้างความร่วมมือในการทำงานได้
มีประเด็นหนึ่งที่คุยกันบนโต๊ะอาหาร แขกของผมพูดออกมาว่า วันก่อนรู้สึกว่าจะคอมเม้นต์ผมหนักไปหน่อย ไม่รู้ผมรู้สึกอย่างไร ฮาฮาฮา ผมตอบไปด้วยความจริงครับว่า ไม่รู้สึกโกรธเลย เพราะนั่นคือความบริสุทธ์ใจของคนที่ให้ข้อคิดเห็น และผมชอบคนที่ให้คำแนะนำผมด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ที่ผมไม่ได้เล่าให้แขกของผมฟัง คือ ในการบริหารคณะ ผมก็ใช้วิธีการอย่างนี้แหละครับ คือ ใครจะตำหนิผม ตำหนิได้ตลอดเวลาเลยครับ มีเงื่อนไขเดียว คือ ต้องมาตำหนิต่อหน้าผม ฮาฮาฮา ผมจะสบายใจมากถ้ามาตำหนิ มาบอกมาเล่าให้ผมฟัง เพราะนั่นคือสิ่งจำเป็นที่สุดในการพัฒนางาน ไม่คุย ไม่แลกเปลี่ยนกัน ผมจะรู้ตัวผมเองได้อย่างไรว่าผมจะต้องปรับปรุงอะไรบ้าง เห็นด้วยมัยครับ และที่คณะ ผมมักจะโดนโวหารเจ็บๆ เป็นประจำ ฮิฮิฮิ (ธรรมดาครับ โวหารของนักวิชาการมักจะคมกริบอยู่แล้ว)
ออ. เอาเป็นว่า ผมยังไม่ได้บอกนะครับว่า มิตรจากแดนไกลสองท่านเป็นใคร ลองเดากันดูไปพลางๆ ก่อนนะครับ
(ธรรมดาครับ โวหารของนักวิชาการมักจะคมกริบอยู่แล้ว)
จะรวมไปถึง โวหารของนักการเมืองด้วยก็ไม่เลวนะคะ ^_^
เรื่องการตำหนิต่อหน้า ตรงนี้อาจจะหาไม่ง่ายเท่าไหร่ในสังคมเรา ถนัดแนวนินทาซะมาก ไม่ทราบด้วยเหตุผลอะไรเหมือนกัน เขาอาจจะอยากรักษาน้ำใจเรา (ถ้าแบบนี้ก็ยังพอโอเคนะ)
แต่ที่หนักใจคือ ไม่อยากตำหนิ ไม่อยากออกความเห็น ไม่อยากว่ากล่าว เพราะกลัวตัวเองจะเจ็บ อยู่เฉยๆ ต่างคนต่างทำงาน ถ้าไม่เกี่ยวกับเรา (แต่เกี่ยวกับองค์กร) ก็ขอไม่ยุ่ง
อันนี้ซิ น่าหนักใจกว่า
สวัสดีครับ
ผมชอบตรงนี้ครับ
ใครจะตำหนิผม ตำหนิได้ตลอดเวลาเลยครับ มีเงื่อนไขเดียว คือ ต้องมาตำหนิต่อหน้าผม
ถ้าผู้บริหารใจกว้างในลักษณะนี้ ความขัดแย้งแตกแยกในองค์กร หรือ การปล่อยข่าวนินทาให้ร้ายป้ายสี คงจะลดลงไปมากครับ
ผมเอง เคยถูกผู้ใตบังคับบัญชาตำหนิในที่ประชุม อยู่ 2 ครั้งครับ แต่ละครั้ง ผมโดนเต็มๆครับ ผมก็พยายามรับฟังด้วยความสงบ(แต่ในใจก็พลุกพล่านและโกรธอยู่เหมือนกัน)
เมื่อผมรับฟัง และ พยักหน้ายอมรับคำตำหนิ สถานการณ์ก็พลิกกลับจากร้ายกลายเป็นดี แทบไม่น่าเชื่อครับ ทุกวันนี้ คนที่ตำหนิผมทั้งสองคน เป็นกัลยาณมิตรของผมแล้วครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ sunshine นั่นแหละครับที่ผมเสนอว่า ขอแค่ได้พูดคุยกัน ปัญหาหลายปัญหาก็จะหายไปได้ เพราะการ “ไม่อยากตำหนิ ไม่อยากออกความเห็น ไม่อยากว่ากล่าว เพราะกลัวตัวเองจะเจ็บ อยู่เฉยๆ ต่างคนต่างทำงาน ถ้าไม่เกี่ยวกับเรา (แต่เกี่ยวกับองค์กร) ก็ขอไม่ยุ่ง” เป็นปัญหามากสำหรับการพัฒนาในองค์กร เนื่องจากองค์กรต้องเป็นเรื่องของคนหลายคนที่ต้องช่วยเหลือกัน มีความรับผิดชอบร่วมกันด้วย
ขอบคุณครับ
2. small man รู้สึกว่า ผลที่ได้จะเหมือนกับผมครับ คือ ถ้าได้คุย ไม่ว่าจะด้วยการชมหรือต่อว่า (ซึ่งผมว่า ถ้ามีการต่อว่ากันต่อหน้า จะเห็นผลชัดกว่า) ผลที่ได้คือ การเข้าใจกันมากขึ้น แถมช่วยให้สนิทกันมากขึ้นด้วย และผมก็เป็นอย่างที่ว่าเหมือนกันครับ คือ รับฟังอย่างสงบ แต่ในใจมันเดือด ฮาฮาฮา แต่ที่ผมทำสำเร็จคือ ไม่ระเบิดออก และนำไปสู่การสานสัมพันธ์ได้
ผมเข้าใจว่าแขกของอาจารย์น่าจะคือคนเดียวกับที่ผมเจอเมื่อวาน พอดีผมทำค่ายติวเอ็นท์ที่โรงเรียนพัฒนาวิทยา แล้วมีผู้ใหญ่มาเยี่ยม เขาแนะนำตัวเองว่าเป็นเพื่อนกับอาจารย์จรุวัจน์ ผมก็เข้าใจว่าน่าจะใช่...การคุญกันดีแล้วครับผมอยากให้มีการได้แลกเปลี่ยนกันบ่อยๆ ทุกครั้งที่ได้เข้าร่วมประชุมผมรู้สึกดีทุกคน อย่างน้อยก็ไม่ได้ตั้งคำถามโดยไม่รู้คำตอบสำหรับบางสิ่งคนเดียว
เห็นด้วยครับ...
ปัญหาหลาย ๆ อย่างเกิดจากการที่เราไม่ได้คุยกันหรือคุยกันน้อยเกินไป จึงคิดกันไปคนละอย่าง นาน ๆ เข้าก็เกิดปัญหาขัดแย้งได้ครับ...
ฝากดูแลเพื่อนชาวโกทูโนว์ดี ๆ นะครับ...
ขอบคุณมากครับ...
โอ่ มีคนรู้เยอะแล้วนะ ว่า สองเอกลงมายะลา ฮาฮาฮา ขอบคุณครับ
ฮาฮาฮา ข้าน้อยฝากตัว
อาจารย์บอกว่า
ผมชอบคนที่ให้คำแนะนำผมด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ที่ผมไม่ได้เล่าให้แขกของผมฟัง คือ ในการบริหารคณะ ผมก็ใช้วิธีการอย่างนี้แหละครับ คือ ใครจะตำหนิผม ตำหนิได้ตลอดเวลาเลยครับ มีเงื่อนไขเดียว คือ ต้องมาตำหนิต่อหน้าผม ฮาฮาฮา ผมจะสบายใจมากถ้ามาตำหนิ มาบอกมาเล่าให้ผมฟัง เพราะนั่นคือสิ่งจำเป็นที่สุดในการพัฒนางาน ไม่คุย ไม่แลกเปลี่ยนกัน ผมจะรู้ตัวผมเองได้อย่างไรว่าผมจะต้องปรับปรุงอะไรบ้าง เห็นด้วยมัยครับ และที่คณะ ผมมักจะโดนโวหารเจ็บๆ เป็นประจำ ฮิฮิฮิ (ธรรมดาครับ โวหารของนักวิชาการมักจะคมกริบอยู่แล้ว)
นึกถึงข้อความข้างล่างนี้ค่ะ ที่Howard Gardner ตอบLynn Waterhouse
Abstract
The Science of Multiple Intelligences Theory: A Response to Lynn Waterhouse
For a scholar, a fate worse than being criticized is being ignored. Waterhouse (2006) has done Howard Gardner the courtesy of reading much of the primary and secondary literature on multiple intelligences (MI) theory
ขอบคุณมากครับ
ทีม blogger ยะลาและชายแดนปัตตานี ได้การต้อนรับตลอดครับ แต่ดีไม่ดีก็พยายามให้ดีที่สุดครับ เพียงแค่ไม่สามารถรับรอบความปลอดภัยได้เท่านั้นเอง เนื่องจากเรื่องนี้ต้องใช้แบบตัวใครตัวมัน ฮาฮาฮา
ขอบคุณครับ
เมื่อหัวค่ำก็ไปทานข้าวด้วยกันอยู่ครับ ยะลายามค่ำคืนยังคึกคักอยู่ครับ
ขอบคุณครับ
ที่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้
สวัสดีครับ
ตอนนี้ยังมีความสุขกับบรรยากาศมิตรภาพที่ยะลาครับ
มีเรื่องราวมากมายที่จะเล่าสู่กันฟัง จะกลับกรุงเทพตอนเย็นนี้
--------------------------------------------------------------
ขอบคุณมิตรภาพดีๆที่ผมได้รับจากเพื่อน gotoknow มากๆครับ
"ประทับใจมากครับ"
ขอให้เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพนะครับ
ตั้งใจว่าจะแวะไปส่งที่โรงแรมครับ แต่แล้วก็มีเรื่องด่วนต้องไปปัตตานีเมื่อตอนเที่ยง แล้วลากมาจนถึงค่ำครับ เลยไม่ได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้
หวังว่าคนได้เจอกันอีกนะครับ
มาเยี่ยม...
การคุยกัน บางครั้ง ทำให้เรื่องใหญ่ ๆ กลายเป็นเรื่องเล็ก ๆ เลยนะครับ...