พระเณร-กับของแปลกใหม่ และการปิดกั้น

เมื่อมีกรณีพระ-ภิกษุเล่น hi 5 แล้วล่อลวงเด็กสาววัยรุ่นไปค้างที่วัด... ผู้เขียนก็เงื้อง้าอยู่ ๒-๓ วัน ว่าจะเขียนเรื่องนี้  แต่ก็ยังคงขี้เกียจ (เบื่อจะบ่น)  เมื่อใน GoToKnow มีผู้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอ้าง ผู้เขียนก็จะบ่นสักนิดในฐานะที่ถูกพาดพิงโดยตรง เพราะผู้เขียนก็เป็นพระภิกษุและผู้เขียนก็ใช้ hi5 เหมือนกัน...และเนื่องจาก hi 5 เป็นสิ่งแปลกใหม่ในสังคม ผู้เขียนจึงจะเล่ากว้างๆ ซึ่งอาจสะท้อนเป็นข้อคิดของผู้อ่านเอง...

พระ-เณรเป็นสมาชิกของสังคมและหรือเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ดังนั้น อะไรก็ตามที่เป็นของแปลกใหม่ในสังคม  ไอ้นั้นก็ย่อมเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับพระ-เณรด้วย...  และสังคมโดยรวมมีความคิดเห็นต่อสิ่งแปลกใหม่นี้อย่างไร พระ-เณรก็ย่อมเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน...  เมื่อพิจารณาแยกย่อยออกไปอีก ในสังคมจะมีผู้มีความเห็นต่างในสิ่งแปลกใหม่แต่ละอย่างฉันใด  ในบรรดาพระ-เณรก็ย่อมมีความเห็นแตกต่างกันฉันนั้น... สรุปว่าเป็นเรื่องธรรมดา  แม้ใครเข้าใจทำนองนี้ได้  ย่อหน้าต่อไปไม่จำเป็นต้องอ่านก็ได้...

ประเด็นแรกก็คือ เรื่องหวย ตามบันทึกนี้ หวยวิทยา : ใครอยากรวย ต้องอ่าน.. ว่าด้วยประวัติศาสตร์หวยในเมืองไทย และมีประเด็นว่าพระ-เณรเล่นหวยอยู่ด้วย มีการวินิจฉัยตามพระวินัย มีการออกระเบียบห้าม... ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ผู้เขียน (อาจจะผู้อ่านเกือบทุกท่านด้วย) ยังไม่เกิด...  ญาติโยมชาวบ้านอาจยืนยันได้ไม่เด่นชัดว่ายังมีพระ-เณรเล่นหวยอยู่อีกหรือไม่ ? สำหรับผู้เขียนอยู่วัดมาเกินยี่สิบปี ยืนยันได้เลยว่าพระ-เณรเล่นหวยยังมีอยู่จริง (แต่มิใช่ทุกรูป น่าจะมีการทำวิจัยว่า ระหว่างชาวบ้านกับพระ-เณร เปอร์เซ็นต์เฉลี่ย ใครเล่นหวยมากกว่ากัน)

เรื่องกล้องถ่ายรูป ก็มีคำสั่งห้ามมาหลายสิบปีแล้วว่าไม่ให้พระ-เณรใช้ กระทั้งปัจจุบันคำสั่งนี้ก็ยังมีผลบังคับอยู่... แต่ข้อเท็จจริงทางสังคม เวลามีงานวัดพระ-เณรนั่นแหละจำเป็นต้องถ่ายรูป จัดการอย่างโน้นอย่างนี้ไปตามความเหมาะสมบ้าง (ไม่เหมาะสมบ้าง) ซึ่งผู้เขียนสังเกตมาตั้งแต่เพิ่งบวชไม่นานนัก พระผู้ใหญ่นั้นแหละ เป็นผู้สั่งให้ทำ ทั้งๆ ที่ท่านควรจะเป็นผู้รักษาระเบียบและบังคับให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์... เทียบแล้วระเบียบนี้คล้ายๆ กับกฎหมายเรื่องรูปพรรณสัตว์เลี้ยงเช่นวัวควายที่ต้องไปแจ้งยังอำเภอ หรือกฎหมายอื่นๆ ทำนองนี้อีกหลายอย่าง ซึ่งยังไม่ยกเลิก แต่ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและราษฎรก็ไม่เห็นมีใครคิดดำเนินการเรื่องเหล่านี้ให้เป็นไปตามกฎหมาย...

..............

มิใช่ข้าวของเครื่องใช้เท่านั้นที่จัดว่าเป็นของแปลกใหม่ แม้ระบอบประชาธิปไตย สมัยหนึ่งก็ได้ชื่อว่าของแปลกใหม่สำหรับสังคมไทย... ผู้เขียนเคยอ่านคำไว้อาลัยของเจ้าประคุณสมเด็จวัดสามพระยา (ฟื้น) ในหนังสืออนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพของเจ้าประคุณสมเด็จวัดจักรวรรดิ (ธีร์) โดยเจ้าประคุณสมเด็จวัดสามพระยาเล่าว่า ในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง (2475) เจ้าประคุณทั้งสองยังเป็นพระมหาฯ เรียนบาลีอยู่... ว่างๆ ก็คุยกัน หลายๆ ท่านมีความหวังว่า เปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว บ้านเมืองคงจะสงบสุข ทุกคนจะมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันตามระบอบประชาธิปไตย... ทำนองนี้

เจ้าประคุณฯ เล่าต่อว่า มีแต่ท่านมหาธีร์ฯ เท่านั้น ที่ค้านทำนองว่า มันไม่สงบสุขหรอก ต่อไปคณะราษฎร์จะทะเลาะแย่งชิงอำนาจกัน ฯ.... ซึ่งในครั้งนั้นทุกคนไม่เชื่อ ต่างก็คัดค้าน... แต่ต่อมา เหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่ท่านมหาธีร์คาดการณ์ไว้... สรุปว่า เจ้าประคุณวัดสามพระยา ยกย่องเจ้าประคุณสมเด็จวัดจักรวรรดิว่า เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจประวัติศาสตร์ และเรื่องราวความเป็นไปทางการเมืองยิ่งกว่าท่าน...

กรณีนี้อาจเห็นได้ว่า พระ-เณร ซึ่งเป็นนักศึกษาในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองก็สนใจเหตุการณ์บ้านเมืองเหมือนนักศึกษาทั่วๆ ไป....

..........

ของแปลกใหม่ในสังคมนั้น ย่อมมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าควรหรือไม่ควรแค่ไหนเพียงไร... เฉพาะอินเทอร์เน็ตนั้น  จัดเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่ง การใช้ก็มีทั้งคุณและโทษ ซึ่งไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความในประเด็นที่รู้ๆ กันแล้ว...

สิ่งที่จะกล่าวถึงก็คือ เมื่อมีกรณีที่ไม่พึงปรารถนาหรือว่าเป็นโทษเกิดขึ้นเพราะการใช้อุปกรณ์ เราก็มักจะมีแนวคิดที่จะวางกฎระเบียบเพื่อปิดกั้นมิให้สิ่งที่เป็นโทษอย่างนั้นเกิดขึ้น แต่ตามที่ผู้เขียนประสบมา การออกกฎระเบียบเพื่อปิดกั้นนั้น ไม่ค่อยจะได้ผลนัก สาเหตุเพราะคนนี้เอง...

อันที่จริงก็ต้องการจะบ่นอีกเยอะ แต่พักไว้ก่อน ให้ผู้สนใจอื่นๆ ช่วยเข้ามาบ่นบ้าง เผื่อจะได้ร่วมบ่นด้วยกัน...